อธิบดีกรมลดโลกร้อน แจง 5 ภารกิจหลักขับเคลื่อนการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยันร่างพ.ร.บ.โลกร้อนยังคงเดินหน้าเข้าสภาฯ ปลายปี เพื่อเสริมการแข่งขันทางการค้า คาดบังคับใช้ปี 2570 อีกทั้งเตรียมแผนรับมือพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติสูงในระดับตำบล
นายพิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวในงานเสริมสร้างความตระหนักรู้เครือข่ายสื่อมวลชนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ DCCE Partners : Together to Net Zero #2 เมื่อวันที่ 9 เมษายน ที่ผ่านมา สำนักข่าว Next News เห็นว่าเนื้อหามีความน่าสนใจ จึงนำมาเสนออย่างละเอียด ดังนี้
ในปี 2569 จะมีงานสำคัญประมาณ 4-5 เรื่อง เรื่องที่ 1 เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก ที่เป้าหมายยังเกินกว่าตัวชี้วัดที่กำหนดไว้และก็มั่นใจว่า ภายในปี 2030 เป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกน่าจะสำเร็จ ผ่านกลไกการใช้นโยบายของรัฐ ในภาคพลังงาน ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม ภาคการขนส่ง ที่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาเชิงโครงสร้างหลายๆ เรื่อง
เรื่องที่ 2 เป้าหมายในปี 2035 (แผน NDC 3.0 ตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก 47%) เป็นเรื่องยาก เพราะต้องการเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาประมาณ 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่วันนี้ ไปรอในปี 2031 ไม่ได้ ต้องดึงตั้งแต่วันนี้ เพื่อจะสร้างโครงการในการสนับสนุนระบบนิเวศในการเปลี่ยนผ่าน ต้องทำงานร่วมกับธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ธนาคารโลก และก็ได้ทำงานกับเครือข่ายสมาคมธนาคารที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงการเรื่อง Climate ของประเทศไทย Climate Business Network ที่มีธนาคารกสิกรไทยเป็นผู้นำ เพื่อจะสร้างโครงการที่เหมาะสมเข้ามาดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ เช่น เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ
ประเทศไทยจะต้องเข้าถึงรูปแบบการเงินในหลากหลายมากขึ้น ไม่ใช่เป็นเงินให้เปล่า ซึ่งการแข่งขันในอนาคตมันยาก เพราะว่าเงินมันน้อยลง แต่คนต้องการเงินมากขึ้นและต้องการเงินที่ก้อนใหญ่ขึ้นด้วย ดังนั้น ขีดความสามารถของไทยต้องเข้าถึงได้ในหลากหลายรูปแบบ เพราะฉะนั้นในปี 2035 เป้าหมายก็มีความท้าทาย จะเริ่มทำกระบวนการที่เรียกว่า แผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจก ปี 2035 ซึ่งแผนจะเสร็จเร็วกว่าเดิม พร้อมวางรูปแบบการปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อให้ไทยขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อันนี้คือลดก๊าซเรือนกระจก
ส่วน Net Zero ที่เร็วขึ้น 15 ปี ไทยยังเป็นประเทศที่ 7 ในอาเซียน ไม่ได้เร็วไปกว่าเวียดนาม ไม่ได้เร็วไปกว่าสิงคโปร์ ไม่ได้เร็วไปกว่ามาเลเซีย ไม่ได้เร็วไปกว่าบรูไน และไม่ได้เร็วไปกว่ากัมพูชา เพราะฉะนั้นมีเรื่องของขีดความสามารถในการแข่งขัน วิกฤตในเรื่องของการค้าการลงทุน แล้วก็เรื่องของการกดดันทางการค้าที่มาผนวกเข้าในโลกของอนาคต ฉะนั้น 15 ปีที่เร็วขึ้น ไม่ได้มาจากการคิด หรือมโนเองว่าเราทำได้ แต่มาจากรากฐานการลดก๊าซเรือนกระจกที่ติดตามมาตรการมาอย่างต่อเนื่อง จาก 21 มาตรการ มาเป็น 36 มาตรการ ลดก๊าซเรือนกระจกได้ 75 ล้านตัน ขณะที่ KPI ต้องการแค่ 64 ล้านตัน
สาเหตุมาจากความเข้าใจของทุกกระทรวงที่มากขึ้น มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนและออกแบบนโยบายที่สอดรับกับการตั้งเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก จึงกำหนดเป้าหมาย net zero ในปี 2050 ได้ ซึ่งตอนนี้กำลังปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ ซึ่งเป็นเงื่อนไขภายใต้ข้อตกลงปารีสที่ประเทศควรจะทำ ก็จะสื่อสารไปที่สำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย จากที่เคยส่งไปแล้ว 1 ครั้ง คือเป้าหมายปี 2065
สำหรับครั้งนี้คาดว่า จะแล้วเสร็จในปลายปี และส่งให้ ครม.เห็นชอบ ก็จะมีแผนระยะยาวที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีแบบไหนในสาขาใด ซึ่งเป็นพลังงาน อุตสาหกรรมของเสีย ขนส่ง เกษตร ควรจะถูกดนำมาใช้ในแต่ละช่วงเวลา ตามต้นทุนราคาจากถูกไปแพง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ในมิติที่เราลดตุ้นทุน เพิ่ม productivity ผลิตภาพหรือผลิตผล และขณะเดียวกันก็เพิ่มการแข่งขันทางการค้าการลงทุนได้ด้วย รองรับกฎการค้าใหม่ๆ ของสหภาพยุโรปได้ด้วย
ในมิติการปรับตัวก็สำคัญด้วย ภัยพิบัติทำให้เรียนรู้ว่า โลกเปลี่ยนไปและประเทศไทยก็ไม่ได้รับสิทธิพิเศษในการจะไม่ได้รับผลกระทบ เหตุการณ์ไม่ว่าจะภาคเหนือ หาดใหญ่ เป็นการส่งสัญญาณว่า โลกกำลังแปรปรวนมากขึ้น ขีดความสามารถแบบเดิมและการพัฒนาขีดความสามารถที่ไม่สามารถก้าวกระโดดทันความรุนแรงและความถี่ภัยพิบัติจะทำให้ประเทศไทยเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ GDP Loss เกิดขึ้นบ่อยมาก ซึ่งประเทศไทยไม่สามารถที่จะรองรับการที่เราจะสูญเสียบ่อยๆ และไม่โตอย่างยั่งยืน
ในอนาคตต้องแข่งขันกับประเทศอื่นอีก เพราะบางประเทศที่เขาโชคดีกว่า ที่ไม่ได้รับภัยพิบัติเยอะขนาดเรา ก็ต้องพยายามหาภูมิคุ้มกันให้แก่ตัวเอง กรมฯ ก็จะสร้างระบบที่เรียกว่า แพลตฟอร์มที่จะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เรื่องการปรับตัว เพื่อจะทำให้ลดตุ้นทุน ลดระยะเวลา ใครมีแนวปฏิบัติที่ดีในพื้นที่ไหนจะถูกบรรจุอยู่ในแพลตฟอร์ม คนที่อยู่ยโสธร อาจจะเรียนรู้จากคนสุพรรณบุรี ในมิติที่สามารถเชื่อมโยงกันได้ แล้วลดต้นทุน ลดเวลา และเอาไปปฏิบัติได้หรือปรับปรุงอีกเล็กน้อยที่จะมีแพลตฟอร์มใหญ่ในการปรับตัว
เรื่องที่ 3 ก็คือ จะยกระดับข้อมูลความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับจังหวัด ที่เรียกว่าการ down scale ข้อมูลระดับโลกลงมาให้ละเอียดมากขึ้น ลงไปในระดับอำเภอหรือระดับตำบล จาก 300x300 ตร.กม. ลงมาเป็น 25x25 ตร.กม. ลงมาเป็น 5x5 ตร.กม. และตามที่ได้รับความร่วมมือจากญี่ปุ่น อาจจะลงมาได้ถึง 90x90 เมตร ในการที่จัดความสำคัญของพื้นที่เสี่ยงให้ได้ เพราะต้องยอมรับความจริงว่าประเทศไทยไม่ใช่ประเทศร่ำรวย เราไม่มีเงินเหลือเฟือ และเราไม่สามารถทำทุกพื้นที่ได้ด้วยมาตรการเดียวกัน
ต้องจัดลำดับความสำคัญให้ได้ว่า พื้นที่ไหนเสี่ยงสูง เปราะบางสูง ก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจสูง ถ้าเกิดภัยพิบัติต้องลงทุนด้านโครงสร้างการปรับตัว ลงทุนด้านโครงสร้างในการเตือนภัย ลงทุนด้านสร้างโครงสร้างที่จะบริหารจัดการภัยพิบัติทั้งก่อน ระหว่างและหลัง เพราะสุดท้ายก็ห้ามภัยพิบัติไม่ได้อยู่ดี แต่เป้าหมายไทยและทุกประเทศในโลกเหมือนกันคือ กำจัดความสูญเสีย เช่น จะเสียหายจากหาดใหญ่ 35,000 ล้าน ทำให้เสียหายแค่ 15,000 ล้านได้ไหม ต้นทุนเหล่านี้จะเป็นต้นทุนสะสมของประเทศ
เพราะฉะนั้น กรมฯ จะทำงานให้มีข้อมูลลักษณะแบบนี้มากยิ่งขึ้น ที่จะเอาไปใช้ประโยชน์กับหน่วยงานต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น กรมทรัพยากรธรณีมีแผนที่ภัยพิบัติดินถล่ม แต่เป็นดินถล่มที่มาจากข้อมูลในอดีต และคาดการณ์การเปราะบางของโครงสร้างชั้นดินในพื้นที่ของประเทศไทย และกำหนดเป็นพื้นที่โซนนิ่ง เสี่ยงสูง เสี่ยงกลาง เสี่ยงต่ำ แต่ถ้าฝนตกเปลี่ยนไป ตกแบบที่หาดใหญ่ ตกแบบที่ภูเก็ต ตกหนักๆ ตกไม่หยุด ต่อให้ชั้นดินที่ประเมินไว้นั้นแข็งแรงทนทาน แต่ไม่ได้ประเมินการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย
ผลกระทบคือ อาจจะพังลงมาได้ หรือสไลด์ลงมาได้ ถ้ามีแผนที่ความเสี่ยง หน่วยงานต่างๆ จะดึงไปใช้ และก็ไปซ้อนทับการทำงานของหน่วยงานนั้นๆ เพื่อจะกำหนดหรือระบุความเสี่ยงที่ตรง ละเอียดและเหมาะสมกับการปฏิบัติมากยิ่งขึ้น เพราะสุดท้ายจะเชื่อมโยงกับไปที่งบประมาณ ถ้าบอกว่ารัฐเรามีงบประมาณเหลือเฟือก็ต้องคิดใหม่ เหตุการณ์วันนี้ กระทบกับทุกประเทศบนโลก รวมถึงประเทศไทย
เรื่องที่ 4 เรื่อง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตอนนี้อยู่ที่กฤษฎีกา แต่กฤษฎีกาออกระเบียบใหม่ว่า กฎหมายควรต้องนำไปรับความคิดเห็นเพิ่มเติมอีก 30 วัน จึงต้องไปรับความคิดเห็นเพิ่มเติมในเว็บไซต์ ซึ่งพึ่งจบไปเมื่อวาน (8 เม.ย.) อยู่ในระหว่างประมวลความเห็นว่ามีใครคิดเห็นอย่างไรบ้าง เพื่อส่งไปยังกฤษฎีกาและเริ่มเข้าสู่กระบวนการพิจารณารายมาตรา หลายคนไม่เข้าใจว่า ยุบสภาไปแล้ว กฎหมายโลกร้อนตกใช่หรือไม่ ยังไม่ตก เพราะ ครม.เห็นชอบหลักการไปแล้ว จึงอยู่ในคณะกรรมการกฤษฎีกาในการตรวจร่างรายมาตรา 205 มาตรา 14 หมวด + 1 บทเฉพาะกาล และถูกมองว่าเป็นกฎหมายสำคัญ ที่รัฐบาลตั้งธงไว้ จึงมีเวลาให้ทางคณะกรรมการกฤษฎีกาจำกัด เช่น 50 วัน เป็นต้น
คาดการณ์ว่า หากชี้แจงทั้งหมดแล้วก็จะเข้าไปที่สภาในปลายปีนี้ได้ และเข้าสู่กระบวนการของสภาในวาระที่ 1 โหวตรับหลักการในวาระที่ 2 เข้าสู่ชั้นกรรมาธิการ โหวตวาระที่ 3 และก็ไป สว. คาดว่าปี 2570 ซึ่งเป็นไปตามไทม์ไลน์น่าจะเกิดขึ้นได้ หลายคนตั้งคำถามว่า มีกฎหมายแล้วจะบังคับใช้ได้อย่างไร ถ้าไม่มีกฎหมายลูก วันนี้เราอยู่ในระหว่างพัฒนากฎหมายลูก ที่ต้องใช้เริ่มต้นทันทีก็คือ การรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัท ซึ่งตอนนี้ได้ร่างเรียบร้อยแล้ว มีการรับฟังความคิดเห็น ก็เรียกว่า ทำไปประมาณ 3 ฉบับ แล้วก็มีกฎหมายเกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนภูมิอากาศ มีอีก 8 ฉบับ ซี่งกำลังทำงานเรื่องนี้อยู่ ก็คาดว่าทั้ง 2 เรื่อง จะทำได้เสร็จตามเวลาที่เราจะเริ่มบังคับใช้ คือการรายงานจะเป็นภายในปี 2571 ตัวกองทุนภูมิอากาศก็จะเป็นปี 2572 เริ่มทำปี 2573 และใช้ปี 2574 ก็เริ่มเต็มรูปแบบ
นี่ก็คือหลักการของ ร่างพ.ร.บ. ฉบับนี้ ซึ่งยังเดินหน้าและเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่กำหนด
ประเด็นที่อยากให้สื่อมวลชนช่วยสื่อสารคือ กรมฯ ไม่ได้ทำกฎหมายรักษ์โลก ต้องเข้าใจว่าก๊าซเรือนกระจกและโลกเดือด ไม่ได้เป็นปัญหาของประเทศไทยประเทศเดียว เป็นปัญหามหภาค คือทุกประเทศทั่วโลกมีส่วนหมด เพราะฉะนั้นจะออกกฎหมายเข้มงวดเพียงใดก็จะแก้ไขเรื่องนี้ใมภาพรวมของโลกไม่ได้ ดังนั้นกฎหมายจำเป็นต้องพิจารณาอย่างเป็นสัดส่วน มีความเหมาะสม ตรงบริบทประเทศไทย ขณะเดียวกันยังสอดคล้องกับเป้าหมายข้อตกลงปารีส
กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายเศรษฐกิจ และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคธุรกิจ สร้างภูมิคุ้มกันต่อภัยพิบัติให้แก่พี่น้องประชาชน แล้วก็สามารถที่จะสร้างกลไกการเงินใหม่ๆ ที่เป็นการเงินที่สอดรับการบริบทของโลก และบริบทของธนาคารไทยและธนาคารระดับโลกในพหุภาคี ที่การที่จะให้เงินในเรื่องนี้มากขึ้น ดังนั้นก็ยืนยันว่าเป็นกฎหมายเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นเรื่องการแข่งขันทางธุรกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว และปกป้องพี่น้องประชาชนจากความสูญเสียจากภัยพิบัติ ในการมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น ทั้งระดับประเทศ ภูมิภาค จังหวัด และท้องถิ่น
นี่คือหลักการของกฎหมาย ก็ขอให้ช่วยกันสื่อสารเพราะคนเข้าใจว่า กฎหมายทำเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก รักษ์โลกอย่างเดียว ไม่ใช่ เรามองเรื่องการแข่งขันทางเศรษฐกิจเป็นหลัก
เรื่องที่ 5 เรื่องการเงิน วันนี้ทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังและกับสำนักงบประมาณ มีการทำโครงการนำร่องซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการที่เรียกว่า Climate Budget Tracking คือการติดแถบหรือฉลากเข้าไปที่เงินงบประมาณที่ให้เรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ การจัดการน้ำ เกษตร และการใช้พลังงาน แต่จะทำเป็น sandbox เพราะงบประมาณแผ่นดินใหญ่มากและระบบมันก็ซับซ้อน การที่เราจะไปกระเพื่อมระบบเลยทีเดียว มันสร้างปัญหาเยอะ ก็เลยเป็นส่วนเล็กๆ sandbox เพื่อทดสอบหลักการการทำงานในเรื่องนี้ ซึ่งก็ได้ทำงานกับรอง ผอ.สำนักงบประมาณและทีมงาน ที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้ร่วมกันในปี 2569 นี้
อย่างไรก็ตาม สํานักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) อยู่ระหว่างทำ sustainability linked bonds ในชุดที่ 2 หรือที่เรียกว่าพันธบัตรความร่วมมือของรัฐบาล ที่มีการผูกตัวชี้วัดและเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และตัวชี้วัดการปรับตัวของประเทศ ซึ่งชุดแรกได้ทำกับ สบน. ออกไปประมาณ 125,000 ล้านบาท มีความต้องการล้นหลาม กำลังออกชุดที่ 2 อยู่
ระบบการให้งบประมาณในปีนี้จะไม่ถูกคำนึงถึงสิ่งเดิม แต่จะต้องเตรียมการจัดตั้งโครงการงบประมาณที่ตอบโจทย์กับประเทศ หมายความว่าถ้าออกแบบงบประมาณไปตอบโจทย์ ไปสร้างภูมิคุ้มกันจากการสูญเสียภัยพิบัติ ไปสร้างการแข่งขันและการฟื้นฟูธุรกิจ สร้างขีดความสามารถ สร้างแรงงาน เขาก็จัดเงินประมาณให้ในส่วนนั้นมาก นี่คือแนวคิดที่ทางรัฐบาลประกาศออกมา
จะเห็นแล้วกลไกการเงินในประเทศเริ่มเข้ามาเปลี่ยนแปลง ซึ่งก็สอดคล้องกับกองทุนภูมิอากาศที่อยู่ในร่างพ.ร.บ. ซึ่งก็ทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังมาตลอด กองทุนนี้ก็คาดหวังว่าจะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วย SMEs ช่วยพี่น้องประชาชนในการสร้างภูมิคุ้มกันระดับพื้นที่ และช่วยบริษัทใหญ่แบบไม่ได้ให้เปล่า เป็นการให้กู้ดอกเบี้ยต่ำ โดยให้บริษัทสามารถยืมเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ทั่วไป เงินกู้จากกองทุน เพื่อสร้างกลไกการเงินดอกเบี้ยต่ำให้เราสามารถลงทุนในเรื่องการลดคาร์บอนที่ยังมีต้นทุนสูงอยู่ได้ คือทำให้ต้นทุนที่สูงในวันนี้ถูกบรรเทาลงเพื่อให้โครงการเกิดขึ้นได้เร็ว
นี่ก็เป็นส่วนที่กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณและกรมฯ พยายามทำงานในเรื่องของงบประมาณด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสอดคล้องกับการเข้าถึงการเงินระหว่างประเทศ ที่เราก็พยายามมี partner มากขึ้นจากหลายประเทศ พยายามใช้ในเรื่องของกลไกราคาคาร์บอนเข้ามา
สำหรับเรื่องคาร์บอนเครดิต มี 2 เรื่อง คือคาร์บอนเครดิตที่เป็นการซื้อขายระหว่างประเทศ ตอนนี้มีแนวปฏิบัติที่ ครม.เห็นชอบรองรับ มีปริมาณคาร์บอนที่กำหนดให้ถ่ายโอนได้ 16.7 ล้านตัน ซึ่งสามารถใช้ได้ สิ่งที่ต้องการวันนี้ คือการสร้างโครงการคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูง โปร่งใส ไม่เป็นเรื่อง Green Washing และนำไปสู่การทำงานในการเปลี่ยนแปลงประเทศจริงๆ
ยกตัวอย่างโครงการรถเมล์ EV ของไทยสไมล์บัส ที่วิ่งสีน้ำเงิน ส่วนหนึ่งก็มาจาก Carbon Finance ที่ทำงานร่วมกับภาคเอกชน อยากเห็นโครงการที่เป็นลักษณะนี้ที่เห็นประโยชน์พี่น้องประชาชนเข้ามามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาคเกษตร ภาคพลังงาน ภาคการจัดการของเสีย น้ำเสียก็เยอะแยะ สามารถเอาส่วนนี้มาช่วยการบริหารจัดการได้
ระดับระหว่างประเทศก็มีความร่วมมือกับสวิสเซอร์แลนด์ มีความร่วมมือกับสิงคโปร์ รวมถึงญี่ปุ่นด้วย อนาคตจะพูดคุยกับเกาหลี ซึ่งหลายประเทศก็สนใจทำงานร่วมกับประเทศไทย แต่ต้องคำนึงถึงภาระที่ต้องรับจากต่างประเทศเหมือนกันเพื่อดูให้สมดุล โปร่งใส ตรวจสอบได้
สำหรับคาร์บอนเครดิตในประเทศลำบาก เพราะมีคาร์บอนเครดิตส่วนที่ อบก. เก็บไว้ 26 ล้านตัน วันนี้การซื้อขาย 8 แสนบาท ไปไม่ได้ เพราะมันไม่มีอุปสงค์ แต่ถ้ามีพ.ร.บ.ก็จะมีอุปสงค์ที่แท้จริง จะสัมพันธ์กับอุปทาน สามารถสร้างตลาดคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพสูงได้ในอนาคต เพราะจะมองว่าปริมาณอุปสงค์ของคาร์บอนในประเทศ ที่มาจากพ.ร.บ. มี 10 ถึง 15 ล้านตัน ที่สามารถไป trade บนตลาดหลักทรัพย์ได้
คาร์บอนเครดิตยังมีคุณค่า ยังมีความหมาย สามารถไปต่อได้ เพียงแต่ว่ากลไกที่ต้องการยังไม่ครบถ้วน เมื่อไหร่ครบถ้วนก็จะสามารถผลักดันให้ โครงการหรือสิ่งที่เราประเมินค่าสำเร็จได้ ไปถึงเรื่องการจัดการ waste ได้ เรื่องการปลูกป่าในประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่กำลังขับเคลื่อนอยู่ในปี 2569 ถึงปี 2570 ด้วย
นี่คือภาพรวมในปี 2569-2570 เชื่อว่าเป็นการสร้างรากฐานของประเทศในการที่จะนำไปสู่ประเทศที่มีการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่เติบโตได้เทียบเท่าหรือโตกว่าประเทศในอาเซียน แล้วก็สามารถแข่งขันในภูมิภาคได้




