อธิบดีกรมลดโลกร้อน แจง 5 ภารกิจหลักขับเคลื่อนการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยันร่างพ.ร.บ.โลกร้อนยังคงเดินหน้าเข้าสภาฯ ปลายปี เพื่อเสริมการแข่งขันทางการค้า คาดบังคับใช้ปี 2570 อีกทั้งเตรียมแผนรับมือความเสี่ยงภัยพิบัติพื้นที่เสี่ยงสูง
นายพิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวในงานเสริมสร้างความตระหนักรู้เครือข่ายสื่อมวลชนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ DCCE Partners : Together to Net Zero #2 เมื่อวันที่ 9 เมษายน ที่ผ่านมา สำนักข่าว Next News เห็นว่าเนื้อหามีความน่าสนใจ จึงนำมาเสนออย่างละเอียด ดังนี้
ในปี 2569 จะมีงานสำคัญประมาณ 4-5 เรื่อง เรื่องที่ 1 เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก ที่เป้าหมายยังเกินกว่าตัวชี้วัดที่กำหนดไว้และก็มั่นใจว่า ภายในปี 2030 เป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกน่าจะสำเร็จ ผ่านกลไกการใช้นโยบายของรัฐ ในภาคพลังงาน ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม ภาคการขนส่ง ที่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาเชิงโครงสร้างหลายๆ เรื่อง
เรื่องที่ 2 เป้าหมายในปี 2035 (แผน NDC 3.0 ตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก 47%) เป็นเรื่องยาก เพราะต้องการเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาประมาณ 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่วันนี้ ไปรอในปี 2031 ไม่ได้ ต้องดึงตั้งแต่วันนี้ เพื่อจะสร้างโครงการในการสนับสนุนระบบนิเวศในการเปลี่ยนผ่าน ต้องทำงานร่วมกับธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ธนาคารโลก และก็ได้ทำงานกับเครือข่ายสมาคมธนาคารที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงการเรื่อง Climate ของประเทศไทย Climate Business Network ที่มีธนาคารกสิกรไทยเป็นผู้นำ เพื่อจะสร้างโครงการที่เหมาะสมเข้ามาดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ เช่น เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ
ประเทศไทยจะต้องเข้าถึงรูปแบบการเงินในหลากหลายมากขึ้น ไม่ใช่เป็นเงินให้เปล่า ซึ่งการแข่งขันในอนาคตมันยาก เพราะว่าเงินมันน้อยลง แต่คนต้องการเงินมากขึ้นและต้องการเงินที่ก้อนใหญ่ขึ้นด้วย ดังนั้น ขีดความสามารถของไทยต้องเข้าถึงได้ในหลากหลายรูปแบบ เพราะฉะนั้นในปี 2035 เป้าหมายก็มีความท้าทาย จะเริ่มทำกระบวนการที่เรียกว่า แผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจก ปี 2035 ซึ่งแผนจะเสร็จเร็วกว่าเดิม พร้อมวางรูปแบบการปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อให้ไทยขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อันนี้คือลดก๊าซเรือนกระจก
ส่วน Net Zero จะไปยังไง หลายคนบอกว่า 15 ปีประเทศไทยเร็วมาก ได้ย้ำหลายครั้งหลายเวทีกับแนวความคิดของเรา แต่เราก็ยังเป็นประเทศที่ 7 ในอาเซียน เราไม่ได้เร็วไปกว่าเวียดนาม เราไม่ได้เร็วไปกว่าสิงคโปร์ เราไม่ได้เร็วไปกว่ามาเลเซีย เราไม่ได้เร็วไปกว่าบรูไน และเราไม่ได้เร็วไปกว่ากัมพูชา เพราะฉะนั้นมันมีเรื่องของขีดความสามารถในการแข่งขัน วิกฤตในเรื่องของการค้าการลงทุน แล้วก็เรื่องของการกดดันทางการค้าที่มาผนวกเข้าในโลกของอนาคต
วันนี้ต้องยอมรับว่าชอบหรือไม่ชอบว่ามันกำลังเปลี่ยนไป เพราะฉะนั้น 15 ปีที่เราเร็วขึ้น มันไม่ได้มาจากการคิด หรือมโนเองว่าเราทำได้ แต่มันมาจากรากฐานการลดก๊าซเรือนกระจกที่เราติดตามมาตรการมาอย่างต่อเนื่อง จาก 21 มาตรการ มาเป็น 36 มาตรการ เราลดก๊าซเรือนกระจกได้ 75 ล้านตัน ขณะที่ KPI ต้องการแค่ 64 ล้านตัน
ยกตัวอย่างให้ดูรากฐานและความเข้าใจของทุกกระทรวงที่มากขึ้น มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนและออกแบบนโยบายที่สอดรับกับการตั้งเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก นี่เป็นหัวใจสำคัญที่มองว่า ในมิติของการค้าการลงทุนก็แข่งขันมากขึ้น จึงกำหนดเป้าหมาย net zero ในปี 2050 ได้ ซึ่งเร็วขึ้น 15 ปี ซึ่งตอนนี้กำลังปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ ซึ่งเป็นเงื่อนไขภายใต้ข้อตกลงปารีสที่ประเทศควรจะทำ ก็จะสื่อสารไปที่สำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย
เราเคยส่งไปแล้ว 1 ครั้ง นั่นคือเป้าหมายปี 2065 สำหรับครั้งนี้คาดว่า จะแล้วเสร็จในปลายปี และส่งให้ ครม.เห็นชอบ ก็จะมีแผนระยะยาวที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีแบบไหนในสาขาใด ซึ่งเป็นพลังงาน อุตสาหกรรมของเสีย ขนส่ง เกษตร ควรจะถูกดนำมาใช้ในแต่ละช่วงเวลา ตามต้นทุนราคาจากถูกไปแพง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้
ในมิติที่เราลดตุ้นทุนเพิ่ม productivity ผลิตภาพหรือผลิตผล และขณะเดียวกันก็เพิ่มการแข่งขันทางการค้าการลงทุนได้ด้วย รองรับกฎการค้าใหม่ๆ ของสหภาพยุโรปได้ด้วย อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนโยบายเป้าหมายในการพัฒนาและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ในมิติการปรับตัวก็สำคัญด้วย ภัยพิบัติทำให้เราเรียนรู้ว่า โลกเปลี่ยนไปและประเทศไทยก็ไม่ได้รับสิทธิพิเศษในการจะไม่ได้รับผลกระทบ เหตุการณ์ไม่ว่าจะภาคเหนือ หาดใหญ่ มันเป็นการส่งสัญญาณว่า โลกกำลังแปรปรวนมากขึ้น ขีดความสามารถแบบเดิมและการพัฒนาขีดความสามารถที่ไม่สามารถก้าวกระโดดทันความรุนแรงและความถี่ภัยพิบัติจะทำให้ประเทศไทยเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ GDP Loss เกิดขึ้นบ่อยมาก ซึ่งประเทศเราไม่สามารถที่จะรองรับการที่เราจะสูญเสียบ่อยๆ และไม่โตอย่างยั่งยืน
ในอนาคตต้องแข่งขันกับประเทศอื่นอีก เพราะบางประเทศที่เขาโชคดีกว่าเราก็มี ที่ไม่ได้รับภัยพิบัติเยอะขนาดเรา ก็ต้องพยายามหาภูมิคุ้มกันให้แก่ตัวเอง กรมฯ ก็จะสร้างระบบที่เรียกว่า แพลตฟอร์มที่เราจะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เรื่องการปรับตัว เพื่อจะทำให้ลดตุ้นทุน ลดระยะเวลา ใครมีแนวปฏิบัติที่ดีในพื้นที่ไหนจะถูกบรรจุอยู่ในแพลตฟอร์ม คนที่อยู่ยโสธร อาจจะเรียนรู้จากคนสุพรรณบุรี ในมิติที่สามารถเชื่อมโยงกันได้ แล้วลดต้นทุน ลดเวลา และเอาไปปฏิบัติได้หรือปรับปรุงอีกเล็กน้อย ที่จะมีแพลตฟอร์มใหญ่ในการปรับตัว
เรื่องที่ 3 ก็คือ จะยกระดับข้อมูลระดับความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับจังหวัด ที่เรียกว่าการ down scale ข้อมูลระดับโลกลงมาให้ละเอียดมากขึ้น ลงไปในระดับอำเภอหรือระดับตำบล จาก 300x300 ตร.กม. ลงมาเป็น 25x25 ตร.กม. ลงมาเป็น 5x5 ตร.กม. และตามที่ได้รับความร่วมมือจากญี่ปุ่น อาจจะลงมาได้ถึง 90x90 เมตร ในการที่จัดความสำคัญของพื้นที่เสี่ยงให้ได้ เพราะต้องยอมรับความจริงว่าประเทศไทยไม่ใช่ประเทศร่ำรวย เราไม่มีเงินเหลือเฟือ และเราไม่สามารถทำทุกพื้นที่ได้ด้วยมาตรการเดียวกัน
เราต้องจัดลำดับความสำคัญให้ได้ว่า พื้นที่ไหนเสี่ยงสูง เปราะบางสูง ก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจสูง ถ้าเกิดภัยพิบัติต้องลงทุนด้านโครงสร้างการปรับตัว ลงทุนด้านโครงสร้างในการเตือนภัย ลงทุนด้านสร้างโครงสร้างที่จะบริหารจัดการภัยพิบัติทั้งก่อน ระหว่างและหลัง เพราะสุดท้ายก็ห้ามภัยพิบัติไม่ได้อยู่ดี แต่เป้าหมายของเราและทุกประเทศในโลกเหมือนเราคือ กำจัดความสูญเสีย เช่น เราจะเสียหายจากหาดใหญ่ 35,000 ล้าน เราทำให้มันเสียหายแค่ 15,000 ล้านได้ไหม ต้นทุนเหล่านี้จะเป็นต้นทุนสะสมของประเทศ ที่เรากลับมาลงทุนได้ใหม่
เพราะฉะนั้น กรมฯ ก็จะทำงานให้มีข้อมูลลักษณะแบบนี้มากยิ่งขึ้น ที่จะเอาไปใช้ประโยชน์กับหน่วยงานต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น กรมทรัพยากรธรณีมีแผนที่ภัยพิบัติดินถล่ม แต่เป็นดินถล่มที่มาจากข้อมูลในอดีต และคาดการณ์การเปราะบางของโครงสร้างชั้นดินในพื้นที่ของประเทศไทย และกำหนดเป็นพื้นที่โซนนิ่ง เสี่ยงสูง เสี่ยงกลาง เสี่ยงต่ำ แต่ถ้าฝนมันตกเปลี่ยนไป ตกแบบที่หาดใหญ่ ตกแบบที่ภูเก็ต ตกหนักๆ ตกไม่หยุด ต่อให้ชั้นดินที่ประเมินไว้นั้นแข็งแรงทนทาน แต่ไม่ได้ประเมินการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย
ผลกระทบคือ มันอาจจะพังลงมาได้ หรือสไลด์ลงมาได้ ถ้าผมมีแผนที่ความเสี่ยง หน่วยงานต่างๆ จะดึงไปใช้ และก็ไปซ้อนทับการทำงานของหน่วยงานนั้นๆ เพื่อจะกำหนดหรือระบุความเสี่ยงที่มันตรง ละเอียดและเหมาะสมกับการปฏิบัติมากยิ่งขึ้น เพราะสุดท้ายจะเชื่อมโยงกับไปที่งบประมาณ ถ้าบอกว่ารัฐเรามีงบประมาณเหลือเฟือก็ต้องคิดใหม่ เหตุการณ์วันนี้ กระทบกับทุกประเทศบนโลก รวมถึงประเทศไทยเรื่องราคาพลังงาน มันเป็นทุนทางสังคม และไม่ได้หายไปเมื่อสงครามจบ มันใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟู ใช้เวลาในการจัดการ นี่คือสิ่งสำคัญที่ทำให้เราต้องทำเรื่องปรับตัว
เรื่องที่ 4 เรื่อง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ถ้ามองในระยะยาว ถ้าใช้แต่เครื่องมือเดิม ก็จะไม่สามารถทำให้มันสำเร็จได้ ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ต้องขอบคุณ ครม. ชุดที่แล้วและชุดนี้ด้วย ที่ยังให้นโยบายความสำคัญในเรื่องที่ 4 คือเรื่องภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งทางนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้แถลงในรัฐสภาเมื่อเช้านี้ (9 เม.ย.) ในการเรื่องบริหารจัดการภัย ที่ผมพูดไปแล้วเรื่องการปรับตัว เรื่องการจัดการน้ำ เรื่องสู่ net zero ในปี 2050 และเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งตอนนี้อยู่ที่กฤษฎีกา
เดิมเข้าสู่การพิจารณาในชั้นกฤษฎีกาแล้ว แต่กฤษฎีกาออกระเบียบใหม่ว่า กฎหมายควรต้องนำไปรับความคิดเห็นเพิ่มเติมอีก 30 วัน ซึ่งเราเอาไปรับความคิดเห็นเพิ่มเติมในเว็บไซต์ ซึ่งพึ่งจบไปเมื่อวาน (8 เม.ย.) อยู่ในระหว่างประมวลความเห็นว่ามีใครคิดเห็นอย่างไรบ้าง เพื่อส่งไปยังกฤษฎีกาและเริ่มเข้าสู่กระบวนการพิจารณารายมาตรา หลายคนไม่เข้าใจว่า ยุบสภาไปแล้ว กฎหมายโลกร้อนตกใช่หรือไม่ ยังไม่ตก เพราะ ครม.เห็นชอบหลักการไปแล้ว จึงอยู่ในคณะกรรมการกฤษฎีกาในการตรวจร่างรายมาตรา 205 มาตรา 14 หมวด + 1 บทเฉพาะกาล และถูกมองว่าเป็นกฎหมายสำคัญ ที่รัฐบาลตั้งธงไว้ จึงมีเวลาให้ทางคณะกรรมการกฤษฎีกาจำกัด เช่น 50 วัน เป็นต้น
คาดการณ์ว่า หากชี้แจงทั้งหมดแล้วก็จะเข้าไปที่สภาในปลายปีนี้ได้ และเข้าสู่กระบวนการของสภาในวาระที่ 1 โหวตรับหลักการในวาระที่ 2 เข้าสู่ชั้นกรรมาธิการ โหวตวาระที่ 3 และก็ไป สว. คาดว่าปี 2570 ซึ่งเป็นไปตามไทม์ไลน์น่าจะเกิดขึ้นได้ โดยที่เราทำงานคู่ขนาน เพราะหลายคนตั้งคำถามว่า มีกฎหมายแล้วจะบังคับใช้ได้อย่างไร ถ้าไม่มีกฎหมายลูก วันนี้เราอยู่ในระหว่างพัฒนากฎหมายลูก ที่ต้องใช้เริ่มต้นทันทีก็คือ การรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัท ซึ่งตอนนี้ได้ร่างเรียบร้อยแล้ว มีการรับฟังความคิดเห็น ก็เรียกว่า ทำไปประมาณ 3 ฉบับ แล้วก็มีกฎหมายเกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนภูมิอากาศ มีอีก 8 ฉบับ ซี่งกำลังทำงานเรื่องนี้อยู่ ก็คาดว่าทั้ง 2 เรื่อง จะทำได้เสร็จตามเวลาที่เราจะเริ่มบังคับใช้ คือการรายงานจะเป็นภายในปี 2571 ตัวกองทุนภูมิอากาศก็จะเป็นปี 2572 เริ่มทำปี 2573 และใช้ปี 2574 ก็เริ่มเต็มรูปแบบ
นี่ก็คือหลักการของ ร่างพ.ร.บ. ฉบับนี้ ซึ่งยังเดินหน้าและเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่กำหนด
ประเด็นที่ผมอยากให้สื่อมวลชนช่วยสื่อสารคือ เราไม่ได้ทำกฎหมายรักษ์โลก กฎหมายนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษ์โลก ต้องเข้าใจว่าก๊าซเรือนกระจกและโลกเดือด ไม่ได้เป็นปัญหาของประเทศไทยประเทศเดียว เป็นปัญหามหภาค คือทุกประเทศทั่วโลกมีส่วนหมด เพราะฉะนั้นจะออกกฎหมายเข้มงวดเพียงใดก็จะแก้ไขเรื่องนี้ใมภาพรวมของโลกไม่ได้ ดังนั้นกฎหมายจำเป็นต้องพิจารณาอย่างเป็นสัดส่วน มีความเหมาะสม ตรงบริบทประเทศไทย ขณะเดียวกันยังสอดคล้องกับเป้าหมายข้อตกลงปารีส
กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายเศรษฐกิจ และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคธุรกิจ สร้างภูมิคุ้มกันต่อภัยพิบัติให้แก่พี่น้องประชาชน แล้วก็สามารถที่จะสร้างกลไกการเงินใหม่ๆ ที่เป็นการเงินที่สอดรับการบริบทของโลก และบริบทของธนาคารไทยและธนาคารระดับโลกในพหุภาคี ที่การที่จะให้เงินในเรื่องนี้มากขึ้น ดังนั้นก็ยืนยันว่าเป็นกฎหมายเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นเรื่องการแข่งขันทางธุรกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว และปกป้องพี่น้องประชาชนจากความสูญเสียจากภัยพิบัติ ในการมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น ทั้งระดับประเทศ ภูมิภาค จังหวัด และท้องถิ่น
นี่คือหลักการของกฎหมาย ก็ขอให้ช่วยกันสื่อสารเพราะคนเข้าใจว่า กฎหมายทำเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก รักษ์โลกอย่างเดียว ไม่ใช่ เรามองเรื่องการแข่งขันทางเศรษฐกิจเป็นหลัก
เรื่องที่ 5 เรื่องการเงิน วันนี้เราทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังมากขึ้น เพราะถ้าอยากได้เงินจากใครก็แล้วแต่ ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องยอมรับความจริงว่า ถ้าไม่ปรับตัว เปลี่ยนรูปแบบกลไกระบบนิเวศทางการเงินของประเทศเพื่อสอดรับกับการขับเคลื่อน การลงทุนที่ไปลดก๊าซเรือนกระจก การลงทุนที่ไปสร้างภูมิคุ้มกันจากความเสี่ยงให้พี่น้องประชาชน ไม่มีวันที่เราจะได้เงินจากต่างประเทศ
เพราะฉะนั้นเราเริ่มทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังและกับสำนักงบประมาณ มีการทำโครงการนำร่องซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการที่เรียกว่า Climate Budget Tracking คือการติดแถบหรือฉลากเข้าไปที่เงินงบประมาณที่ให้เรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ การจัดการน้ำ เกษตร และการใช้พลังงาน แต่จะทำเป็น sandbox เพราะงบประมาณแผ่นดินใหญ่มากและระบบมันก็ซับซ้อน การที่เราจะไปกระเพื่อมระบบเลยทีเดียว มันสร้างปัญหาเยอะ เราก็เลยเป็นส่วนเล็กๆ sandbox เพื่อทดสอบหลักการการทำงานในเรื่องนี้ ซึ่งก็ได้ทำงานกับรอง ผอ.สำนักงบประมาณและทีมงาน ที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้ร่วมกันในปี 2569 นี้
โดยเฉพาะสํานักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ก็อยู่ระหว่างทำ sustainability linked bonds ในชุดที่ 2 หรือที่เรียกว่าพันธบัตรความร่วมมือของรัฐบาล ที่มีการผูกตัวชี้วัดและเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และตัวชี้วัดการปรับตัวของประเทศ ซึ่งชุดแรกได้ทำกับ สบน. ออกไปประมาณ 125,000 ล้าน มีความต้องการล้นหลาม กำลังออกชุดที่ 2 อยู่ ซึ่งก็เป็นการเงินรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเห็นว่ารัฐบาลไทย โดยการทำของนายกรัฐมนตรี และท่านรองนายกฯ เอกนิติ ท่านก็เห็นความสำคัญของ climate finance ก็คือในการสร้างส่วนนี้ขึ้นมา
เราจะเข้าใจว่าระบบการให้งบประมาณในปีนี้จะไม่ถูกคำนึงถึงสิ่งเดิม ไม่ใช่ว่าคุณทำสิ่งใดมาจะได้เงินตามสิ่งนั้น เราจะต้องเตรียมการจัดตั้งโครงการงบประมาณที่ตอบโจทย์กับประเทศ หมายความว่าถ้าคุณออกแบบงบประมาณของคุณไปตอบโจทย์ ไปสร้างภูมิคุ้มกันจากการสูญเสียภัยพิบัติ ไปสร้างการแข่งขันและการฟื้นฟูธุรกิจ ไปสร้างขีดความสามารถ ไปสร้างแรงงาน เขาก็จัดเงินประมาณให้ในส่วนนั้นมาก นี่คือแนวคิดที่ทางรัฐบาลประกาศออกมา ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ
เราเห็นแล้วกลไกการเงินในประเทศมันเริ่มเข้ามาที่จะเปลี่ยนแปลง ซึ่งก็สอดคล้องกับกองทุนภูมิอากาศที่อยู่ในร่างพ.ร.บ. ซึ่งก็ทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังมาตลอด กองทุนนี้ก็คาดหวังว่าจะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วย SMEs ช่วยพี่น้องประชาชนในการสร้างภูมิคุ้มกันระดับพื้นที่ และช่วยบริษัทใหญ่แบบไม่ได้ให้เปล่า เป็นการให้กู้ดอกเบี้ยต่ำ โดยให้บริษัทสามารถยืมเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ทั่วไป เงินกู้จากกองทุน เพื่อสร้างกลไกการเงินดอกเบี้ยต่ำให้เราสามารถลงทุนในเรื่องการลดคาร์บอนที่ยังมีต้นทุนสูงอยู่ได้ คือทำให้ต้นทุนที่สูงในวันนี้ถูกบรรเทาลงเพื่อให้โครงการเกิดขึ้นได้เร็ว
นี่ก็เป็นส่วนที่กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณและกรมฯ พยายามทำงานในเรื่องของงบประมาณด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสอดคล้องกับการเข้าถึงการเงินระหว่างประเทศ ที่เราก็พยายามมี partner มากขึ้นจากหลายประเทศ พยายามใช้ในเรื่องของกลไกราคาคาร์บอนเข้ามา
สำหรับเรื่องคาร์บอนเครดิต หลายคนก็พูดว่า คาร์บอนเครดิตก็พูดกันมานาน พูดจนน้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหรงเหรง ยังไปไม่ถึงไหนเลย ผมต้องเรียน 2 เรื่อง แบบนี้
คาร์บอนเครดิตที่เป็นการซื้อขายระหว่างประเทศ ตอนนี้เรามีแนวปฏิบัติที่ ครม.เห็นชอบรองรับ เรามีปริมาณคาร์บอนที่กำหนดให้ถ่ายโอนได้ 16.7 ล้านตัน ซึ่งสามารถใช้ได้ สิ่งที่เราต้องการวันนี้ คือการสร้างโครงการคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูง โปร่งใส ไม่เป็นเรื่อง Green Washing และนำไปสู่การทำงานในการเปลี่ยนแปลงประเทศจริงๆ
ผมยกตัวอย่างโครงการรถเมล์ EV ของไทยสไมล์บัส ที่วิ่งสีน้ำเงิน ส่วนหนึ่งก็มาจาก Carbon Finance ที่ทำงานร่วมกับภาคเอกชน เราอยากเห็นโครงการที่เป็นลักษณะนี้ที่เห็นประโยชน์พี่น้องประชาชนเข้ามามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาคเกษตร ภาคพลังงาน ภาคการจัดการของเสีย ที่วันนี้เราเห็นกันเต็มบ้านเต็มเมือง น้ำเสียก็เยอะแยะ สามารถเอาส่วนนี้มาช่วยการบริหารจัดการได้
ส่วนในระดับระหว่างประเทศก็ทำแล้ว มีความร่วมมือกับสวิสเซอร์แลนด์ มีความร่วมมือกับสิงคโปร์ ซึ่งเราก็เปิดรับข้อเสนอพวกนี้ รวมถึงญี่ปุ่นด้วย อนาคตเราจะพูดคุยกับเกาหลี ซึ่งหลายประเทศก็สนใจทำงานร่วมกับประเทศไทย แต่เราต้องคำนึงถึงภาระที่ต้องรับจากต่างประเทศเหมือนกันเพื่อดูให้สมดุล โปร่งใส ตรวจสอบได้
ส่วนของในประเทศอันนี้ลำบาก เพราะเรามีคาร์บอนเครดิตส่วนที่ อบก. เก็บไว้ 26 ล้านตัน วันนี้การซื้อขาย 8 แสนบาท มันไปไม่ได้ เพราะมันไม่มี demand หลักการเศรษฐศาตร์ก็คืออุปสงค์ อุปทาน เหมือนวันนี้ราคาน้ำมัน ก็ต้องรออุปสงค์อุปทานตามราคาตลาด เพราะว่ามันเป็นกลไกตลาด ท่านไปพยายาม manipulate หรือไปบังคับราคาของเราให้ขัดแย้งกับกลไกตลาด เราสู้ไม่ไหว ซึ่งรัฐบาลก็เข้าใจ
อย่างเช่น เราไปบังคับราคาข้าว เราสู้ราคาตลาดไม่ไหว เพราะฉะนั้นวันนี้เลยเป็นที่มาว่า รัฐบาลก็มองภาพรวมในการบริหารสมดุลให้ดีที่สุด ในการช่วยพี่น้องประชาชน แต่ก็ต้องไม่เป็นภาระจนรัฐบาลรับไม่ไหว เพราะฉะนั้นในเรื่องของคาร์บอนเครดิต ไม่มี demand แต่ถ้าเรามีพ.ร.บ.ก็จะมี demand เมื่อมีอุปสงค์ที่แท้จริง มันก็จะสัมพันธ์กับอุปทาน เราก็จะสามารถสร้างตลาดคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพสูงได้ในอนาคต เพราะเราจะมองว่าปริมาณ demand ของคาร์บอนในประเทศ ที่มาจากพ.ร.บ. มี 10 ถึง 15 ล้านตัน ที่สามารถไป trade บนตลาดหลักทรัพย์ได้ แล้วก็มีการกำกับดูแล จาก ก.ล.ต. ซึ่งก็ทำงานคู่ขนานกันมาตลอด
คาร์บอนเครดิตยังมีคุณค่า ยังมีความหมาย สามารถไปต่อได้ เพียงแต่ว่ากลไกที่เราต้องการมันยังไม่ครบถ้วน เมื่อไหร่ครบถ้วนก็จะสามารถผลักดันให้ โครงการหรือสิ่งที่เราประเมินค่าสำเร็จได้ ไปถึงเรื่องการจัดการ waste ได้ เรื่องการปลูกป่าในประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่เรากำลังขับเคลื่อนอยู่ในปี 2569 ถึงปี 2570 ด้วย
นี่คือภาพรวมในปี 2569-2570 ผมเชื่อว่าเป็นการสร้างรากฐานของประเทศในการที่จะนำไปสู่ประเทศที่มีการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่เติบโตได้เทียบเท่าหรือโตกว่าประเทศในอาเซียน แล้วก็สามารถแข่งขันในภูมิภาคได้




