'ภัทรพงษ์' จากพรรคประชาชนอภิปรายถล่มรัฐบาลอนุทิน และ 'สุชาติ' ล้มเหลวในการจัดการฝุ่น PM2.5 ทั้งขาดงบกลางดับไฟป่า ไม่ประกาศเขตควบคุมภัยพิบัติ เอื้อประโยชน์กลุ่มทุนมลพิษข้ามแดน จี้รัฐบาลตอบให้ชัดว่าจะผลักดันร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดให้ไปต่อตามที่ได้หาเสียงไว้
เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ได้อภิปรายนโยบายรัฐบาลในประเด็นการแก้ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 มลพิษทางน้ำข้ามแดน และร่าง พ.ร.บ. อากาศ โดยระบุว่า การแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีระกูล คลอบคลุมภัย 4 ด้านที่ประเทศกำลังเผชิญ ได้แก่ ภัยด้านเศรษฐกิจ ภัยด้านสังคม ภัยด้านสิ่งแวดล้อม และภัยด้านความมั่นคง แต่สิ่งที่ขาดไปคือ 'ภัยจากรัฐบาล' ที่ทำงานไม่เป็น เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้เสนอแนะรัฐบาลในการการจัดการมลพิษ แต่รัฐบาลเพิกเฉยและในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลนี้ก็ยังไม่มีเนื้อหาใดที่เกี่ยวกับมลพิษ
นายภัทรพงษ์ ระบุว่า ย้อนกลับไปในวันแถลงนโยบายเมื่อเดือนกันยายน ปี 2568 เคยเสนอให้รัฐบาลเตรียมการรับมือกับฝุ่น PM2.5 และมลพิษทางน้ำอย่างเร่งด่วนเพื่อลดผลกระทบกับประชาชนให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะในช่วงปลายปี 2568 จนถึงกลางปี 2569 ถึงวันนี้รัฐบาลอนุทินละเลยต่อปัญหา อีกทั้งตั้งนายสุชาติ ชมกลิ่น ที่เปรียบเสมือนมลพิษขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)
ทั้งนี้ ปัญหาการจัดการปัญหามลพิษภาคเหนือ ประกอบด้วย 4 ประเด็น
ประเด็นที่ 1 คือเรื่องงบประมาณ นายภัทรพงษ์ กล่าวว่า งบฯ 2569 ของรัฐบาลชุดก่อนไม่ใกล้กับคำว่าเพียงพอ โดยเฉพาะสำหรับการจัดการไฟป่า ทั้งที่ได้เสนอให้เร่งเติมงบกลางให้แต่ละหน่วย พร้อมกับปลดล็อคให้ท้องถิ่นสามารถใช้เงินซื้อทรัพยากรต่างๆ ตามสภาพพื้นที่ โดยเร่งให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม แต่นายสุชาติไม่ดำเนินการใดๆ ทั้งยังอ้างว่า คนเหนือกำลังเผชิญกับฝุ่นพิษอย่างหนักเพราะไม่มีเงินจากงบกลางลงมา นายสุชาติอาจหลงลืมไปว่าตนเองนั่งเป็นรัฐมนตรีอยู่ การที่ทีมไฟป่าไม่มีเงินในวันนี้เป็นเพราะนายสุชาติไม่ทำงาน ซึ่งนี่เป็นภัยจากรัฐบาลที่ไม่ได้ถูกเขียนเอาไว้ในคำแถลงนโยบายเล่มนี้
ประเด็นที่ 2 คือ การประกาศเขตคุวบคุมมลพิษ-เขตภัยพิบัติ นายภัทรพงษ์ กล่าวว่า ณ ตอนนั้นได้บอกกับนายสุชาติอย่างชัดเจนว่า ให้ปรับการประกาศเขตควบคุมมลพิษ ยกตัวอย่างเช่น จ.เชียงใหม่ โดยให้ประกาศใน 9 จังหวัด เนื่องจากต้นตอของ PM2.5 ที่มาจากไฟป่าคลอบคลุม 9 จังหวัด ไม่ใช่แค่ใน 4 จังหวัด แต่นายสุชาติกลับไม่ทำอะไร ส่งผลให้วันนี้ค่าฝุ่น PM2.5 ใน 9 จังหวัดนั้นพุ่งสูงที่สุดในประเทศ จนเข้าเกณฑ์การประกาศเขตภัยพิบัติไปตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา ประชาชนต้องเผชิญกับปัญหาเหล่านี้โดยไม่มีมาตรการอะไรมารองรับ
นายภัทรพงษ์ กล่าวอีกว่า การประกาศเขตควบคุมมลพิษและเขตภัยพิบัตินั้นแตกต่างกัน กล่าวคือ การประกาศเขตควบคุมมลพิษคือการประกาศก่อนที่จะเกิดเหตุเพื่อให้จังหวัดสามารถตั้งของงบประมาณและจัดทำแผนระยะสั้น กลาง ยาว ให้กับรัฐบาล สำหรับการประกาศเขตภัยพิบัติจะดำเนินการหลังจากที่เกิดเหตุไปแล้วพบว่างบประมาณและการทำงานปกติไม่สามารถจัดการปัญหาได้
ทั้งนี้ นายสุชาติได้ประกาศเขตควบคุมมลพิษไปแค่ 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นการประกาศไปโดยไม่รู้เรื่องและไม่คลอบคลุมอะไรเลย ยกตัวอย่างเช่น ใน จ.เชียงใหม่ หลังจากที่ประกาศ เชียงใหม่จึงทำตามแผนด้วยการจัดประชุมท้องถิ่นและตั้งของบกลางไปตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน แต่ก็ไม่มีเงินลงมาสักบาท ส่งผลให้การประกาศเขตควบคุมมลพิษนั้นไม่มีค่าอะไรและไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรได้เลย
ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าเมื่อนายสุชาติทำงานไม่เป็น ส่งผลให้ไม่มีงบฯ ในการจัดการ มีเพียงเงินเยียวยาจากการประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยพิบัติเท่านั้น ซึ่งประกาศไปเพียง 4 จังหวัด โดยอ้างว่าไม่สามารถประกาศเพิ่มเติมได้เพราะจะกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว สิ่งที่น่าตั้งคำถามก็คือ ในเมื่อ ทส. เป็นหน่วยงานที่ตั้งหลักเกณฑ์ในการประกาศเขตภัยพิบัติ แต่เมื่อเข้าเกณฑ์แล้วทำไมถึงไม่ยอมประกาศ หากเกรงว่าจะกระทบกับภาคการท่องเที่ยว แต่ถ้าค่าฝุ่นพุ่งสูงเช่นนี้ ต่อให้ไม่มีการประกาศออกมาจะกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวหรือไม่
สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน กล่าวว่า นายสุชาติอ้างว่าไฟป่าไม่ได้ลามในทุกจังหวัด จึงประกาศเขตอัคคีภัยเฉพาะตำบล เฉพาะอำเภอ แต่ปัจจุบันประชาชนกำลังประสบกับภัยพิบัติกรณี PM2.5 อากาศที่กำลังสูดดมเข้าไปเป็นพิษ ดังนั้นคนที่คุมหัวหอกของการออกหลักเกณฑ์ไม่ควรมาอ้างเช่นนี้ นอกจากนี้ ทส. ได้ออกสื่อว่า ค่าฝุ่นปีนี้ดีกว่าปีที่แล้วราว 45% ทั้งๆ ที่คนเชียงใหม่กำลังเลือดกำเดาไหลกันทั้งเมือง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลจำเป็นต้องปรับทัศนคติเรื่องฝุ่นโดยด่วน
อีกทั้งเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้บอกว่า ไม่ได้คาดหวังให้คนไปเที่ยวที่เชียงใหม่ 365 วัน แต่ควรไปเที่ยวตามฤดูกาล ประเด็นสำคัญคือ เรื่องนี้ไม่ได้กระบทบต่อภาคการท่องเที่ยว แต่กระทบกับคนเหนือทั้งหมด เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ไม่สามารถย้ายที่อยู่หรือย้ายที่ทำงานเพื่อหนีฝุ่นได้ ดังนั้นหากรัฐบาลลงมาอยู่กับประชาชนและเห็นปัญหาจริงๆ รัฐบาลจะไม่กล้าพูดแบบนี้
สำหรับประเด็นที่ 3 คือ เรื่องสวัสดิการและค่าตอบแทนคนดับไฟป่า นายภัทรพงษ์ ระบุว่า ค่าตอบแทนคนดับไฟป่าอยู่ที่ 240 บาท/คน/วัน ทั้งๆ ที่ภารกิจคลอบคลุมตั้งแต่การเฝ้าระวัง การลาดตระเวน และการดับไฟป่า ซึ่งภารกิจไม่สอดคล้องกับค่าแรงที่ได้รับ นอกจากนั้นรัฐบาลยังไม่มีงบและอำนาจให้กับท้องถิ่น ส่งผลให้ขาดคนบัญชาการในพื้นที่ ทั้งๆ ที่ภารกิจนี้มีความเสี่ยงสูงมาก ปัญหาดังกล่าวส่งผลให้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาต้องสูญเสียอาสาสมัครดับไฟป่าถึง 4 ราย
"จะอธิบายเพื่อให้เข้าใจมากขึ้น เวลาซื้อเสียงยังต้องจ่ายคนละ 500, 1,000, 2,000 ต่อคนใช่ไหมครับ จ้างคนไปกากบาทเพื่อให้ได้อำนาจ เรื่องต่ำๆ ยังทำกันได้ แล้วทำไมคนเสี่ยงชีวิตไปดับไฟป่ากลับได้แค่คนละ 240 บาท" สส.เชียงใหม่ ระบุ
สำหรับ ประเด็นที่ 4 การจัดการมลพิษข้ามแดน นายภัทรพงษ์ กล่าวว่า ปัญหามลพิษข้ามแดนไม่ใช่แค่เรื่องฝุ่นเท่านั้น แต่ยังมีมลพิษทางน้ำที่มาจากการทำเหมืองของประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากปัญหาเรื่องการประสานงานระหว่างประเทศแล้ว ประเทศไทยยังขาดการตรวจสอบห่วงโซ่ของกลุ่มทุนไทยที่นำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องเข้ามาในประเทศ รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทินได้ออกประกาศห้ามสินค้านำเข้าที่มาจากการเผา ซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องที่ดี แต่ในรายละเอียดพบว่า ภายในประกาศมีการเปิดช่องให้ผู้นำเข้าสามารถรับรองตนเองได้ด้วยวิธีที่กลุ่มทุนเป็นผู้ออกแบบเอง
"สิ่งนี้เป็นการเอื้อนายทุนและไม่มีการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานว่า สินค้าที่นำเข้ามามาจากพื้นที่ที่ไม่เผาจริงหรือไม่ โดยทางกระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาอ้างว่านี่เป็นระยะเปลี่ยนผ่าน หากร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดถูกบังคับใช้ค่อยบังคับอย่างเข้มงวด ทั้งๆ ที่รัฐบาลนี้ดูเหมือนจะมีความพยายามปัดตกร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้"
นายภัทรพงษ์ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนต่อร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ว่าจะมีการผลักดันต่อ เพราะก่อนการเลือกตั้งทุกพรรคการเมืองยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าจะเดินหน้าต่อ แต่หลังเลือกตั้งทุกอย่างพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่มีตัวแทนจากรัฐบาลออกมายืนยัน ทั้งยังออกมาขวางด้วยเหตุผลที่ว่า การเก็บค่าธรรมเนียมผู้ก่อมลพิษจะเพิ่มต้นทุนอุตสาหกรรมและกระทบกับขีดความสามารถในการแข่งขัน
"เรื่องนี้"ขัดต่อนโยบายของรัฐบาลทั้งหมด เพราะหลักการดังกล่าวเป็นหลักการที่องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ยึดถือและรัฐบาลแถลงว่าจะเอาไทยเข้าเป็นสมาชิก ท่านเลิกหลบการตอบคำถามและออกมายืนยันให้ชัดเจนว่าจะเอาอย่างไรกับร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดมาพิจารณาภายใน 60 วันหรือจะปัดตก" นายภัทรพงษ์กล่าว
Cr.ภาพประกอบ: เฟซบุ๊ก Phattarapong Leelaphat - ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์




