News Logo
หน้าแรก
'ภัทรพงษ์' อภิปรายถล่ม 'สุชาติ' มือไม่ถึง รัฐบาลแก้ฝุ่น PM2.5 ล้มเหลว

'ภัทรพงษ์' อภิปรายถล่ม 'สุชาติ' มือไม่ถึง รัฐบาลแก้ฝุ่น PM2.5 ล้มเหลว

10 เม.ย. 2569 16:11
ผู้ชม 17 คน

'ภัทรพงษ์' จากพรรคประชาชนอภิปรายถล่มรัฐบาลอนุทิน และ 'สุชาติ' ล้มเหลวในการจัดการฝุ่น PM2.5 ทั้งขาดงบกลางดับไฟป่า ไม่ประกาศเขตควบคุมภัยพิบัติ เอื้อประโยชน์กลุ่มทุนมลพิษข้ามแดน จี้รัฐบาลตอบให้ชัดว่าจะผลักดันร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดให้ไปต่อตามที่ได้หาเสียงไว้

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ได้อภิปรายนโยบายรัฐบาลในประเด็นการแก้ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 มลพิษทางน้ำข้ามแดน และร่าง พ.ร.บ. อากาศ โดยระบุว่า การแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีระกูล คลอบคลุมภัย 4 ด้านที่ประเทศกำลังเผชิญ ได้แก่ ภัยด้านเศรษฐกิจ ภัยด้านสังคม ภัยด้านสิ่งแวดล้อม และภัยด้านความมั่นคง แต่สิ่งที่ขาดไปคือ 'ภัยจากรัฐบาล' ที่ทำงานไม่เป็น เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้เสนอแนะรัฐบาลในการการจัดการมลพิษ แต่รัฐบาลเพิกเฉยและในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลนี้ก็ยังไม่มีเนื้อหาใดที่เกี่ยวกับมลพิษ

นายภัทรพงษ์ ระบุว่า ย้อนกลับไปในวันแถลงนโยบายเมื่อเดือนกันยายน ปี 2568 เคยเสนอให้รัฐบาลเตรียมการรับมือกับฝุ่น PM2.5 และมลพิษทางน้ำอย่างเร่งด่วนเพื่อลดผลกระทบกับประชาชนให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะในช่วงปลายปี 2568 จนถึงกลางปี 2569 ถึงวันนี้รัฐบาลอนุทินละเลยต่อปัญหา อีกทั้งตั้งนายสุชาติ ชมกลิ่น ที่เปรียบเสมือนมลพิษขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)

ทั้งนี้ ปัญหาการจัดการปัญหามลพิษภาคเหนือ ประกอบด้วย 4 ประเด็น 

ประเด็นที่ 1 คือเรื่องงบประมาณ นายภัทรพงษ์ กล่าวว่า งบฯ 2569 ของรัฐบาลชุดก่อนไม่ใกล้กับคำว่าเพียงพอ โดยเฉพาะสำหรับการจัดการไฟป่า ทั้งที่ได้เสนอให้เร่งเติมงบกลางให้แต่ละหน่วย พร้อมกับปลดล็อคให้ท้องถิ่นสามารถใช้เงินซื้อทรัพยากรต่างๆ ตามสภาพพื้นที่ โดยเร่งให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม แต่นายสุชาติไม่ดำเนินการใดๆ ทั้งยังอ้างว่า คนเหนือกำลังเผชิญกับฝุ่นพิษอย่างหนักเพราะไม่มีเงินจากงบกลางลงมา นายสุชาติอาจหลงลืมไปว่าตนเองนั่งเป็นรัฐมนตรีอยู่ การที่ทีมไฟป่าไม่มีเงินในวันนี้เป็นเพราะนายสุชาติไม่ทำงาน ซึ่งนี่เป็นภัยจากรัฐบาลที่ไม่ได้ถูกเขียนเอาไว้ในคำแถลงนโยบายเล่มนี้

ประเด็นที่ 2 คือ การประกาศเขตคุวบคุมมลพิษ-เขตภัยพิบัติ  นายภัทรพงษ์ กล่าวว่า ณ ตอนนั้นได้บอกกับนายสุชาติอย่างชัดเจนว่า ให้ปรับการประกาศเขตควบคุมมลพิษ ยกตัวอย่างเช่น จ.เชียงใหม่ โดยให้ประกาศใน 9 จังหวัด เนื่องจากต้นตอของ PM2.5 ที่มาจากไฟป่าคลอบคลุม 9 จังหวัด ไม่ใช่แค่ใน 4 จังหวัด แต่นายสุชาติกลับไม่ทำอะไร ส่งผลให้วันนี้ค่าฝุ่น PM2.5 ใน 9 จังหวัดนั้นพุ่งสูงที่สุดในประเทศ จนเข้าเกณฑ์การประกาศเขตภัยพิบัติไปตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา ประชาชนต้องเผชิญกับปัญหาเหล่านี้โดยไม่มีมาตรการอะไรมารองรับ

นายภัทรพงษ์ กล่าวอีกว่า การประกาศเขตควบคุมมลพิษและเขตภัยพิบัตินั้นแตกต่างกัน กล่าวคือ การประกาศเขตควบคุมมลพิษคือการประกาศก่อนที่จะเกิดเหตุเพื่อให้จังหวัดสามารถตั้งของงบประมาณและจัดทำแผนระยะสั้น กลาง ยาว ให้กับรัฐบาล สำหรับการประกาศเขตภัยพิบัติจะดำเนินการหลังจากที่เกิดเหตุไปแล้วพบว่างบประมาณและการทำงานปกติไม่สามารถจัดการปัญหาได้ 

ทั้งนี้ นายสุชาติได้ประกาศเขตควบคุมมลพิษไปแค่ 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นการประกาศไปโดยไม่รู้เรื่องและไม่คลอบคลุมอะไรเลย ยกตัวอย่างเช่น ใน จ.เชียงใหม่ หลังจากที่ประกาศ เชียงใหม่จึงทำตามแผนด้วยการจัดประชุมท้องถิ่นและตั้งของบกลางไปตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน แต่ก็ไม่มีเงินลงมาสักบาท ส่งผลให้การประกาศเขตควบคุมมลพิษนั้นไม่มีค่าอะไรและไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรได้เลย

ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าเมื่อนายสุชาติทำงานไม่เป็น ส่งผลให้ไม่มีงบฯ ในการจัดการ มีเพียงเงินเยียวยาจากการประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยพิบัติเท่านั้น ซึ่งประกาศไปเพียง 4 จังหวัด โดยอ้างว่าไม่สามารถประกาศเพิ่มเติมได้เพราะจะกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว สิ่งที่น่าตั้งคำถามก็คือ ในเมื่อ ทส. เป็นหน่วยงานที่ตั้งหลักเกณฑ์ในการประกาศเขตภัยพิบัติ แต่เมื่อเข้าเกณฑ์แล้วทำไมถึงไม่ยอมประกาศ หากเกรงว่าจะกระทบกับภาคการท่องเที่ยว แต่ถ้าค่าฝุ่นพุ่งสูงเช่นนี้ ต่อให้ไม่มีการประกาศออกมาจะกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวหรือไม่

สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน กล่าวว่า นายสุชาติอ้างว่าไฟป่าไม่ได้ลามในทุกจังหวัด จึงประกาศเขตอัคคีภัยเฉพาะตำบล เฉพาะอำเภอ แต่ปัจจุบันประชาชนกำลังประสบกับภัยพิบัติกรณี PM2.5 อากาศที่กำลังสูดดมเข้าไปเป็นพิษ ดังนั้นคนที่คุมหัวหอกของการออกหลักเกณฑ์ไม่ควรมาอ้างเช่นนี้ นอกจากนี้ ทส. ได้ออกสื่อว่า ค่าฝุ่นปีนี้ดีกว่าปีที่แล้วราว 45% ทั้งๆ ที่คนเชียงใหม่กำลังเลือดกำเดาไหลกันทั้งเมือง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลจำเป็นต้องปรับทัศนคติเรื่องฝุ่นโดยด่วน

อีกทั้งเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้บอกว่า ไม่ได้คาดหวังให้คนไปเที่ยวที่เชียงใหม่ 365 วัน แต่ควรไปเที่ยวตามฤดูกาล ประเด็นสำคัญคือ เรื่องนี้ไม่ได้กระบทบต่อภาคการท่องเที่ยว แต่กระทบกับคนเหนือทั้งหมด เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ไม่สามารถย้ายที่อยู่หรือย้ายที่ทำงานเพื่อหนีฝุ่นได้ ดังนั้นหากรัฐบาลลงมาอยู่กับประชาชนและเห็นปัญหาจริงๆ รัฐบาลจะไม่กล้าพูดแบบนี้  

สำหรับประเด็นที่ 3 คือ เรื่องสวัสดิการและค่าตอบแทนคนดับไฟป่า นายภัทรพงษ์ ระบุว่า ค่าตอบแทนคนดับไฟป่าอยู่ที่ 240 บาท/คน/วัน ทั้งๆ ที่ภารกิจคลอบคลุมตั้งแต่การเฝ้าระวัง การลาดตระเวน และการดับไฟป่า ซึ่งภารกิจไม่สอดคล้องกับค่าแรงที่ได้รับ นอกจากนั้นรัฐบาลยังไม่มีงบและอำนาจให้กับท้องถิ่น ส่งผลให้ขาดคนบัญชาการในพื้นที่ ทั้งๆ ที่ภารกิจนี้มีความเสี่ยงสูงมาก ปัญหาดังกล่าวส่งผลให้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาต้องสูญเสียอาสาสมัครดับไฟป่าถึง 4 ราย

"จะอธิบายเพื่อให้เข้าใจมากขึ้น เวลาซื้อเสียงยังต้องจ่ายคนละ 500, 1,000, 2,000 ต่อคนใช่ไหมครับ จ้างคนไปกากบาทเพื่อให้ได้อำนาจ เรื่องต่ำๆ ยังทำกันได้ แล้วทำไมคนเสี่ยงชีวิตไปดับไฟป่ากลับได้แค่คนละ 240 บาท" สส.เชียงใหม่ ระบุ

สำหรับ ประเด็นที่ 4 การจัดการมลพิษข้ามแดน นายภัทรพงษ์ กล่าวว่า ปัญหามลพิษข้ามแดนไม่ใช่แค่เรื่องฝุ่นเท่านั้น แต่ยังมีมลพิษทางน้ำที่มาจากการทำเหมืองของประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากปัญหาเรื่องการประสานงานระหว่างประเทศแล้ว ประเทศไทยยังขาดการตรวจสอบห่วงโซ่ของกลุ่มทุนไทยที่นำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องเข้ามาในประเทศ รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทินได้ออกประกาศห้ามสินค้านำเข้าที่มาจากการเผา ซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องที่ดี แต่ในรายละเอียดพบว่า ภายในประกาศมีการเปิดช่องให้ผู้นำเข้าสามารถรับรองตนเองได้ด้วยวิธีที่กลุ่มทุนเป็นผู้ออกแบบเอง

"สิ่งนี้เป็นการเอื้อนายทุนและไม่มีการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานว่า สินค้าที่นำเข้ามามาจากพื้นที่ที่ไม่เผาจริงหรือไม่ โดยทางกระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาอ้างว่านี่เป็นระยะเปลี่ยนผ่าน หากร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดถูกบังคับใช้ค่อยบังคับอย่างเข้มงวด ทั้งๆ ที่รัฐบาลนี้ดูเหมือนจะมีความพยายามปัดตกร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้"

นายภัทรพงษ์ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนต่อร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ว่าจะมีการผลักดันต่อ เพราะก่อนการเลือกตั้งทุกพรรคการเมืองยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าจะเดินหน้าต่อ แต่หลังเลือกตั้งทุกอย่างพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่มีตัวแทนจากรัฐบาลออกมายืนยัน ทั้งยังออกมาขวางด้วยเหตุผลที่ว่า การเก็บค่าธรรมเนียมผู้ก่อมลพิษจะเพิ่มต้นทุนอุตสาหกรรมและกระทบกับขีดความสามารถในการแข่งขัน

"เรื่องนี้"ขัดต่อนโยบายของรัฐบาลทั้งหมด เพราะหลักการดังกล่าวเป็นหลักการที่องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ยึดถือและรัฐบาลแถลงว่าจะเอาไทยเข้าเป็นสมาชิก ท่านเลิกหลบการตอบคำถามและออกมายืนยันให้ชัดเจนว่าจะเอาอย่างไรกับร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดมาพิจารณาภายใน 60 วันหรือจะปัดตก" นายภัทรพงษ์กล่าว

Cr.ภาพประกอบ: เฟซบุ๊ก Phattarapong Leelaphat - ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ฝุ่น PM2.5
ฝุ่นPM2.5เชียงใหม่
ไฟป่าภาคเหนือ
สุชาติ



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ฮอตสปอตไทยพุ่ง 5,327 นักวิชาการจี้รัฐบาลเลิกเกรงใจผู้ก่อมลพิษรายใหญ่
ฮอตสปอตไทยพุ่ง 5,327 นักวิชาการจี้รัฐบาลเลิกเกรงใจผู้ก่อมลพิษรายใหญ่