กำนันตำบลท่าก๊อจากเชียงราย ระบุวิกฤตไฟป่าไม่ใช่แค่ขาดแคลนงบฯ แต่ 'คำสั่งห้ามเผา' ฝืนวิถีธรรมชาติของชาวบ้าน และกลายเป็นระเบิดเวลา ด้าน นักวิชาการ มช. ตอกย้ำนโยบายห้ามเผาเด็ดขาด เป็นสาเหตุทำให้เกิดการเผาป่าแบบวินาศสันตะโร ทำลายสถิติในรอบ 5 ปี ยิ่งประกาศห้ามชาวบ้านเข้าป่ายิ่งไม่มีใครช่วยดับไฟในป่าอนุรักษ์
นายมานพ บุญยืนกุล กำนันตำบลท่าก๊อ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย เปิดเผยกับสำนักข่าว Next News ว่า การขาดงบประมาณในการแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันในพื้นที่เป็นเพียงแค่เรื่องปลายเหตุ แต่นโยบายการสั่งห้ามเผาเด็ดขาดของรัฐบาลต่างหากที่เปรียบเสมือนระเบิดเวลาของเชื้อเพลิง
นายมานพ ระบุว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา งบประมาณการบริหารจัดการไฟป่าได้รับการจัดสรรผ่านนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) โดยแบ่งเป็นค่าปฏิบัติงานลาดตระเวน 10,800 บาท และค่าจัดทำแนวกันไฟ 3,000 บาท แต่มีบางปีที่บางพื้นที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกรมป่าไม้ประมาณ 40,000-50,000 บาท ซึ่งงบประมาณดังกล่าวไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงานจริง
ทั้งนี้ การลาดตระเวนเฝ้าระวังไฟป่าคลอบคลุมระยะเวลา 90-120 วัน และ 1 วันต้องใช้บุคลากรจำนวน 4 คน หากอ้างอิงค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท จะพบว่า 1 วันต้องใช้เงินประมาณ 1,200 บาท ส่งผลให้งบประมาณไม่เพียงพอ และด้วยข้อจำกัดนี้ทำให้การลาดตระเวนส่วนใหญ่มาจากอาสาสมัครภายในชุมชน ส่วนเม็ดเงินค่าลาดตระเวนจำนวน 10,800 บาทนั้นถูกใช้ไปกับค่าน้ำมัน ค่าอาหาร และค่าเครื่องดื่มชูกำลังให้กับอาสาสมัคร
นายมานพ อธิบายต่อว่า ปัญหาไฟป่าปีนี้หนักหนากว่าทุกปี โดยมีพื้นที่หมู่บ้านกว่า 5,000-6,000 ไร่ ถูกเผาไหม้ไปแล้วกว่าครึ่ง สาเหตุหลักมาจากสภาพอากาศที่แห้งแล้งและเชื้อเพลิงสะสม ทั้งยังมีไฟที่มีต้นทางมาจากคนลักลอบหาของป่าด้วย
กำนันตำบลท่าก๊อ อ.แม่สรวย กล่าวอีกว่า ไฟป่าที่เกิดขึ้นมี 2 ประเภท ได้แก่ ไฟมีเจ้าของคือไฟที่เผาโดยเกษตรกร และไฟไม่มีเจ้าของที่ไม่ทราบว่าใครเป็นคนจุด โดยปกติแล้วรัฐบาลมักจะสั่งห้ามเผาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ส่งผลให้ชาวบ้านที่ต้องเตรียมพื้นที่ทำการเกษตรได้รับความเดือดร้อนและทำให้มีเชื้อเพลิงสะสมมาก ดังนั้น รัฐบาลควรปล่อยให้เผาในแนวทางที่ถูกต้อง
"คือการปล่อยให้เผาตั้งแต่เดือนธันวาคมไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากห้วงเวลานั้นสภาพอากาศเย็นชื้น ทำให้ฝุ่น PM2.5 ยังมีไม่มากเท่าไหร่นัก จากนั้นเดือนมีนาคมถึงเมษายนรัฐบาลค่อยออกคำสั่งห้ามเผา การสั่งห้ามเผาถือเป็นการฝืนธรรมชาติ ไม่ไหม้ปีนี้ก็ต้องมีสักปีที่ไหม้ รัฐบาลสั่งห้ามเผามาเป็น 10 ปี พอเข้าเดือนเมษายนก็ไหม้เหมือนเดิมอยู่ดี ผมเลยคิดว่ามันควรจะเปลี่ยนวิธีเป็นแบบธรรมชาติ” นายมานพ กล่าว
นายมานพ เสนอให้มีการปรับปรุงข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรค พร้อมสนับสนุนการสร้างแนวกันไฟเชิงรุก อาทิ การใช้รถแมคโคร รถใหญ่ เป็นต้น ทั้งยังเน้นย้ำว่า ควรเปลี่ยนจากนโยบายห้ามเผาเด็ดขาดมาเป็นการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบด้วยการผสานภูมิปัญญาชาวบ้าน ซึ่งก็คือ 'การชิงเผาและปล่อยให้ไฟไหม้ตามธรรมชาติ'
ด้าน ศ.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) โพสต์เฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 16 เมษายน ที่ผ่านมา มีเนื้อหาโดยสรุปว่า ผลของนโยบาย zero burning (ห้ามเผาเด็ดขาด) ของรัฐเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการเผาป่ากันแบบวินาศสันตะโร ควบคุมไม่อยู่ ทำลายสถิติในรอบ 5 ปีเป็นประวัติการณ์
"โดยพ่อหลวง (ผู้ใหญ่บ้าน) หลายบ้าน ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ทุกวันนี้วิ่งวุ่นดับไฟกับอาสาฯ 2-3 คน เหน็ดเหนื่อยสาหัส เพราะไม่มีชาวบ้านในหมู่บ้านคนไหนอยากจะมาช่วย ยิ่งไหม้ในป่าอนุรักษ์ที่ประกาศเด็ดขาดว่า 'ห้ามชาวบ้านเข้าป่าโดยเด็ดขาด' ด้วยแล้ว เชิญดับกันไปเองเถอะ น่าจะถอดบทเรียนกันได้แล้วหรือยัง?
"เรื่องหนึ่งที่งงมากที่ยังมีคนกล่าวโทษเรื่องการชิงเผาว่า เป็นสาเหตุของไฟป่าปีนี้ ทั้งที่ปีนี้รัฐมีนโยบาย zero burning (ห้ามเผาเด็ดขาด) จึงไม่มีป่าไหน ชุมชนไหน ได้รับอนุญาตให้ใช้ไฟทั้งนั้น" ศ.ปิ่นแก้ว ระบุ




