News Logo
หน้าแรก
กำนันจากเชียงรายสวนคำสั่งห้ามเผาเด็ดขาด ฝืนธรรมชาติแก้ไฟป่าไม่ถูกจุด

กำนันจากเชียงรายสวนคำสั่งห้ามเผาเด็ดขาด ฝืนธรรมชาติแก้ไฟป่าไม่ถูกจุด

17 เม.ย. 2569 09:45
ผู้ชม 1,143 คน

กำนันตำบลท่าก๊อจากเชียงราย ระบุวิกฤตไฟป่าไม่ใช่แค่ขาดแคลนงบฯ แต่ 'คำสั่งห้ามเผา' ฝืนวิถีธรรมชาติของชาวบ้าน และกลายเป็นระเบิดเวลา ด้าน นักวิชาการ มช. ตอกย้ำนโยบายห้ามเผาเด็ดขาด เป็นสาเหตุทำให้เกิดการเผาป่าแบบวินาศสันตะโร ทำลายสถิติในรอบ 5 ปี ยิ่งประกาศห้ามชาวบ้านเข้าป่ายิ่งไม่มีใครช่วยดับไฟในป่าอนุรักษ์

นายมานพ บุญยืนกุล กำนันตำบลท่าก๊อ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย เปิดเผยกับสำนักข่าว Next News ว่า การขาดงบประมาณในการแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันในพื้นที่เป็นเพียงแค่เรื่องปลายเหตุ แต่นโยบายการสั่งห้ามเผาเด็ดขาดของรัฐบาลต่างหากที่เปรียบเสมือนระเบิดเวลาของเชื้อเพลิง

นายมานพ ระบุว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา งบประมาณการบริหารจัดการไฟป่าได้รับการจัดสรรผ่านนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) โดยแบ่งเป็นค่าปฏิบัติงานลาดตระเวน 10,800 บาท และค่าจัดทำแนวกันไฟ 3,000 บาท แต่มีบางปีที่บางพื้นที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกรมป่าไม้ประมาณ 40,000-50,000 บาท ซึ่งงบประมาณดังกล่าวไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงานจริง

ทั้งนี้ การลาดตระเวนเฝ้าระวังไฟป่าคลอบคลุมระยะเวลา 90-120 วัน และ 1 วันต้องใช้บุคลากรจำนวน 4 คน หากอ้างอิงค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท จะพบว่า 1 วันต้องใช้เงินประมาณ 1,200 บาท ส่งผลให้งบประมาณไม่เพียงพอ และด้วยข้อจำกัดนี้ทำให้การลาดตระเวนส่วนใหญ่มาจากอาสาสมัครภายในชุมชน ส่วนเม็ดเงินค่าลาดตระเวนจำนวน 10,800 บาทนั้นถูกใช้ไปกับค่าน้ำมัน ค่าอาหาร และค่าเครื่องดื่มชูกำลังให้กับอาสาสมัคร  

นายมานพ อธิบายต่อว่า ปัญหาไฟป่าปีนี้หนักหนากว่าทุกปี โดยมีพื้นที่หมู่บ้านกว่า 5,000-6,000 ไร่ ถูกเผาไหม้ไปแล้วกว่าครึ่ง สาเหตุหลักมาจากสภาพอากาศที่แห้งแล้งและเชื้อเพลิงสะสม ทั้งยังมีไฟที่มีต้นทางมาจากคนลักลอบหาของป่าด้วย

กำนันตำบลท่าก๊อ อ.แม่สรวย กล่าวอีกว่า ไฟป่าที่เกิดขึ้นมี 2 ประเภท ได้แก่ ไฟมีเจ้าของคือไฟที่เผาโดยเกษตรกร และไฟไม่มีเจ้าของที่ไม่ทราบว่าใครเป็นคนจุด โดยปกติแล้วรัฐบาลมักจะสั่งห้ามเผาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ส่งผลให้ชาวบ้านที่ต้องเตรียมพื้นที่ทำการเกษตรได้รับความเดือดร้อนและทำให้มีเชื้อเพลิงสะสมมาก ดังนั้น รัฐบาลควรปล่อยให้เผาในแนวทางที่ถูกต้อง

"คือการปล่อยให้เผาตั้งแต่เดือนธันวาคมไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากห้วงเวลานั้นสภาพอากาศเย็นชื้น ทำให้ฝุ่น PM2.5 ยังมีไม่มากเท่าไหร่นัก จากนั้นเดือนมีนาคมถึงเมษายนรัฐบาลค่อยออกคำสั่งห้ามเผา การสั่งห้ามเผาถือเป็นการฝืนธรรมชาติ ไม่ไหม้ปีนี้ก็ต้องมีสักปีที่ไหม้ รัฐบาลสั่งห้ามเผามาเป็น 10 ปี พอเข้าเดือนเมษายนก็ไหม้เหมือนเดิมอยู่ดี ผมเลยคิดว่ามันควรจะเปลี่ยนวิธีเป็นแบบธรรมชาติ” นายมานพ กล่าว 

นายมานพ เสนอให้มีการปรับปรุงข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรค พร้อมสนับสนุนการสร้างแนวกันไฟเชิงรุก อาทิ การใช้รถแมคโคร รถใหญ่ เป็นต้น ทั้งยังเน้นย้ำว่า ควรเปลี่ยนจากนโยบายห้ามเผาเด็ดขาดมาเป็นการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบด้วยการผสานภูมิปัญญาชาวบ้าน ซึ่งก็คือ 'การชิงเผาและปล่อยให้ไฟไหม้ตามธรรมชาติ'

ด้าน ศ.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) โพสต์เฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 16 เมษายน ที่ผ่านมา มีเนื้อหาโดยสรุปว่า ผลของนโยบาย zero burning (ห้ามเผาเด็ดขาด) ของรัฐเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการเผาป่ากันแบบวินาศสันตะโร ควบคุมไม่อยู่ ทำลายสถิติในรอบ 5 ปีเป็นประวัติการณ์

"โดยพ่อหลวง (ผู้ใหญ่บ้าน) หลายบ้าน ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ทุกวันนี้วิ่งวุ่นดับไฟกับอาสาฯ 2-3 คน เหน็ดเหนื่อยสาหัส เพราะไม่มีชาวบ้านในหมู่บ้านคนไหนอยากจะมาช่วย ยิ่งไหม้ในป่าอนุรักษ์ที่ประกาศเด็ดขาดว่า 'ห้ามชาวบ้านเข้าป่าโดยเด็ดขาด' ด้วยแล้ว เชิญดับกันไปเองเถอะ น่าจะถอดบทเรียนกันได้แล้วหรือยัง?

"เรื่องหนึ่งที่งงมากที่ยังมีคนกล่าวโทษเรื่องการชิงเผาว่า เป็นสาเหตุของไฟป่าปีนี้ ทั้งที่ปีนี้รัฐมีนโยบาย zero burning (ห้ามเผาเด็ดขาด) จึงไม่มีป่าไหน ชุมชนไหน ได้รับอนุญาตให้ใช้ไฟทั้งนั้น" ศ.ปิ่นแก้ว ระบุ

แท็กที่เกี่ยวข้อง
มลพิษอากาศ
ไฟป่าภาคเหนือ
ห้ามเผาเด็ดขาด
Zero Burning



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ผลสำรวจ 'นิด้าโพล' ปีนี้ คนกรุงเทพฯ ไม่ตื่นเต้นเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.
ผลสำรวจ 'นิด้าโพล' ปีนี้ คนกรุงเทพฯ ไม่ตื่นเต้นเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.