เปิด 'ไอ้โม่ง' 3 กลุ่มอยู่เบื้องหลังขัดขวางร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด เป็นสัญญาณที่ภาคประชาชนกังวลว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้อาจไม่ได้ไปต่อ เนื่องจากไปกระทบผลประโยชน์ของภาคอุตสาหกรรมที่ต้องมีภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นจากการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการปรับสูงหลัก 50-100 ล้านบาท
แหล่งข่าวจากกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ....หรือร่างกฎหมายอากาศสะอาด สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากฎหมายฉบับนี้ถูกขัดขวางในหลายประเด็นจาก “ไอ้โม่ง” ที่อยู่เบื้องหลัง 3 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย กลุ่มแรก แกนนำพรรคการเมืองใหญ่ กลุ่มที่ 2 ภาคเอกชนที่รวมตัว 2 สภา และ 1 สมาคม และกลุ่มสุดท้ายคือ สว.ขั้วฝักใฝ่พรรคการเมือง
ทั้งนี้ แม้ร่างกฎหมายได้ผ่านวาระ 3 จากสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการวิสามัญฯ วุฒิสภา แต่หลังมีการยุบสภาไปเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ทำให้กลุ่มผู้ผลักดันกฎหมายฉบับนี้และประชาชนจำนวนไม่น้อยหวั่นเกรงว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะถูกปัดตก เนื่องจากที่ผ่านมามีสัญญาณการขัดขวางเนื้อหาในร่างกฎหมายมาเป็นระยะและต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม หลังมีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ สัญญาณการปัดตกร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดก็ยังคงมีอยู่ เนื่องจากมีหลายประเด็นที่ไปกระทบผลประโยชน์ของภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะภาคการเผลิตที่ปล่อยมลพิษสูง ซึ่งกลุ่มดังกล่าวได้ออกมาคัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านประธานสภาฯ มาแล้ว ประกอบกับหลังจากนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้แสดงความไม่เห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดในการประชุมสภาฯ เมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา ทำให้มีแนวโน้มชัดเจนมากขึ้นว่ากฎหมายอาจถูกปัดตก และอาจต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง
แหล่งข่าว เปิดเผยอีกว่า การคัดค้านจากทั้ง 3 กลุ่ม มีความเชื่อมโยงกัน กล่าวคือ ทั้ง 8 ประเด็นที่นายศุภชัยนำมาอ้างเหตุผลการไม่สนับสนุนบังเอิญมีความสอดคล้องกับเนื้อหาข้อเรียกร้องของภาคเอกชนก่อนหน้านี้ ในขณะเดียวกันในการพิจารณาชั้นกรรมาธิการ วุฒิฯ ก็มีการปรับแก้เนื้อหาที่ภาคเอกชนได้คัดค้านมาก่อนหน้านี้ให้เป็นไปตามข้อเสนอ จึงทำให้ภาคประชาชนที่ผลักดันกฎหมายฉบับนี้มีความกังวลว่าร่างกฎหมายฉบับนี้อาจจะไม่ได้ไปต่อและได้เตรียมทางออกในการยื่นเข้าสู่สภาฯ เป็นทางออกแล้วด้วย
สำหรับ 8 ประเด็นที่นายศุภชัยคัดค้านก่อนหน้านี้ ประกอบด้วย เป็นกฎหมายที่มีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับอื่น, การมีคณะกรรมการหลายชุดเกินความจำเป็น, การตั้งสำนักอากาศสะอาดเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ, ให้อำนาจพนักงานตรวจค้นโรงงานโดยไม่ต้องขอหมายศาล
นอกจากนั้น เป็นเพิ่มต้นทุนอุตสาหกรรมทำให้ทำลายความสามารถในการแข่งขันของประเทศ, กฎหมายขาดความชัดเจนและเป็นการจำกัดสิทธิของประชาชน, ระบบการค้ามลพิษไม่เหมาะสมกับไทยและสุดท้ายคือบทลงโทษรุนแรงเกินไป โดยเฉพาะการพิสูจน์มลพิษข้ามพรมแดนที่ทำได้ยากและขัดหลักสาล
ทั้งนี้ แหล่งข่าวเปิดเผยกับ Next News อีกว่า ก่อนที่จะมีการปรับแก้เนื้อหาในบางประเด็นในกรรมาธิการ วุฒิฯ ทางกลุ่มเอกชนทั้ง 2 สภา ได้ทำหนังสือคัดค้านร่วม 10 ประเด็น โดยให้ตัวแทนในแต่ละภูมิภาคทุกจังหวัดร่วมแสดงความเห็นคัดค้านรายประเด็นและร่วมลงชื่อคัดค้าน โดยมีหอการค้า 61 แห่ง และ 12 สมาคมการค้าร่วมลงชื่อคัดค้าน
อาทิ การตั้งประธานคณะกรรมการอากาศสะอาดระดับจังหวัดที่ฝ่ายภาคประชาชนเสนอให้นายก อบจ. ทำหน้าที่ประธาน แต่ฝ่ายเอกชนและพรรคการเมืองบางพรรคต้องการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ประเด็นการให้อำนาจพนักงานอากาศสะอาดเข้าตรวจค้นโรงงานที่ปล่อยมลพิษโดยไม่ต้องขอหมายศาล ซึ่งกรรมาธิการฝั่งภาคเอกชนไม่เห็นด้วย โดยอ้างว่าเป็นการใช้อำนาจที่เกินขอบเขตและไม่เป็นธรรม
ประเด็นการจัดตั้งกองทุนที่เอกชนบางจังหวัดระบุว่าเห็นด้วย แต่จะต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส และปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง อีกทั้งในชั้นการพิจารณาของกรรมาธิการทางภาคเอกชนยังได้ขอใช้สิทธิในการใช้เงินจากกองทุนโดยอ้างว่าเป็นผู้จ่ายค่ามลพิษ จึงควรมีสิทธิในการใช้เงินด้วย ฯลฯ รวมทั้งได้คัดค้านบทลงโทษที่กำหนดให้ผู้ที่มีเจตนาปล่อยมลพิษจ่ายค่าปรับสูงถึง 50-100 ล้านบาท ซึ่งไม่เหมาะสมและไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล ฯลฯ อีกทั้งเห็นว่าการกำหนดค่าธรรมเนียมหรือค่าปรับเป็นภาระต้นทุนของภาคธุรกิจ
ในช่วงท้ายของการพิจารณาในกรรมาธิการฯ แหล่งข่าวระบุว่า ได้มีภาคธนาคารเข้าร่วมคัดค้านด้วย เนื่องจากสาระสำคัญในร่างกฎหมายมีการระบุให้ผู้ปล่อยสินเชื่อจะต้องดำเนินการในรูปแบบ Green bond ไม่เช่นนั้นจะต้องมีส่วนรับผิดตามกฎหมาย ไม่ใช่เอาผิดเฉพาะผู้ปล่อยมลพิษเป็นผู้จ่าย ทำให้ภาคธนาคารออกมาร่วมคัดค้านในนามเอกชน 3 สถาบัน
“ในช่วงเวลานั้นตัวแทนภาคเอกชนพยายามล็อบบี้ผ่านแกนนำพรรคการเมืองใหญ่ที่อยู่เบื้องหลัง 3 คนหลัก ประกอบด้วย นาย น. นาย ช. และนาย ศ. ซึ่งมีการตั้งธงแก้ไขประเด็นที่เอกชนไม่เห็นด้วย โดยใช้เสียง สว.ในกรรมาธิการ วุฒิฯ ผลักดันการแก้ไข ซึ่งทราบกันดีว่าคนมีอำนาจชี้ขาดในกรรามาธิการ วุฒิฯ สังกัดขั้วการเมืองสีใด ตอนนี้ 50:50 ว่าจะ ครม.จะหยิบร่างมาผลักดันต่อหรือไม่ภายใน 60 วันหรือไม่ แต่ก็มีข่าวดีที่ ครม.ให้เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ ซึ่งมีร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดร่วมอยู่ด้วย” แหล่งข่าวระบุ
ทั้งนี้ ร่างพ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ....หรือร่างกฎหมายอากาศสะอาด มีทั้งหมด 10 หมวด 300 กว่ามาตรา ใช้เวลาในการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ สภาฯ 1 ปี 7 เดือนเศษ ขณะนี้รอการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าจะหยิบยกมาพิจารณาและส่งต่อให้ประธานรัฐสภาผลักดันให้เดินหน้าต่อหรือไม่ โดยจะมีความชัดเจนไม่เกินวันที่ 13 พฤษภาคมนี้ ตามกรอบระยะเวลา 60 วันตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด




