แนะจังหวัด 'ลุ่มอากาศเดียวกัน' ร่วมแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างเช่น กทม.ร่วมมือนครนายกลดการเผาตอซังข้าวในช่วงต้นปีและกลางปี แต่ต้นทุนกำจัดซังสูงถึง 2,800-3,000 บาทต่อไร่ เกษตรกรส่วนใหญ่ยังเลือกใช้วิธีการเผา ส่งผลให้ฝุ่นควันพัดเข้าสู่กรุงเทพฯ จึงจำเป็นต้องจัดจราจรการเผา
นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพมหานคร กล่าวในงานสัมมนาหัวข้อ 'แนวทางบูรณาการนโยบายลดการเผาในพื้นที่จังหวัดนครนายกเพื่อลดปัญหา PM2.5' ตอนหนึ่งว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 มีความเชื่อมโยงกับลุ่มอากาศเป็นหลัก ยกตัวอย่างกรุงเทพฯ และ จ.นครนายก ที่อยู่ภายในลุ่มอากาศเดียวกัน จึงมักเผชิญกับสถานการณ์ฝุ่นละอองในช่วงต้นปีและกลางปีไปพร้อมกัน การที่ทั้งสองจังหวัดร่วมหารือกันเพื่อหาทางออกถือเป็นต้นแบบที่ดีให้กับจังหวัดอื่นๆ ในลุ่มอากาศเดียวกันที่จะได้เห็นแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกัน
นายวีระศักดิ์ ระบุว่า กรุงเทพฯ มีกฎหมายและอำนาจการบริหารจัดการงบประมาณเป็นของตนเอง ทำให้สามารถสนับสนุนและทำงานร่วมกับจังหวัดอื่นได้อย่างคล่องตัว โดยไม่เสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ขณะที่จังหวัดอื่นไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ดังนั้นหน่วยงานส่วนกลางจึงจำเป็นต้องเข้ามาเป็นตัวกลางในการแก้ปัญหา เพื่อให้จังหวัดที่อยู่ในลุ่มอากาศเดียวกันสามารถบูรณาการการทำงานร่วมกันได้
ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวบรรจุอยู่ในร่างพ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด หรือร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดที่ระบุให้ศาลพิจารณาข้อพิพาทโดยอาศัยข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาและข้อมูลวิทยาศาสตร์อากาศเป็นหลัก ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียง 8 วัน จะถึงเดตไลน์คือวันที่ 12 พฤษภาคมนี้ ที่จะต้องนำร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวเสนอเข้าสู่รัฐสภาอีกครั้ง
"สิ่งที่สะท้อนให้เห็นในวันนี้คือตัวอย่างของ 1 ลุ่มอากาศ 2 จังหวัด ที่ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา นักวิชาการ สมาชิกวุฒิสภา และกรมพัฒนาที่ดิน ได้ร่วมกันเพื่อให้ส่วนกลางช่วยผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่เปรียบเสมือนเด็กที่เพิ่งตกเตียง ขอให้ช่วยกันอุ้มกลับมาบนเตียงเพื่อดำเนินการผ่าตัดแก้ไขต่อไปในชั้นวุฒิสภา หากมีส่วนไหนที่มากเกินไป สามารถตัดทอนออกได้ไม่เป็นอะไร" นายวีระศักดิ์ กล่าว
ด้าน ร.ต.ต.สัณฐิติ ธรรมใจ รองผู้ว่าฯ นครนายก กล่าวว่า นครนายกมีสภาพพื้นที่เป็นที่ราบลุ่มและเป็นดินเปรี้ยว ส่งผลให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยในช่วงฤดูน้ำหลากจะมีระดับน้ำท่วมสูง เกษตรกรจึงจำเป็นต้องปลูกข้าวพันธุ์น้ำลึก ปัญหาที่ตามมาคือ ตอซังข้าวจะมีลักษณะเหนียว นอนราบ และสูงถึง 5 เมตร ทั้งยังไม่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ซึ่งต้นทุนในการกำจัดตอซังสูงถึง 2,800-3,000 บาทต่อไร่ ส่งผลให้เกษตรกรส่วนใหญ่เลือกใช้วิธีการเผาเพื่อกำจัดตอซังแทนวิธีการอื่น ส่งผลให้ฝุ่นควันพัดเข้าสู่กรุงเทพฯ
ทางออกของปัญหานี้ รองผู้ว่าฯ นครนายก ระบุว่า จำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือตัดตอซังที่มีประสิทธิภาพและราคาเข้าถึงได้ ซึ่งภาครัฐควรเข้ามามีบทบาทสนับสนุนเพื่อแลกกับอากาศที่สะอาดขึ้น โดยทาง จ.นครนายกได้เร่งดำเนินการจัดหาเครื่องมือดังกล่าว อาทิ การประสานขอรับการสนับสนุนจากบริษัทคูโบต้าและนิว ฮอลแลนด์ รวมถึงการประสานงานกับกรมการข้าวและสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในการพัฒนาพันธุ์ข้าว ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการวิจัยและพัฒนาประมาณ 8-12 ปี
รองผู้ว่าฯ นครนายก ชี้แจงว่า ชาวนายังคงมีความจำเป็นต้องเผาตอซังอยู่ แต่ต้องมีการบริหารจัดการการเผาอย่างเป็นระบบ โจทย์สำคัญคือการสั่งห้ามเผาในช่วงก่อนวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ส่วนหลังจากวันที่ 21 กุมภาพันธ์ไปแล้ว ควรเปลี่ยนมาใช้มาตรการ 'จัดจราจรการเผา' หรือระบบ 'เบิร์นเช็ค' (Burn Check) ซึ่งเป็นระบบที่พัฒนาโดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ
ขณะที่ นายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ เกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1. มลพิษที่เกิดขึ้นภายในกรุงเทพฯ เช่น ไอเสียจากยานพาหนะและการเผาขยะ 2. กิจกรรมการเผาจากนอกพื้นที่ เช่น ใน จ.นครนายก และ 3. อัตราการระบายอากาศของสภาพอากาศ โดยในช่วงปลายปีสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ 1. ความกดอากาศจะต่ำ 2. มีกิจกรรมการเผาจากจังหวัดใกล้เคียงและประเทศเพื่อนบ้าน และ 3. กระแสลมแรง ปัจจัยเหล่านี้ล้วนจึงส่งผลให้ค่าฝุ่นพุ่งสูงถึง 60-70 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเข้าเกณฑ์ระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ดังนั้น โจทย์ใหญ่ของกรุงเทพฯ คือการบริหารจัดการไม่ให้ปัจจัยทั้ง 3 มาบรรจบกัน อาทิ การตรวจควันดำจากยานพาหนะ หรือการเข้าไปสนับสนุนแก้ปัญหาการเผานอกพื้นที่ สำหรับปีนี้ได้มีความพยายามสร้างความเข้าใจต้นตอของปัญหากับจังหวัดใกล้เคียง อย่างนครนายกเพื่อหาแนวทางในการร่วมมือกันแก้ไขปัญหา ทั้งยังมีความเห็นร่วมกันว่า หากมีความจำเป็นต้องเผาจริง การบริหารจัดการจราจรการเผาอาจเป็นแนวทางที่ช่วยบรรเทาปัญหาฝุ่นควันให้เบาบางลงได้
นายสุชล แก้วเกาะสะบ้า รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ปัจจุบัน จ.นครนายกมีปริมาณฟางข้าวสูงถึง 85,632-128,448 ตัน ซึ่งมีข้อจำกัดสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ 1. ต้นทุนในการจัดการที่ค่อนข้างสูง และ 2. สภาพพื้นที่ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการนำเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีเข้าไปดำเนินการ ซึ่งการเผาส่งผลให้เกิดมลพิษและทำให้ดินสูญเสียธาตุอาหาร ขณะนี้กรมพัฒนาที่ดินจึงได้พยายามศึกษาแนวทางแปรรูปฟางข้าวให้เกิดมูลค่าเพิ่มหรือนำไปพัฒนาเป็นวัสดุปรับปรุงดินที่ช่วยกักเก็บคาร์บอนเพื่อต่อยอดสู่การทำคาร์บอนเครดิตต่อไป
แนวทางดังกล่าวไม่เพียงแต่จะช่วยลดความขัดแย้งระหว่างเกษตรกรกับภาครัฐ แต่ยังเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อกรุงเทพฯ และจังหวัดโดยรอบด้วย
อนึ่ง เวทีสัมมนาดังกล่วจัดขึ้นเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ณ หอประชุมใหญ่ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อ.องครักษ์ จ.นครนายก




