ภาคประชาชนทวงถามรัฐบาล เร่งผลักดันร่างกฎหมาย PRTR กลับเข้าสู่รัฐสภา เพื่อช่วยแก้ไขปัญหามลพิษและลดความเสี่ยงของชุมชน เนื่องจากหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้ประชาชนจะสามารถรู้ได้ชัดเจนว่าแหล่งกำเนิดมลพิษอยู่ที่ใด ใครเป็นผู้ปล่อย และใครต้องรับผิดชอบ
ตัวแทนประชาชนผู้เสนอร่างกฎหมาย PRTR นำโดย น.ส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการ มูลนิธิบูรณนิเวศ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กรีนพีซ ประเทศไทย และภาคประชาชน ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เร่งมีมติยืนยันนำร่างพ.ร.บ.การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ หรือร่างกฎหมาย PRTR กลับเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาชุดปัจจุบันโดยเร่งด่วน
น.ส.เพ็ญโฉม กล่าวว่า ประเทศไทยเผชิญผลกระทบจากมลพิษอุตสาหกรรมมาอย่างยาวนาน จนกลายเป็นความขัดแย้งทางสังคมและการต่อต้านโรงงานจากประชาชนทั่วประเทศ เนื่องจากปัญหามลพิษสร้างผลกระทบกว้างขวาง ขณะที่ภาครัฐไม่สามารถแก้ไขได้ ทุกพื้นที่ที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมจึงเผชิญปัญหากลิ่นเหม็น น้ำเสีย กากอันตราย และอุบัติภัยทางเคมีทั้งภายในและภายนอกโรงงาน
ทั้งนี้ กฎหมาย PRTR ไม่ใช่ 'ทางเลือก' แต่คือสิ่งจำเป็นพื้นฐานของสังคมที่ต้องการความปลอดภัยและความเป็นธรรม ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทุกครั้งที่เกิดมลพิษหรืออุบัติภัยสารเคมี ประชาชนกลับไม่สามารถรู้ได้ชัดเจนว่าแหล่งกำเนิดอยู่ที่ใด ใครเป็นผู้ปล่อย และใครต้องรับผิดชอบ ทั้งที่ข้อมูลเหล่านี้ควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้ การไม่มี PRTR จึงไม่ใช่เพียงช่องว่างทางกฎหมาย แต่คือการผลักภาระความเสี่ยงไปให้ประชาชนโดยปราศจากเครื่องมือปกป้องตนเอง หากรัฐยังไม่เร่งผลักดันกฎหมายนี้ก็เท่ากับปล่อยให้ความไม่โปร่งใสและความไม่รับผิดชอบดำรงอยู่ต่อไปในระบบ
ด้าน น.ส.สุภาภรณ์ มาลัยลอย เลขาธิการ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า สิ่งที่ชุมชนต้องการไม่ใช่แค่การเยียวยาหลังเกิดเหตุ แต่คือสิทธิในการรู้ล่วงหน้าว่ามีสารอะไรถูกปล่อยออกมา ในปริมาณเท่าใด และกระทบต่อสุขภาพของเราอย่างไร เพื่อให้สามารถตัดสินใจและปกป้องตัวเองได้อย่างทันท่วงที
"กฎหมาย PRTR จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ข้อมูลเหล่านี้ถูกเปิดเผยอย่างโปร่งใส และทำให้ทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ไม่ปล่อยให้ชุมชนต้องเผชิญความเสี่ยงโดยไม่มีข้อมูลและไม่มีทางเลือกอีกต่อไป" น.ส.สุภาภรณ์ กล่าวภายหลังร่วมออกแถลงการณ์ เมื่อวันที่ 28 เมษายน ที่ผ่านมา
นายอรรถพล พวงสกุล นักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า หากประเทศไทยจริงจังกับการยกระดับประเทศสู่มาตรฐานสากล โดยเฉพาะการประกาศเจตจำนงในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) รัฐบาลจำเป็นต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างเป็นรูปธรรมในการผลักดันร่างกฎหมาย PRTR ควบคู่กันไป ดังนั้น กฎหมาย PRTR ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ แต่ยังเป็น 'มาตรฐานสากลด้านธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม' ที่ได้รับการยอมรับและใช้อ้างอิงอย่างกว้างขวาง ซึ่งไทยสามารถนำมาใช้ยกระดับระบบกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐาน OECD ได้
ดังนั้น ภาคประชาชนที่ร่วมกันลงนามสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้ จึงขอเรียกร้องให้ ครม.ใต้การนำของนายอนุทิน ดำเนินการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 147 เสนอร่างพ.ร.บ. PRTR ต่อประธานรัฐสภาเพื่อให้สภาฯ ได้พิจารณาต่อจากค้างไว้ต่อไป
สำหรับกฎหมาย PRTR เป็นกลไกสำคัญที่กำหนดให้โรงงานและสถานประกอบการรายงานข้อมูลการปล่อยมลพิษและการเคลื่อนย้ายสารอันตรายต่อหน่วยงานรัฐ พร้อมเผยแพร่สู่สาธารณะอย่างโปร่งใส ทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ว่ามีสารมลพิษชนิดใดถูกปล่อยออกมา ปริมาณเท่าใดต่อปี และกากอันตรายถูกเคลื่อนย้ายไปที่ใดและจัดการอย่างไร ข้อมูลนี้ช่วยให้หน่วยงานรัฐสามารถวางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว
ขณะที่ประชาชนสามารถเตรียมการป้องกันตนเองและร่วมเฝ้าระวังมลพิษได้ ส่วนภาคเอกชนก็มีเครื่องมือบริหารจัดการสารอันตรายภายในโรงงาน ลดการรั่วไหลและลดอุบัติภัยทางเคมี พร้อมทั้งลดต้นทุนการดำเนินงาน
กฎหมาย PRTR จึงเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้เกิดระบบข้อมูลระดับประเทศที่ครอบคลุมแหล่งกำเนิดมลพิษหลักๆ มีความน่าเชื่อถือได้ สามารถตรวจสอบได้ และจะเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในการบริหารจัดการมลพิษและสารอันตรายอย่างแท้จริง อีกทั้งยังทำหน้าที่เสมือน 'เรดาห์' ของการบังคับใช้พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกฎหมายหลักของประเทศ และ ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ที่รัฐบาลระบุว่าเป็นหนึ่งใน 24 ฉบับที่จะนำกลับมาพิจารณา
อย่างไรก็ตาม องค์การสหประชาชาติตระหนักถึงปัญหามลพิษอย่างจริงจังและเป็นผู้ริเริ่มผลักดันให้ทุกประเทศพัฒนากรอบกฎหมายนี้ขึ้นมาใช้แก้ปัญหาตั้งแต่ปี 2535 และ OECD ได้กำหนดให้ประเทศสมาชิกใช้กฎหมาย PRTR เพื่อยกระดับกฎหมายสิ่งแวดล้อมภายในประเทศสำหรับสร้างความยั่งยืนในการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมควบคู่กับการมีสิ่งแวดล้อมที่ดีและปลอดภัยขึ้น รวมถึงการสร้างความโปร่งใสและธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 ที่ประชุม ครม. มีมติรับทราบร่างกฎหมายค้างพิจารณา 24 ฉบับ แต่ร่างกฎหมาย PRTR กลับไม่ปรากฏอยู่ในรายชื่อ ทั้งที่สภาผู้แทนราษฎรชุดก่อนมีมติเอกฉันท์เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 รับหลักการร่างกฎหมายฉบับนี้ไปแล้ว และคณะกรรมาธิการวิสามัญได้เร่งพิจารณาและปรับแก้เนื้อหาทั้งฉบับด้วยความร่วมมือเป็นอย่างดีจากภาครัฐ สมาชิกสภา และภาคประชาชน จนได้ร่างกฎหมายที่สมบูรณ์พร้อมเข้าสู่การพิจารณารายมาตรา แต่กระบวนการกลับสะดุดลงเนื่องจากการยุบสภา
ติดตามรายละเอียดร่างกฎหมาย PRTR เพิ่มเติมได้ที่ thaiprtr.com




