News Logo
หน้าแรก
‘ดร.ธรณ์’ ตั้งคำถามบอร์ดแลนด์บริดจ์ ข้อมูลไม่โปร่งใส เสี่ยงตัดสินใจผิด

‘ดร.ธรณ์’ ตั้งคำถามบอร์ดแลนด์บริดจ์ ข้อมูลไม่โปร่งใส เสี่ยงตัดสินใจผิด

6 พ.ค. 2569 15:56
ผู้ชม 35 คน

'ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์' นักวิชาการทะเลตั้งคำถามข้อมูล 'แลนด์บริดจ์' ยังไม่ชัด-ไม่น่าเชื่อถือ พร้อมเสนอให้เปิดข้อมูลและศึกษาคู่ขนาน ก่อนตัดสินใจเดินหน้าโครงการมูลค่ามหาศาลที่อาจส่งผลกระทบต่อ 'อันดามันมรดกโลก'

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวสำนักข่าว Next News ถึงมุมมองต่อการตั้งคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ หลังจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาโครงการดังกล่าว โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นประธาน และ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เป็นรองประธาน เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 พร้อมดึงหน่วยงานรัฐ ภาคธุรกิจ และตัวแทนในพื้นที่เข้ามาร่วมพิจารณาและรับฟังความเห็นรอบด้าน เพื่อประเมินความเป็นไปได้ของโครงการและรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน ท่ามกลางบริบทภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ผันผวน ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในมิติด้านสิ่งแวดล้อมและความคุ้มค่าของโครงการ

จากกรณีดังกล่าว ดร.ธรณ์ ระบุว่า ปัญหาสำคัญที่สุดในเวลานี้ไม่ใช่ตัวโครงการ แต่คือ คุณภาพของข้อมูลตั้งต้น ที่ยังไม่เพียงพอและขาดความน่าเชื่อถือ แม้พื้นที่จะมีฐานข้อมูลเดิมจากสถานีวิจัยและงานศึกษาทางวิชาการจำนวนมาก รวมถึงรายงาน EHIA หรือ รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Environmental and Health Impact Assessment) แต่รายงานดังกล่าวยังเป็นเพียงฉบับร่างเท่านั้น และยังไม่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) ทำให้ยังไม่ถือเป็นข้อมูลทางการ อีกทั้งตัวเลขหลายส่วนยังขัดแย้งกับข้อมูลจากแหล่งอื่น จนเกิดคำถามเรื่องความน่าเชื่อถือ

“ถ้าข้อมูลตั้งต้นยังไม่ดี แล้วจะทำอะไรให้ดีได้” ดร.ธรณ์ ระบุ

ในประเด็นการตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ ดร.ธรณ์มองว่า ตัวประธานอย่างนายเอกนิติ มีความเชี่ยวชาญด้านการคลังอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือ การคัดเลือกทีมงานและข้อมูลที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ ซึ่งต้องมีความถูกต้องและน่าเชื่อถือเพียงพอ

ข้อเสนอสำคัญ คือ ควรให้หน่วยงานอย่างกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ทำการศึกษา “คู่ขนาน” เพิ่มเติม โดยเปิดให้มหาวิทยาลัย นักวิชาการ ภาคประชาชน และสื่อมวลชน เข้ามามีส่วนร่วม เป้าหมายคือเพื่อให้ได้ข้อมูลที่รอบด้าน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อโครงการในระยะยาว

ดร.ธรณ์ ย้ำว่า ปัจจุบันข้อมูลที่มีอยู่ยังเป็นเพียงข้อมูลขั้นต้น และยังไม่ตรงกัน ส่งผลให้ระดับความเชื่อมั่นยังต่ำ พร้อมเปรียบเทียบสถานการณ์นี้ว่า เหมือนการตัดสินใจแต่งงานกับใครสักคน โดยรู้เพียงแค่ชื่อและนามสกุล แถมข้อมูลยังไม่ตรงกัน ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงสูง

ดร.ธรณ์ ย้ำว่า “ถ้ามีข้อมูลอยู่แค่นี้ ต่อให้ศึกษากันนานเป็นพันเป็นหมื่นวัน มันก็ไปต่อไม่ได้”

ในมิติผลกระทบระยะยาว โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม ดร.ธรณ์ ระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า “ยังประเมินไม่ได้” เนื่องจากข้อมูลที่เปิดเผยมีจำกัดมาก

ปัจจุบันรับรู้เพียงพื้นที่ที่จะถูกถม แต่รายละเอียดสำคัญ เช่น เส้นทางโครงการ ผลกระทบต่อระบบนิเวศ หรือภาพรวมทั้งหมด ยังไม่ชัดเจน ทำให้ประชาชนในพื้นที่แทบไม่มีข้อมูลเพียงพอในการประเมินผลกระทบ

นอกจากนี้ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ยังตั้งคำถามถึงแหล่งเงินลงทุนของโครงการ ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท โดยมองว่า หากใช้รูปแบบ PPP (Public-Private Partnership) คือการที่รัฐบาลเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน พัฒนา หรือบริหารโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ก็ยากที่เอกชนไทยรายเดียวจะลงทุนได้ และมีแนวโน้มต้องพึ่งพาเงินจากต่างประเทศ

ดร.ธรณ์ ยังชี้ว่า การประเมินด้านเศรษฐกิจควรพิจารณาอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการเปรียบเทียบกับทางเลือกอื่น เช่น การผลักดัน “อันดามันมรดกโลก” ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวได้มหาศาล พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ขณะนี้ยังไม่มีการนำมูลค่าทางเศรษฐกิจของทั้งสองแนวทางมาเปรียบเทียบกันอย่างจริงจัง

ท้ายที่สุด ดร.ธรณ์ ทิ้งคำถามสำคัญเกี่ยวกับรูปแบบการลงทุนและผลประโยชน์ของประเทศ โดยมองว่า หากต้องเปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน ก็ควรกำหนดเงื่อนไขให้ชัดเจนและเหมาะสมกับมูลค่าทรัพยากรของไทย

รวมถึงต้องกำหนดมาตรการชดเชยให้ชัด ทั้งต่อประชาชนในพื้นที่ และต่อความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเล

“ปัญหาหลักตอนนี้คือ ข้อมูลที่เรามีอยู่ มันยังเชื่อถือไม่ได้” ดร.ธรณ์ กล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกฯ รับข้อเสนอสภาอุตฯ เร่งช่วย SME-หนุนรัฐจัดซื้อสินค้าไทย-ฟื้น กรอ.
นายกฯ รับข้อเสนอสภาอุตฯ เร่งช่วย SME-หนุนรัฐจัดซื้อสินค้าไทย-ฟื้น กรอ.