กสม.เปิดเวทีถกฝุ่น PM2.5-ไฟป่าภาคเหนือ สะท้อนปัญหาโครงสร้างรัฐ-งบประมาณไม่ถึงพื้นที่ ขณะที่ ‘ยศชนัน’ รับปากเร่งจัดงบแบบบูรณาการ พร้อมตั้งคำถามสำคัญ ทุกภาคส่วนจะเชื่อใจให้รัฐเป็นเจ้าภาพได้หรือไม่?
เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จัดเวทีเสวนาสาธารณะหัวข้อ “ผนึกกำลังผ่าทางออกวิกฤตฝุ่น PM 2.5: การคุ้มครองสิทธิและก้าวต่อไปของกฎหมายอากาศสะอาด” ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร โดยมี นางสาวพรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมเชิญหน่วยงานรัฐ องค์กร ภาคประชาสังคม และประชาชน เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาฝุ่นและไฟป่าที่เชื่อมโยงทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สิทธิชุมชน และทิศทางกฎหมายอากาศสะอาด
ในเวทีเสวนาช่วงแรกว่าด้วย “ความก้าวหน้าและความท้าทายในการแก้ไขปัญหาฝุ่นและไฟป่าในประเทศไทย” นายก่อชิ เพชรไพรพนาวัลย์ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านหลวง จังหวัดเชียงใหม่ สะท้อนว่า ปัญหาไฟป่าในระยะหลังรุนแรงจนควบคุมยาก ส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างการสั่งการที่ไม่เปิดโอกาสให้ท้องถิ่นตัดสินใจได้ทันสถานการณ์ ต้องรอคำสั่งจากระดับจังหวัด ขณะที่งบประมาณก็ไม่สอดคล้องกับภารกิจ จึงเสนอให้กระจายอำนาจและงบประมาณลงสู่ท้องถิ่นโดยตรง พร้อมจัดทำแผนเฉพาะพื้นที่ เนื่องจากลักษณะป่าและปัญหาแตกต่างกัน และควรให้ท้องถิ่นเป็นเจ้าภาพหลักร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่
ด้าน นายเดโช ไชยทัพ จากมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มองว่าการแก้ปัญหาไฟป่าในไทยมีพัฒนาการต่อเนื่องตั้งแต่ยุคที่เป็นภารกิจของกรมป่าไม้ จนกระจายอำนาจสู่จังหวัดและท้องถิ่น และปัจจุบันมีภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น แต่ปัญหาสำคัญยังอยู่ที่ความไม่ชัดเจนของขอบเขตอำนาจและความรับผิดชอบระหว่างหน่วยงาน รวมถึงการถ่ายโอนภารกิจที่ไม่สอดคล้องกับงบประมาณ โดยนายเดโชเสนอให้กำหนดพื้นที่รับผิดชอบอย่างชัดเจน มีตัวชี้วัด (KPI) ที่ตรวจสอบได้ และให้ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เป็นผู้ขอและบริหารงบประมาณเอง พร้อมทั้งเร่งแก้ปัญหาที่ดินและส่งเสริมการเปลี่ยนระบบเกษตรที่พึ่งพาการเผา
ในมุมของชุมชน นายพฤ โอ่โดเชา แกนนำชาวปกาเกอะญอ ชี้ว่าความรู้เกี่ยวกับไฟยังไม่ตกผลึกและขัดแย้งกันระหว่างโลกวิชาการกับวิถีชีวิตชาวบ้าน ชุมชนถูกมองว่าเป็นผู้กระทำผิดทันทีเมื่อเกิดควัน ทั้งที่การใช้ไฟเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและความไม่เข้าใจ จึงเรียกร้องให้มองไฟโดยรวม “คน” เข้าไปในสมการด้วย
นายนฤพนธ์ ทิพย์มณฑา จากหน่วยงานควบคุมไฟป่า ระบุว่าปัจจุบันมีการทำงานร่วมกับพื้นที่มากขึ้น เข้าใจบริบทชุมชนมากขึ้น และยอมรับว่าไฟป่าเชื่อมโยงกับปัจจัยทางเศรษฐกิจและพฤติกรรมของคน ซึ่งยังมีความหลากหลาย แต่ในภาพรวมมองว่าประชาชนเริ่มมีวินัยและความตระหนักมากขึ้น
ขณะที่ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ จากมูลนิธิกระจกเงา สะท้อนประสบการณ์ภาคสนามว่า ศักยภาพการควบคุมไฟของรัฐยังจำกัดอย่างมาก โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ไฟลุกลามเกินกำลัง แม้จะระดมกำลังคนก็ไม่เพียงพอ หากไม่มีปัจจัยอย่างฝนเข้าช่วย และได้ตั้งคำถามถึงการออกแบบระบบที่รองรับเพียงสถานการณ์ระดับเดียว และเรียกร้องให้มีหน่วยดับไฟมืออาชีพพร้อมอุปกรณ์ครบถ้วน รวมถึงการเตรียมการล่วงหน้าเพื่อลดเชื้อเพลิง แทนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการเผาสวนกลับแบบไฟชนไฟ แม้จะเห็นด้วยกับบทบาทของชุมชน แต่ย้ำว่าต้องมีกรอบกติกาและไม่ควรอ้างวิถีชีวิตเพื่อกระทำการที่ส่งผลกระทบต่อส่วนรวม
นางสาวปริศนา พรหมมา จากสภาลมหายใจเชียงใหม่ เสนอว่าปัญหาไฟป่ามีความหลากหลาย ไม่ควรใช้มาตรการเดียวจัดการทั้งหมด และการใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเพียงอย่างเดียวไม่ได้แก้ปัญหา ชี้ว่าปัจจุบันแม้จะมีแผนจากชุมชนและท้องถิ่น แต่กลับติดขัดในขั้นตอนอนุมัติ โดยเฉพาะช่วงวิกฤตเดือนมีนาคม-เมษายน ทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้ทันเวลา และนำไปสู่การลักลอบเผา เสนอให้เปิดทางให้เกิดการจัดการไฟที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับบริบทพื้นที่ รวมถึงเชื่อมโยงกับกฎหมายอากาศสะอาดที่จะช่วยเพิ่มกลไกตรวจสอบ
ด้าน ดร.เจน ชาญณรงค์ เสริมว่าการแก้ปัญหาไฟป่าจำเป็นต้องจำแนกประเภทของไฟให้ชัดเจน เช่น ไฟล่าสัตว์ ซึ่งควรเป็นเป้าหมายหลักในการควบคุม พร้อมชี้ว่าปีนี้สถานการณ์รุนแรงจากปัจจัยสภาพอากาศ โดยมีไฟป่าพื้นที่สูงถึงหลักสิบล้านไร่ และการควบคุมไฟยังต้องพึ่งพาฝนเป็นหลัก สะท้อนข้อจำกัดของศักยภาพมนุษย์ในภาวะโลกร้อนที่ซ้ำเติม และเสนอให้กลับไปแก้ที่ต้นเหตุ โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจพฤติกรรมของคน
ในฝั่งรัฐบาล ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ยอมรับว่า รัฐต้องรับผิดชอบปัญหานี้อย่างเต็มตัว พร้อมระบุว่าการรับฟังเสียงจากพื้นที่ทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างผู้ปฏิบัติงานหน้างานกับศูนย์สั่งการ และเปิดเผยว่ารัฐบาลกำลังพยายามจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่ออุดช่องว่างในแต่ละมิติ และรับปากว่าจะพิจารณาจัดสรรงบประมาณในขอบเขตอำนาจของตน รวมถึงจะผลักดันต่อหากเกินอำนาจ โดยย้ำว่าปัญหานี้ต้องแก้ทั้งระยะสั้น กลาง และยาวไปพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม ดร.ยศชนันได้ตั้งคำถามกลับไปยังเวทีว่า “ทุกภาคส่วนจะเชื่อใจรัฐบาลหรือไม่” หากรัฐเป็นเจ้าภาพหลักในการขับเคลื่อน พร้อมระบุว่าการแก้ปัญหาจำเป็นต้องมีเจ้าภาพที่หน้าตักใหญ่พอ และต้องสร้างระบบนิเวศการทำงานใหม่ที่ยั่งยืน ไม่ใช่เพียงตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ และย้ำถึงมิติที่ซับซ้อนของปัญหาไฟป่า ทั้งเรื่องปากท้อง ยาเสพติด และทุนเทา ที่ต้องแก้ไขไปพร้อมกัน

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม

นางสาวพรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

บรรยากาศเวทีเสวนาสาธารณะหัวข้อผนึกกำลังผ่าทางออกวิกฤตฝุ่น PM 2.5




