ภาคประชาชนเตรียมเข้ายื่นร่างพ.ร.บ. PRTR ต่อประธานสภาฯ 19 พ.ค.นี้ เดินหน้าผลักดันร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ต่อ โดยใช้ช่องตามมาตรา 14 พ.ร.บ.การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย มูลนิธิบูรณะนิเวศโต้ "ภราดร" บทลงโทษการรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษในกฎหมายฉบับนี้เข้มข้นมาก แตกต่างกับที่รัฐบาลอ้างว่าจะแก้ให้มีเรื่อง PRTR แค่หนึ่งมาตราในพ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม
น.ส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ในฐานะองค์กรนำภาคประชาชนผู้ผลักดันร่างพ.ร.บ.การรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม พ.ศ. ....หรือร่างพร.บ. PRTR เปิดเผยสำนักข่าว Next News ว่า ในวันที่ 19 พฤษภาคมนี้ เวลา 10.00 น.จะเข้ายื่นหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเดินหน้าเสนอร่างพ.ร.บ. PRTR เข้าสู่สภาฯ อีกครั้ง ซึ่งเป็นการนับหนึ่งกระบวนการใหม่จากที่ได้ดำเนินการขั้นตอนเหล่านี้ไปหมดแล้วจากสภาฯ ชุดที่แล้ว
น.ส.เพ็ญโฉม กล่าวว่า การยื่นเสนอร่างกฎหมายรอบนี้เป็นการดำเนินการตามมาตรา 14 พ.ร.บ.การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ปี 2564 โดยมีระยะเวลาในการบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระ 120 วัน โดยเริ่มจากวาระ 1 ใหม่เพื่อรับหลักการ จากนั้นจะมีการตั้งกรรมาธิการเข้าสู่กระบวนการปรับปรุงร่าง และพิจารณาในวาระ 2 และวาระ 3 แต่หากภายใน 120 วันร่างกฎหมายไม่ถูกบรรจุ ทางภาคประชาชนก็จะต้องไปเริ่มต้นล่ารายชื่อเพื่อเสนอกฎหมายอีกครั้ง
ทั้งนี้ การที่รัฐบาลโดยนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้อ้างในที่ประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมว่า สาเหตุที่ร่างพ.ร.บ. PRTR ถูกปัดตกไป เนื่องจากภาคประชาชนเจ้าของร่างไม่ได้แจ้งยืนยันที่จะเสนอกฎหมายนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะมูลนิธิบูรณะนิเวศ ในฐานะที่เป็นองค์กรนำในการยื่นร่างกฎหมาย PRTR พร้อมด้วยรายชื่อประชาชนผู้สนับสนุนมากกว่า 12,000 รายชื่อ ได้ทำหนังสือยืนยันถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2569 แล้ว

หนังสือสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ตอบกลับมูลนิธิบูรณะนิเวศ เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2569
หนังสือฉบับดังกล่าวได้ยืนยันไป 2 ประเด็น คือ 1) ขอให้สนับสนุนการดำเนินงานต่อเนื่องของคณะกรรมการตรวจสอบการประกอบอุตสาหกรรมอย่างเข้มข้น หรือ "ทีมสุดซอย" และ 2) โปรดสนับสนุนให้คณะรัฐมนตรีมีมติส่งร่างพ.ร.บ.การรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม พ.ศ..... หรือร่างกฎหมาย PRTR เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาต่อเนื่องต่อไป ภายในกรอบเวลาที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 147 วรรคสอง กำหนด
น.ส.เพ็ญโฉม กล่าวด้วยว่า สิ่งที่สำคัญคือ สำนักงานปลัดสำนักนายกฯ ได้มีหนังสือตอบรับต่อหนังสือดังกล่าวของมูลนิธิฯ แล้ว ตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 (ตามเอกสาร) นอกจากนั้นนายภราดรยังได้อ้างด้วยว่า รัฐบาลเตรียมร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ไว้แล้ว โดยจะรวมเรื่อง PRTR เข้าไปด้วย ซึ่ีงเนื้อหาและรายละเอียดแตกต่างกันไม่สามารถนำมาเป็นมาตรการควบคุมมลพิษแทนกฎหมาย PRTR ที่มีความครอบคลุมและกำหนดบทลงโทษไว้เข้มข้นมากกว่าได้ ประเด็นที่นายภราดรหยิบยกมาเป็นการนำเรื่อง PRTR เข้าไปเป็นเพียงมาตราหนึ่งในการแก้ไขพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเท่านั้น
"ซึ่งเราไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขที่ว่า แต่จำเป็นจะต้องแยกเรื่องการรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม หรือ PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) ออกมา เนื่องจากเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน อย่างเช่น กรมวิชาการเกษตรที่ควบคุมการใช้สารเคมี กระทรวงคมนาคมที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยมลพิษภาคขนส่ง กระทรวงพลังงานที่เกี่ยวข้องกับการขนถ่ายเชื้อเพลิง หรือปั๊มน้ำมันที่อาจจะเกิดการรั่วไหล การระเหยระหว่างขนถ่าย และกระทรวงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการควบคุมปล่อยมลพิษของโรงงาน
"นี่คือเหตุผลที่จำเป็นต้องมีกฎหมาย PRTR เหมือนในต่างประเทศที่เขาให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก ไม่ใช่ไปแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่เดิม แล้วใส่เรื่องนี้เข้าไปแค่หนึ่งมาตรา เพราะเรื่องนี้มีรายละเอียดเยอะ โดยเฉพาะการกำหนดให้ต้องรายงานข้อมูลที่เป็นจริง ซึ่งมีการกำหนดโทษที่ชัดเจนและรุนแรง ถ้ามีการบิดเบือนมีความผิดทางอาญา และถ้าไม่รายงานจะมีการปรับรายวัน ซึ่งเป็นกฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์ ถ้าแค่ไปแก้กฎหมายสิ่งแวดล้อมโทษน้อยมาก คุมประเภทมลพิษได้น้อยมากแค่ 30-40 ตัวเท่านั้น
"แต่กฎหมาย PRTR เราแบ่งบัญชีรายชื่อสารมลพิษไว้ 9 กลุ่ม 108 สาร ในขณะที่ในสหรัฐฯ กำหนด 800 กว่าสาร ญี่ปุ่นก็ 300 กว่า ฉะนั้นสิ่งที่คุณภราดรนำมาอ้างว่ารัฐบาลก็จะมีการแก้ไขกฎหมาย จึงดูย้อนแย้ง และไม่ตรงกับเจตนารมย์ในการผลักดันกฎหมายฉบับนี้" น.ส.เพ็ญโฉม ระบุ
อนึ่ง ในร่างพ.ร.บ. PRTR ได้กำหนดรายชื่อสารมลพิษที่อาจทำให้เกิดอันตรายหรือส่งผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์ สัตว์ พืช ทรัพย์สิน หรือสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงสารมลพิษตามความตกลงระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตาม 9 กลุ่ม ดังนี้
1. เป็นสารก่อมะเร็ง
2. เป็นสารก่อการกลายพันธุ์
3. เป็นสารที่มีพิษต่อระบบสืบพันธุ์
4. เป็นสารที่มีพิษเรื้อรัง
5. เป็นสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้
6. เป็นสารที่เป็นอันตรายต่อระบบนิเวศ
7. เป็นสารที่ทำลายชั้นโอโซน
8. เป็นสารมลพิษอินทรีย์ตกค้างยาวนานในสิ่งแวดล้อม
9. สารอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็นเคมีภัณฑ์หรือสิ่งอื่นใด ที่อาจทำให้เกิดอันตรายแก่ บุคคล สัตว์ พืช ทรัพย์ หรือสิ่งแวดล้อม




