เปรียบเทียบนโยบายแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ของ 2 ตัวเต็งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ระหว่าง ‘ชัชชาติ’ ที่มุ่งใช้มาตรการทางกฎหมายและกลไกภาษีบุกจับปรับผู้ก่อมลพิษจากต้นตอ กับ ‘ชัยวัฒน์’ จากพรรคประชาชน ที่เน้นการใช้เทคโนโลยี ตรวจจับเชิงรุกรายโรงงาน พร้อมลดเกณฑ์ประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ
‘ปัญหา PM 2.5’ ถือเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน ข้อมูลเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 ระบุว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีค่าฝุ่นสูงเกินมาตรฐานใน 37 เขต ทั้งยังติดอันดับที่ 12 ของเมืองที่มีมลพิษทางอากาศมากที่สุดในโลก
สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) ในครั้งนี้ ปัญหาฝุ่นละอองจึงกลายเป็นประเด็นอันดับต้นๆ ที่คนเมืองคาดหวังให้ผู้นำคนใหม่เข้ามาเร่งแก้ไขมากที่สุด สำนักข่าว Next News จึงอยากพาทุกคนไปสำรวจนโยบายของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 2 ตัวเต็งหลัก ได้แก่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ที่ลงสมัครในนามอิสระ และนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ที่ลงสนามแข่งขันในนามของพรรคประชาชน
นโยบายแก้ฝุ่น PM2.5 - ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ นายชัชชาติได้เปิด 251 นโยบาย ครอบคลุม 4 ด้านหลัก ได้แก่ คนอยู่ดี, เมืองน่าอยู่, การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และการวางระบบที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ หากดูในรายละเอียดจะพบว่า นโยบายแก้ฝุ่นของอดีตผู้ว่าฯ ชัชชาติ มีรายละเอียดดังนี้
การจับและปรับต้นตอของผู้ที่ก่อฝุ่น : กทม.จะจัด 'ทีมนักล่าฝุ่น' ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง โดยจะทำหน้าที่จัดการกับต้นตอในช่วงฤดูฝุ่นโดยเฉพาะ และมีอำนาจหน้าที่ประกอบไปด้วย ควบคุมเหตุจากการเผา, การจัดการกิจกรรมเสี่ยงต่อการเกิดฝุ่น, ควบคุมยานพาหนะที่เข้าออกจากไซต์ก่อสร้างและฝุ่นในไซต์ก่อสร้าง ควบคุมโรงงานและสถานประกอบการ รวมถึงคัดกรองและเฝ้าระวังรถควันดำ
พัฒนาสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศขั้นสูง : กทม. จะร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมแห่งประเทศจีน CRAES สภาอุตสาหกรรมฯ และ Lihe Technology พัฒนาสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศขั้นสูง ทั้งนี้ก็เพื่อตรวจวัดฝุ่นและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและองค์ประกอบฝุ่นแบบเรียลไทม์ (Real-time)
เตรียมแผนการจัดการฝุ่นตามฐานอำนาจของร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด และเดินหน้าจัดการฝุ่นภายใน 60 วัน นับตั้งแต่ประกาศใช้ ภายในแผนมีสาระสำคัญ อาทิ
กทม.มีอำนาจในการตรวจสอบและเอาผิดแหล่งกำเนิดฝุ่น, สั่งระงับไซต์ก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน และเอาผิดเจ้าของที่ดินที่ปล่อยให้มีการเผาชีวมวล
นำหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle) มาใช้บริหารจัดการ และนำรายได้กลับไปอุดหนุนการแก้ปัญหาฝุ่น
กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการปล่อยมลพิษในกรุงเทพฯ สำหรับรถบรรทุก 6 ล้อขึ้นไป หากผ่านมาตรฐานสามารถขอลดหย่อนและได้ขึ้นทะเบียนอยู่ในบัญชีสีเขียว
กำหนดพื้นที่ภายในวงแหวนรัชดาภิเษกเป็นเขตควบคุม (ยกเว้นวันหยุด) บังคับใช้ระบบกล้องอ่านป้ายทะเบียนอัจฉริยะ รถยนต์ทั่วไปต้องเสียค่าธรรมเนียม แต่หากขึ้นทะเบียน ‘Green List Plus’ จะได้รับส่วนลดตามมาตรฐานเครื่องยนต์
บังคับให้โรงงานที่อยู่ในเกณฑ์ติดตั้งระบบตรวจวัดมลพิษทางอากาศที่ปล่องระบายแบบต่อเนื่องและจัดเก็บค่าธรรมเนียมตามปริมาณการปล่อยมลพิษจริง
เตรียมยื่นข้อบัญญัติอากาศสะอาดกรุงเทพฯ มุ่งจัดเก็บค่าธรรมเนียมกับผู้ปล่อยมลพิษทุกประเภท ทั้งรถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม และการเผา โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร มาตรา 89 (14) และมาตรา 114
จัดตั้งศูนย์ติดตามการเผาแบบและช่วยเหลือเกษตรกรครบวงจร : โดยศูนย์ดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่ อาทิ ติดตามและแจ้งเตือนจุดความร้อน (Hotspots) แบบเรียลไทม์, การบริหารจัดการเวลาเผา, ระงับไฟอย่างรวดเร็ว, การบังคับใช้กฎหมายเด็ดขาดแก่ผู้ลักลอบเผาป่า, เชื่อมโยงตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าที่ไม่ได้มาจากการเผา เป็นต้น
ขยายมาตรการเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone) : ซึ่งมาตรการดังกล่าวได้จัดทำบัญชีสีเขียว (Green List) ด้วยการกำหนดให้รถบรรทุก 6 ล้อที่ต้องการเข้าพื้นที่กรุงเทพฯ ต้องผ่านการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและไส้กรอง การขยายจะเพิ่มยานพาหนะในบัญชีสีเขียวให้ครอบคลุม พร้อมออกข้อกำหนดพิเศษเพื่อควบคุมกลุ่มรถเครื่องยนต์ที่ปล่อยมลพิษสูง
กทม. จะมีการร่วมมือกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งนี้ก็เพื่อยกระดับความเข้มข้นของมาตรฐานการปล่อยมลพิษของโรงงานในเขตกรุงเทพฯ นอกจากนี้กทม. จะรวบรวมและตั้งห้องปฏิบัติการเฉพาะกิจ (Warroom) ขึ้นมาเพื่อติดตามข้อมูลการปล่อยมลพิษแบบเรียลไทม์
นโยบายแก้ฝุ่น PM2.5 - ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร
ด้านนายชัยวัฒน์ได้เปิด 40 นโยบาย ภายใต้แนวคิด ‘กรุงเทพฯ ง่ายๆ’ ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ การเลี้ยงครอบครัวง่าย, การเดินทางง่าย, การใช้ชีวิตง่าย และการค้าขายง่าย สำหรับนโยบายแก้ฝุ่นในนามของพรรคประชาชนนั้นมีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้
กทม.จะเสนอให้รัฐบาลยกระดับการเป็นเจ้าภาพร่วมกับจังหวัดใกล้เคียง โดยมีจุดประสงค์เพื่อขยายเขตควบคุมมลพิษต่ำ โดยรถบรรทุกที่จะวิ่งเข้าเขตควบคุมมลพิษต่ำจำเป็นต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเพื่อลดการปล่อยฝุ่น PM2.5
เพิ่มมาตรการควบคุมรถบรรทุกและรถควันดำอย่างเข้มงวด โดยจะมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยตรวจจับควันรถที่ปริมาณเกินค่ามาตรฐาน
ปรับลดเกณฑ์ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน กรณีฝุ่น PM2.5 โดยจากเดิมที่เกณฑ์กำหนดไว้ว่า ค่าเฉลี่ยฝุ่น 24 ชั่วโมง ตั้งแต่ 150 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรขึ้นไป ติดต่อกัน 5 วัน ให้ปรับลดลงเหลือเพียง 3 วัน จึงประกาศได้
กทม.จะเพิ่มการใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า Hyperspectral UAV/Drone โดยจะใช้ตรวจจับค่ามลพิษทางอากาศจากโรงงานอุตสาหกรรมระดับรายโรงงาน พร้อมตรวจสอบกับข้อมูลการปล่อยมลพิษทางอากาศที่โรงงานต้องรายงานในระบบตรวจวัดและบันทึกค่ามลพิษทางอากาศจากปล่องโรงงานอุตสาหกรรมแบบอัตโนมัติ
ผลักดันให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กำหนดมาตรการเพิ่มเติมเพื่อควบคุมมลพิษทางอากาศอย่างเข้มงวด โดยให้โรงงานอุตสาหกรรมเปิดเผยข้อมูลมลพิษต่อสาธารณะ
ผลักดันมาตรการสนับสนุนเครื่องจักรกลทางการเกษตร เพื่อจัดการเศษวัสดุเหลือใช้แทนการเผาในจังหวัดเกษตรกรรมรอบปริมณฑล มุ่งเป้าครอบคลุมพื้นที่ 20,000 ไร่ พร้อมเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน
ผลักดันรัฐบาลทำระบบฐานข้อมูลและติดตามเชิงรุก โดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียมตรวจพื้นที่เผาจริงควบคู่การตรวจภาคสนาม เพื่อคาดการณ์การเผาล่วงหน้า พร้อมบูรณาการข้อมูลที่ดินและอายุพืชจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมส่งเสริมการเกษตร และ GISTDA มาจัดทำแผนที่เสี่ยงเผาตามช่วงเวลา
เพิ่มข้อกำหนดบังคับติดตั้งเซนเซอร์วัดค่าฝุ่นและกล้องวงจรปิดในทุกพื้นที่เขตก่อสร้าง
อุดหนุนงบประมาณให้วัดใน กทม. เพื่อปรับปรุงเมรุเผาศพให้มีมาตรฐาน พร้อมกำหนดมาตรการเพื่อลดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ ต้นเหตุของมลพิษทางอากาศ
บังคับใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยสำรวจพื้นที่เสี่ยงไฟไหม้ พร้อมประสานกรมที่ดิน ทำแนวกันไฟ และปรับปรุงที่ดินไม่ให้รกร้าง
อย่างไรก็ดี ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนโยบายแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 จาก 2 ตัวเต็งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่ต่างงัดกลยุทธ์และนำเทคโนโลยีเข้ามาเชือดเฉือนเพื่อซื้อใจคนเมืองหลวง สุดท้ายแล้ว นโยบายของใครจะตอบโจทย์และสามารถคืน ‘อากาศสะอาด’ ให้กับชาวกรุงเทพฯ ได้อย่างยั่งยืน คงต้องรอติดตามกันต่อไป

เทียบนโยบายแก้ฝุ่น PM2.5 ชัยวัฒน์ VS ชัชชาติ




