News Logo
หน้าแรก
กรณีส.ป.ก.ทับซ้อนเขาปู่-เขาย่า ยังไม่ละเมิดสิทธิฯ แนะเร่งใช้ One Map

กรณีส.ป.ก.ทับซ้อนเขาปู่-เขาย่า ยังไม่ละเมิดสิทธิฯ แนะเร่งใช้ One Map

19 มิ.ย. 2569 12:23
ผู้ชม 5 คน

กสม. ชี้กรณีที่ดิน ส.ป.ก.ทับซ้อนที่อุทยานเขาปู่-เขาย่า จ.นครศรีธรรมราช ยังไม่เข้าข่ายละเมิดสิทธิฯ แนะหน่วยงานเร่งปรับปรุงแผนที่ One Map-ผ่อนปรนหลักเกณฑ์ ช่วยชาวสวนยางเข้าถึงสิทธิขอรับการสนับสนุนปลูกยางทดแทน

สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 นางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนผ่านสำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคใต้เมื่อเดือนเมษายน 2568 ระบุว่า ผู้ร้องและประชาชนในตำบลเขาพระทอง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับมรดกในที่ดินจากบรรพบุรุษและเข้าทำประโยชน์ปลูกยางพารา โดยสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ให้ประชาชนซึ่งได้ทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาโดยตลอด และสามารถใช้เอกสาร ส.ป.ก. 4-01 ขอรับการส่งเสริมและสนับสนุนจากการยางแห่งประเทศไทย สาขาร่อนพิบูลย์ ให้มีการปลูกแทน คือ การปลูกยางพันธุ์ดี หรือไม้ยืนต้นชนิดอื่นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจแทนต้นยางเก่าทั้งหมดหรือบางส่วน

เมื่อปี 2566 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชสำรวจแนวเขตอุทยานแห่งชาติเขาปู่ - เขาย่า ปรากฏว่าที่ดินบางส่วนที่ได้รับ ส.ป.ก. 4-01 ทับซ้อนกับเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตอุทยานแห่งชาติ ส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิกถอน ส.ป.ก. 4-01 จากผู้ร้องและประชาชนในตำบลเขาพระทอง อย่างไรก็ตามผู้ร้องและประชาชนยังสามารถเข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวได้ แต่ถูกห้ามบุกรุก แผ้วถาง หรือตัดต้นยางพาราที่เสื่อมสภาพ ทั้งยังไม่สามารถขอรับการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกแทนได้ ทำให้ได้รับความเดือดร้อน จึงขอให้ตรวจสอบ

กสม. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 72 (3) กำหนดให้รัฐจัดให้มีมาตรการกระจายการถือครองที่ดินเพื่อให้ประชาชนมีที่ทำกินอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม และมาตรา 73 กำหนดให้รัฐมีมาตรการหรือกลไกช่วยเหลือเกษตรกรประกอบอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ให้มีที่ทำกินโดยการปฏิรูปที่ดินหรือวิธีอื่น จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงว่าสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช ออกเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ตำบลเขาพระทองโดยชอบด้วยกฎหมาย และประชาชนใช้ที่ดินดังกล่าวทำประโยชน์ปลูกยางพาราต่อเนื่องมาโดยตลอด แม้ต่อมาจะพบว่าที่ดินบางส่วนทับซ้อนกับเขตอุทยานแห่งชาติ แต่สำนักงานปฏิรูปที่ดินฯ ยืนยันว่ายังไม่เพิกถอนเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 ของประชาชน และยังสามารถนำเอกสารดังกล่าวเป็นหลักฐานในการขอรับการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกแทนได้ ในชั้นนี้ จึงยังไม่ปรากฏว่าหน่วยงานของรัฐมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ส่วนประเด็นที่ผู้ร้องและประชาชนไม่สามารถขอรับการส่งเสริมและสนับสนุนจากการยางแห่งประเทศไทย สาขาร่อนพิบูลย์ ให้มีการปลูกแทน ปรากฏว่า การยางแห่งประเทศไทยฯ ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกแทนแก่ประชาชนในพื้นที่ตำบลเขาพระทองตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในระเบียบการยางแห่งประเทศไทยว่าด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกแทน พ.ศ. 2565 ซึ่งกำหนดให้ใช้เฉพาะเอกสารสิทธิที่ดินที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้และการอ้างสิทธิโดยมิชอบ
เมื่อพิจารณาผลการตรวจสอบเอกสารของผู้ร้องและประชาชนที่เกี่ยวข้อง 10 ราย ปรากฏว่าผู้ร้องมีคุณสมบัติครบถ้วนและได้รับอนุมัติแล้ว ส่วนผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนอีก 6 ราย ไม่ได้รับการสนับสนุนเพราะยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกรหรือไม่เคยยื่นขอรับการสนับสนุน ซึ่งมิใช่การปฏิเสธโดยการยางแห่งประเทศไทยฯ แต่อย่างใด สำหรับอีก 3 ราย ที่ขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกรแล้วแต่ไม่มีเอกสารสิทธิที่ดินที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ เป็นผลสืบเนื่องจากสถานการณ์ความทับซ้อนของแนวเขตที่ดิน ซึ่งยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ ในชั้นนี้ จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าการยางแห่งประเทศไทยฯ ละเมิดสิทธิมนุษยชน

อย่างไรก็ดี กสม. มีข้อห่วงกังวลว่า แม้เอกสาร ส.ป.ก. 4-01 ยังไม่ถูกเพิกถอน แต่ข้อจำกัดในทางปฏิบัติที่ห้ามมิให้ประชาชนตัดต้นยางพาราที่หมดสภาพและต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของคณะทำงานระดับจังหวัด ย่อมส่งผลกระทบต่อสิทธิในการประกอบอาชีพและมาตรฐานการครองชีพของประชาชนที่พึ่งพิงสวนยางพาราเป็นรายได้หลักอยู่แล้วในปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้น หากกระบวนการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ (One Map) เพื่อแยกแยะพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินและพื้นที่อนุรักษ์แล้วเสร็จ อาจกระทบต่อสิทธิประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่อาศัยมาก่อนปี 2540 ที่มีสถานะเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม และพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 64 ได้กำหนดกลไกคุ้มครองสิทธิของประชาชนกลุ่มดังกล่าวไว้แล้ว ดังนั้น หากต้องมีการดำเนินการใดที่กระทบต่อสิทธิของประชาชน จะต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง สร้างความเข้าใจแก่ประชาชน และกำหนดมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม

ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ให้ร่วมกับ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กรมอุทยานแห่งชาติฯ และกรมป่าไม้เร่งรัดการจัดทำแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ หรือ One Map มาตราส่วน 1 : 4,000 ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว โดยเปิดให้ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างโปร่งใส โดยคุ้มครองสิทธิประชาชนกลุ่มที่ได้รับ ส.ป.ก. 4-01 มาตั้งแต่ปี 2537 ให้ได้รับสิทธิต่อไป ส่วนกลุ่มชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม (อยู่ก่อนปี 2540) ที่ไม่มีสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 ให้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ส่วนกลุ่มที่เข้าทำประโยชน์หลังประกาศเขตอุทยานฯ ให้ใช้กลไกคุ้มครองตามมาตรา 64 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 เพื่อรับรองสิทธิทำกิน

นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอแนะให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ประชาสัมพันธ์และช่วยเหลือเกษตรกรที่มีคุณสมบัติครบถ้วนแต่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน ให้สามารถเข้าถึงกระบวนการขอรับการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกแทนได้อย่างครบถ้วน พร้อมพิจารณาผ่อนปรนระเบียบเป็นการชั่วคราว สำหรับเกษตรกรที่ ส.ป.ก. 4-01 อยู่ในขั้นตอนตรวจสอบสิทธิ โดยอนุโลมให้ใช้หลักฐานการทำกิน เช่น ใบเสร็จภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) แทนเอกสารสิทธิชั่วคราว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ชาวบ้านสามารถโค่นและปลูกยางทดแทนเพื่อการยังชีพได้

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เร่ง ก.ล.ต. ตรวจสอบ ‘5 ธุรกรรม’ ส่อฟอกเงิน คดี บมจ.ฟินันเซียฯ
เร่ง ก.ล.ต. ตรวจสอบ ‘5 ธุรกรรม’ ส่อฟอกเงิน คดี บมจ.ฟินันเซียฯ