News Logo
หน้าแรก
‘ภัทรพงษ์’ ซัดงบภัยพิบัติ 2570 ล้มเหลว ปล่อยคนไทยจมฝุ่นพิษ

‘ภัทรพงษ์’ ซัดงบภัยพิบัติ 2570 ล้มเหลว ปล่อยคนไทยจมฝุ่นพิษ

30 มิ.ย. 2569 16:17
ผู้ชม 13 คน

‘ภัทรพงษ์’ ชี้งบรัฐด้านภัยพิบัติล้มเหลว เมินแก้แม่น้ำปนเปื้อนสารพิษ-ปลาหมอคางดำ และหั่นงบ PM 2.5 ซ้ำตั้งงบระบบติดตามพื้นที่เผาไหม้ซ้ำซ้อน

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดย นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ได้ร่วมอภิปรายชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการจัดสรรงบประมาณด้านการจัดการภัยพิบัติ โดยระบุว่า รัฐบาลมีการปรับลดงบประมาณแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ทั้งยังไม่มีการตั้งงบประมาณเพื่อจัดการกับการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ และละเลยปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนสารพิษโลหะหนัก ขณะเดียวกันปัญหาด้านการทูตสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนก็ยังคงย่ำแย่และขาดประสิทธิภาพ

นายภัทรพงษ์ระบุว่า ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา รัฐบาลไม่ได้มีการเตรียมงบประมาณสำหรับรองรับปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 เนื่องจากงบประมาณด้านการจัดการฝุ่นถูกตัดลดลง ขณะที่งบประมาณด้านการจัดการไฟป่าขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเคยเสนอขอไปกว่า 1,500 ล้านบาท กลับได้รับการจัดสรรเพียง 340 ล้านบาท ส่งผลให้ท้องถิ่นกว่า 1,000 แห่ง ขาดแคลนงบประมาณในการบูรณาการจัดการไฟป่าร่วมกับชุมชน 

ขณะที่งบประมาณสนับสนุนเกษตรกรเพื่อลดการเผาไร่นา ไร่อ้อย และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กลับได้รับจัดสรรเพียง 261 ล้านบาท ทั้งที่มีพื้นที่เผาไหม้ในภาคการเกษตรสูงถึง 10 ล้านไร่ต่อปี ซึ่งเท่ากับว่ารัฐบาลสนับสนุนงบประมาณเฉลี่ยเพียง 26 บาทต่อไร่เท่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลยังคงค้างจ่ายเงินชดเชยเยียวยาสำหรับการตัดอ้อยสด ซ้ำยังมีการตั้งงบประมาณซ้ำซ้อนอีก 42 ล้านบาท เพื่อจัดทำระบบติดตามพื้นที่เผาไหม้ ทั้งที่ GISTDA หรือสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ดำเนินการอยู่แล้ว

นายภัทรพงษ์ระบุด้วยว่า ไม่เห็นความคืบหน้าของงบประมาณในการจัดการปัญหาฝุ่นในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล สิ่งนี้สะท้อนถึงการจัดสรรงบประมาณที่ขาดระบบและแผนงานรองรับที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเตรียมพร้อมรับมือกับปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญที่คาดว่าจะเริ่มส่งผลกระทบในช่วงปลายปี 2569 ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเผชิญวิกฤตฝุ่น PM 2.5 รุนแรงกว่าทุกปีในช่วงต้นปี 2570 

นายภัทรพงษ์กล่าวต่อไปว่า ในขณะเดียวกัน พื้นที่ภาคใต้และภาคกลางตอนล่างของประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤตการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพิ่งมาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย (ปภ.) เมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยระบุว่า ไม่มีพื้นที่ใดในประเทศไทยที่มีความหนาแน่นของปลาหมอคางดำเกิน 100 ตัวต่อ 100 ตารางเมตร ซึ่งขัดต่อข้อเท็จจริง นอกจากนี้ เมื่อตรวจสอบงบประมาณปี 2569 กลับพบว่าปัญหาที่ส่งผลกระทบวงกว้างขนาดนี้ ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพียง 1.3 ล้านบาทเท่านั้น ขณะที่ร่างงบประมาณปี 2570 กลับไม่มีการตั้งงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหานี้เลยแม้แต่บาทเดียว

นายภัทรพงษ์กล่าวต่อไปว่า วิกฤตที่รุนแรงที่สุดในขณะนี้คือ ปัญหาแม่น้ำเป็นพิษอันเนื่องมาจากการทำเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งถือเป็นประเด็นใหญ่ที่รัฐบาลละเลยและไม่ได้ให้ความสนใจจนปัญหาก่อตัวลุกลามอย่างหนัก อีกทั้งการจัดสรรงบประมาณที่ผ่านมาก็ยังไม่สะท้อนถึงความรุนแรงของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเลยแม้แต่น้อย 

“ปัญหานี้เกิดขึ้นที่น้ำกก น้ำสาย น้ำรวก แล้วก็น้ำโขงในพื้นที่ภาคเหนือ ตอนบนของประเทศไทยที่ไหลจากประเทศเมียนมาเข้ามาในประเทศไทย แล้วก็รับน้ำกก น้ำสาย น้ำรวก เข้าไปสู่ประเทศลาวผ่านน้ำโขง และกลับมาที่ประเทศไทยอีกครั้ง ที่จังหวัดเลยในฝั่งอีสาน แล้วก็น้ำโขงฝั่งอีสานที่มีความเสี่ยงจากเหมืองต้นน้ำในฝั่งลาวที่เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน แล้วไม่ใช่แค่น้ำโขง น้ำสาละวินที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนก็เจอผลกระทบนี้ ลงไปที่ภาคใต้ น้ำกระบุรีที่จังหวัดระนองก็เจอเช่นกัน” นายภัทรพงษ์กล่าว 

ภัทรพงษ์ระบุว่า ที่มาของปัญหาคือเหมืองต้นน้ำที่เป็นพิษ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พร้อมภาพถ่ายทางดาวเทียมระบุชัดเจน ว่าไม่ใช่สารเคมีเกษตร ไม่ใช่สารโลหะหนักที่มีอยู่ในชั้นดินธรรมชาติ และแทบทุกลำน้ำข้างต้นมีสารหนูเกินมาตรฐานหลายเท่า ตะกั่วเกินมาตรฐานความปลอดภัยในแม่น้ำสาย จังหวัดเชียงราย ตรวจพบตะกั่วเกินมาตรฐานในเนื้อปลาที่จังหวัดเลย เจอค่าความขุ่นที่เข้าขั้นรุนแรงวิกฤตในน้ำกระบุรี

ทั้งนี้ กรมควบคุมมลพิษ ซึ่งเป็นกรมที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง แต่กลับของบประมาณเพียง 50 ล้านบาท โดยเป็นงบสำหรับเครื่องตรวจน้ำอัตโนมัติ 7 สถานี สถานีละ 7 ล้านบาท แต่ไม่มีงบประมาณในการบำบัดแม้แต่บาทเดียว ขณะที่การประปาส่วนภูมิภาคได้รับงบประมาณ 2,000 ล้านบาทในการย้ายสถานีผลิตน้ำจากน้ำกกไปเป็นน้ำลาวที่ไม่ปนเปื้อนแทน แม้จะเป็นงบประมาณที่ดีมากแต่ก็จัดการปัญหาได้แค่ที่น้ำกกที่เดียว และยังไม่รวมกับประปาหมู่บ้าน ที่รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เคยไปสัญญากับชาวบ้านว่าดำเนินการให้ แต่ไม่มีแม้กระทั่งคำของบประมาณจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ

ในส่วนของตะกอนดินที่เป็นพิษและมีความอันตรายกว่าน้ำที่เป็นพิษอย่างมาก มาตรฐานสารหนูในตะกอนดินอยู่ที่ 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม แต่ในน้ำกกพุ่งขึ้นถึง 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม หรือมากกว่ามาตรฐาน 5 เท่า น้ำสายน้ำรวกมากกว่า 3 เท่า น้ำสาละวินมากกว่า 6 เท่า น้ำโขงอีสานมากกว่า 2 เท่า และที่หนักที่สุดคือน้ำโขงทางภาคเหนือมากกว่า 30 เท่า กุ้งหอยปูปลาสัตว์หน้าดินที่อาศัยอยู่กับดินเหล่านี้ ประชาชนคนไทยก็กินเข้าไปต่อ

นอกจากนี้ยังตรวจพบสารหนูและแคดเมียมเกินมาตรฐานในกะหล่ำดอก ผักปลอดสารตอนนี้ปนเปื้อนสารพิษจากเหมือง ปลาในจังหวัดเลยมีค่าตะกั่วและสารหนูเกินมาตรฐานปลอดภัย ข้าว 200,000 ไร่ที่ใช้น้ำกก น้ำสาย น้ำรวกในการเพาะปลูกและกำลังรอการออกผลผลิตอยู่ตอนนี้ก็เช่นกัน

“ปัญหาใหญ่ขนาดนี้เราเชื่อว่ามันต้องมีงบประมาณ มาจัดการในการปรับเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร จากพืชที่มันไวต่อสารโลหะหนัก อย่างพวกข้าว พวกพริก เปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นแทนใช่ไหม หน่วยงานก็บอกเองว่า ถ้าดินมีสารหนูเยอะขนาดนี้ ต้องเปลี่ยนแหล่งน้ำ ต้องเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่กินไม่ได้ แต่งบประมาณเป็นอย่างไร มีคำขอจากกระทรวงเกษตรทั้งกระทรวงไปแค่ 45 ล้านบาท ได้เท่าไหร่ครับ ศูนย์ ไม่เห็นงบประมาณในเล่มงบประมาณเหล่านี้เลย” นายภัทรพงษ์กล่าว 

ขณะเดียวกัน ตัวเลขจากกรมศุลกากรในปี 2567 แร่ที่ประเทศไทยนำเข้ามามากที่สุดคือแร่พลวง ที่มีการเพิ่มการนำเข้าเป็นจำนวนมากในปี 2567 อยู่ที่ 40,000 ตัน มูลค่า 2,800 ล้านบาท และเป็นปีเดียวกันกับที่ประชาชนเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงในน้ำและโคลนของแม่น้ำในพื้นที่ อีกทั้งในช่วงปี 2568 มีการนำเข้าแร่พลวงเพิ่มขึ้นเป็นมูลค่าถึง 6,000 ล้านบาท โดยเป็นการนำเข้าจากประเทศเดียวคือเมียนมา 

ภัทรพงษ์กล่าวต่อไปว่า สิ่งสำคัญคือการนำเข้านี้เป็นแค่การนำเข้าในฐานะประเทศทางผ่าน เกินครึ่งถูกส่งต่อไปที่จีน ส่วนหนึ่งส่งกลับไปเมียนมา และอีกส่วนหนึ่งส่งไปที่เวียดนาม ประเทศไทยเป็นแค่ทางผ่านฟอกแร่โดยที่ไม่มีกฎหมายอะไรที่จะไปตรวจตรวจสอบได้ว่าแร่ที่นำเข้ามาทำให้แม่น้ำเป็นพิษหรือไม่ นี่คือแร่พลวงชนิดเดียว ยังไม่ต้องพูดถึงแร่ทองคำและแรร์เอิร์ธที่มีจำนวนเหมืองเพิ่มขึ้นอย่างมากในประเทศเพื่อนบ้าน ใน 5 ปีที่ผ่านมามีจำนวนเหมืองเพิ่มขึ้นถึง 500 เหมือง ซึ่งถ้าไม่มีการบำบัดสารพิษก็จะลงมาที่ประเทศไทยเต็มๆ

อีกประเทศที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือประเทศจีน ซึ่งเคยทำทั้งเหมืองแร่ Rare Earth และแร่พลวง แต่ปัจจุบันยุติทุกกิจกรรมแล้วเพราะมันทำลายสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และชีวิตของประชาชนจีน แต่ก็บังเอิญว่าเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เหมืองในเมียนมาและลาวเพิ่มมากขึ้น และเป็นช่วงเดียวกับที่ประเทศไทยเริ่มนำเข้าแร่มาฟอกแล้วส่งต่อไปจีนมากขึ้น แล้วตรงกับช่วงเวลาที่สารพิษในแม่น้ำประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน

“เราต้องจัดการกับห่วงโซ่ของแร่ในประเทศ ด้วยการออกกฎหมายตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานโดยใช้กฎกระทรวง จาก พ.ร.บ.แร่ ของกระทรวงอุตสาหกรรม และก็ พ.ร.บ.นำเข้าส่งออก ของกระทรวงพาณิชย์ ให้ผู้นำเข้าต้องระบุชัดเจนเลยว่าแร่ที่นำเข้ามามันมาจากเหมืองที่ไหน เพื่อให้เราสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ แล้วก็ให้ระบุลงไปอีก ว่ากิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับแร่ทุกอย่างที่อยู่ในประเทศไทย คุณส่งไปให้บริษัทไหนต่อ ใครเป็นคนแต่งแร่ แล้วสุดท้ายบริษัทอะไรเป็นคนส่งออกไปที่ไหน” นายภัทรพงษ์กล่าว 

ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปคือการจัดการต้นตอ ผ่านการเจรจาระหว่างประเทศ โดยต้องตั้งวาระนี้เป็นการเจรจาพหุภาคีในระดับรัฐมนตรีต่อรัฐมนตรีของ 4 ประเทศเป็นอย่างน้อย คือ เมียนมา ไทย ลาว และจีน เพื่อให้กำหนดมาตรฐานในการตรวจน้ำ การตรวจเหมืองที่ต้นน้ำ มาตรการสนับสนุนการจัดตั้งระบบบำบัดที่เหมืองต้นน้ำ รวมถึงการจัดการห่วงโซ่อุปทานของแร่ในกลุ่มประเทศนี้

ภัทรพงษ์กล่าวต่อไปว่า เล่มงบประมาณนี้ สะท้อนถึงปัญหาการจัดการงบประมาณที่ไม่เป็นระบบ ไม่มีแบบแผน วิกฤตเหล่านี้ไม่ใช่แค่สาธารณภัย แต่มันคือความมั่นคงใหม่ ประเทศไทยไม่มีทางจัดสรรงบประมาณตามความเสี่ยงของภัยและความรุนแรงของภัยได้ ถ้าไม่มีแผนที่พื้นที่เสี่ยง 

ดังนั้น รัฐบาลต้องปฏิรูปการจัดทำงบประมาณใหม่ ไม่เช่นนั้นไม่ว่าจะเป็นเอลนีโญหรือลานีญ่า ประเทศไทยก็จะจัดงบประมาณภัยแล้งน้ำท่วมกันเหมือนเดิม จะยังคงเจอปัญหาฝุ่น PM 2.5 แม่น้ำเป็นพิษ ปลาหมอคางดำ ที่ปัญหารุนแรงแต่งบประมาณไม่เพียงพอ ทั้งยังคงเจอปัญหาการทูตด้านสิ่งแวดล้อมที่ตกต่ำ ไม่จริงจัง และปล่อยให้ประชาชนต้องสูดฝุ่นพิษ น้ำพิษ และสารพิษที่พวกเขาไม่ได้ก่อต่อไป

“ถ้าถามว่างบประมาณปี 2570 นี้รัฐบาลจัดงบช่วยใคร ผมตอบได้เลยว่ารัฐบาลช่วยคนนอกประเทศ ช่วยเจ้าของเหมืองให้รวยโดยไม่ได้คิดถึงคนไทย เจ้าของเงินภาษีที่ต้องอยู่กับสารพิษที่ทำลายชีวิตของพวกเขา” นายภัทรพงษ์กล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปชน. ส่ง ‘เนอส’ ชิงประธานสภา กทม. ชู AI สแกนโครงการ-ไลฟ์สดการประชุมฯ
ปชน. ส่ง ‘เนอส’ ชิงประธานสภา กทม. ชู AI สแกนโครงการ-ไลฟ์สดการประชุมฯ