UN คาดปี 2030 Data Center สำหรับ AI จะกินไฟสูงถึง 3% ของโลก และสิ้นเปลืองน้ำเทียบเท่าความต้องการพื้นฐานของประชากร 1.3 พันล้านคน
กรุงเทพฯ กลายเป็นศูนย์กลาง Data Center ซึ่งปัจจุบันมีกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่กว่า 45 แห่ง ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องความปลอดภัยและมาตรการกำกับดูแล มิติด้านสิ่งแวดล้อมกลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจาก Data Center ที่ต้องเปิดทำงานตลอด 24 ชั่วโมง จำเป็นต้องใช้พลังงานไฟฟ้าและทรัพยากรน้ำในปริมาณมหาศาล
สำนักข่าว Next News ตรวจสอบข้อมูลพบว่า Data Center ขนาดกลางต้องใช้น้ำเพื่อระบายความร้อนสูงถึงประมาณ 110 ล้านแกลลอนต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณการใช้น้ำของ 1,000 ครัวเรือนตลอดทั้งปี ส่วน Data Center ขนาดใหญ่อาจใช้น้ำสูงถึง 5 ล้านแกลลอนต่อวัน หรือราว 1.8 พันล้านแกลลอนต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับการใช้น้ำของเมืองที่มีประชากรมากถึง 10,000 ถึง 50,000 คนเลยทีเดียว
ขณะที่ประเทศศูนย์กลาง Data Center อย่าง ‘สหรัฐอเมริกา’ ซึ่งมีมากถึง 5,426 แห่ง ต้องแบกรับการใช้น้ำในปริมาณมหาศาล โดยข้อมูลปี 2021 ระบุว่า Data Center ในสหรัฐฯ ใช้น้ำรวมกันสูงถึง 449 ล้านแกลลอนต่อวัน หรือราว 1.637 แสนล้านแกลลอนต่อปี
นอกจากนี้ มีการประมาณการว่าการป้อนคำสั่ง AI (Prompt) ของมนุษย์ทุกๆ 100 คำ จะต้องสูญเสียน้ำในกระบวนการระบายความร้อนราว 1 ขวด (หรือประมาณ 519 มิลลิลิตร) แม้ฟังดูเป็นตัวเลขไม่มาก แต่เมื่อผู้ใช้ AI หลายพันล้านคนทั่วโลกส่งคำสั่งผ่านระบบอย่าง ChatGPT ในทุกๆ นาที ปริมาณการใช้น้ำจึงพุ่งสูงมหาศาล เนื่องจากระบบโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ต้องอาศัยการประมวลผลขั้นสูงที่สิ้นเปลืองพลังงาน ทำให้จำเป็นต้องพึ่งพาระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานของสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ แห่งมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ (UNU-INWEH) ในปี 2026 ที่ระบุว่า Data Center กำลังกลายเป็นภัยคุกคามต่อทรัพยากรโลก โดยประเมินว่า Data Center ทั่วโลกใช้ไฟฟ้าสูงถึง 448 เทราวัตต์-ชั่วโมงในการขับเคลื่อนระบบ AI ซึ่งการใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาลนี้สร้างรอยเท้าคาร์บอนสูงถึง 189 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือหากเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ ต้องใช้ต้นไม้ถึง 3.2 พันล้านต้นที่เติบโตเต็มที่เป็นเวลา 10 ปี จึงจะสามารถดูดซับและชดเชยคาร์บอนส่วนนี้ได้หมด
อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าของ AI ใน Data Center พุ่งสูงขึ้นถึง 40% ภายในปี 2030 และถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริงปริมาณการใช้ไฟในอุตสาหกรรม AI จะกลายเป็นสัดส่วน 3% ของปริมาณการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดบนโลก
ในมิติด้านทรัพยากรน้ำ การดำเนินงานของ Data Center เมื่อปีที่ผ่านมา มีการใช้น้ำมหาศาลจนสามารถเติมสระว่ายน้ำโอลิมปิกได้มากถึง 1.8 ล้านสระ ซึ่งปริมาณน้ำดังกล่าวนั้นเพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำขั้นพื้นฐานในครัวเรือนต่อปีของประชากรมากกว่า 600 ล้านคนในภูมิภาคซับซาฮาราของแอฟริกาเลยทีเดียว
นอกจากนี้มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 ปริมาณในการใช้น้ำเพื่อขับเคลื่อนกับงานด้าน AI จะเทียบเท่ากับการใช้น้ำของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคนในภูมิภาคซับซาฮาราของแอฟริกา ขณะเดียวกันยังเป็นความต้องการด้านพลังงานเกือบ 3 เท่าของการใช้พลังงานต่อปีของประเทศปากีสถาน บังกลาเทศ และไนจีเรียรวมกัน
ยิ่งไปกว่านั้น รายงานยังได้ประเมินว่าขยะอิเล็กทรอนิกส์จากฮาร์ดแวร์ AI จะพุ่งสูงถึง 2.5 ล้านเมตริกตันภายในสิ้นทศวรรษนี้ ซึ่งเทียบเท่ากับการทิ้งหอไอเฟล 250 แห่งในทุกๆ ปี และส่วนใหญ่ขยะเหล่านี้จะถูกส่งไปทิ้งยังประเทศที่มีรายได้น้อย
ทั้งนี้ ผู้เขียนรายงานระบุว่า ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ยังคงมอง AI เป็นเพียงระบบซอฟต์แวร์ แต่ในความเป็นจริง AI คือโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ ทั้ง Data Center ระบบผลิตไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน สายส่งไฟฟ้า ชิป พื้นที่ดิน และทรัพยากรน้ำ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในรายงานฉบับนี้เป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งคือผู้ให้บริการต้องมีความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล เช่น การแจ้งเตือนผู้ใช้ว่าการประมวลผลรูปภาพหรือวิดีโอจะส่งผลให้เกิดการใช้พลังงานสูงขึ้นอย่างมหาศาล
ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรกำหนดให้ผู้ให้บริการ AI ให้เปิดเผยผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากผู้ใช้งาน องค์กร และหน่วยงานภาครัฐ ให้ใช้งาน AI อย่างชาญฉลาดและมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การเลือกสร้างข้อความแทนการเจนภาพหรือวิดีโอ การนำผลลัพธ์เดิมกลับมาใช้ซ้ำ ตลอดจนการหลีกเลี่ยงการใช้ AI โดยไม่จำเป็น
อ้างอิง




