News Logo
หน้าแรก
ปฏิบัติการ ‘น้ำเงิน-เขียว’ กินรวบ  ได้เวลาขั้ว ‘อนุรักษ์นิยม’ สยายปีก

ปฏิบัติการ ‘น้ำเงิน-เขียว’ กินรวบ ได้เวลาขั้ว ‘อนุรักษ์นิยม’ สยายปีก

9 ก.พ. 2569 20:34
ผู้ชม 87 คน

นี่คือปฏิบัติการ “น้ำเงิน” จับมือ “เขียว” มาตั้งแต่ต้น ดังที่ "ธรรมนัส" เคยบอกว่าเขากับ "อนุทิน" โทรหากันทุกคืน "มีหนูต้องมีนัส" แยกกันรุก หลีกหลบกันในบางเขต และทุ่มเททุกกลเม็ดให้ตัวเลขบนกระดานที่ออกจากคูหาเป็นไปตามเป้าที่วางไว้ และก็ทำได้สำเร็จตามประสงค์

ผลการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 สะท้อนภาพ “น้ำเงิน” กิน “แดง” ในภาคอีสาน และสยายปีกไปเบียดแทรกในหลายพื้นที่ของภาคต่างๆ อย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ “เขียว” บุกโจมตีภาคเหนือตอนบนและสามารถข้ามกำแพงไปยึดเมืองมาเป็นฐานที่มั่นของ “กล้าธรรม” ได้สำเร็จถึง 15 ที่ ปฏิบัติการภาคเหนือของ "ธรรมนัส พรหมเผ่า" ทำให้เพื่อไทยต้องสูญเสีย “เชียงใหม่” ฐานที่มั่นของ “ทักษิณ” ลงอย่างเบ็ดเสร็จ ทั้งที่แคนดิเดตนายกฯ 2 คน ของพรรคสีแดง ทั้ง "ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์" และ "จุลพัลพันธ์ อมรวิวัฒน์" เป็นคนเชียงใหม่ทั้งคู่ต้องเสียเหลี่ยมอย่างรุนแรง (พรรคส้มเบียดแทรกเข้ายึดเชียงใหม่บางเขตมาก่อนตั้งแต่เลือกตั้งปี 66) แต่ก็ชัดเจนว่าเชียงใหม่ไม่ใช่บ้านใหญ่ของเพื่อไทยอีกต่อไป

ดังนั้น ชัยชนะการเลือกตั้งของภูมิใจไทยมาเป็นอันดับ 1 ด้วยคะแนน 193 ที่นั่ง และกล้าธรรมที่ตีคู่ขนานในฐานะพรรคพันธมิตรอย่างเหนี่ยวแน่นของสีน้ำเงินมาเป็นที่ 4 จึงเป็นสมการการเมืองที่ถูกเตรียมการและวางแผนมาเป็นอย่างดี

นี่คือปฏิบัติการ “น้ำเงิน” จับมือ “เขียว” มาตั้งแต่ต้น ดังที่ "ธรรมนัส" เคยบอกว่าเขากับ "อนุทิน" โทรหากันทุกคืน "มีหนูต้องมีนัส" แยกกันรุก หลีกหลบกันในบางเขต และทุ่มเททุกกลเม็ดให้ตัวเลขบนกระดานที่ออกจากคูหาเป็นไปตามเป้า ในวันปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย เมื่อ 6 ก.พ. ที่ผ่านมา อนุทิน แสดงความมั่นใจต่อหน้ากองเชียร์ ภูมิใจไทยมาไม่น้อยกว่า 150 ที่แน่นอน

นักเลือกตั้งอย่างพวกเขาวางแผนกันอย่างไร ปัจจัยอะไรทำให้ผลการเลือกตั้งจึงเป็นชัยชนะของพรรคสีน้ำเงินเกินความคาดหมาย

หนึ่ง การจัดทัพข้าราชการที่เป็นหน่วยงานกำกับในพื้นที่เป็นกลไกสำคัญ ซึ่งที่ผ่านมารัฐมนตรีมหาดไทยชื่อ "อนุทิน" มีการโยกผู้ว่าฯ เป็นว่าเล่น (ย้ายตั้งแต่สมัยรัฐบาลอุ๊งอิ๊งจนทำให้เพื่อไทยไม่ปลื้ม และเป็นชนวนแตกคอกัน) กลไกนี้ลงลึกไปถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ อสม.ในทุกจังหวัด ดังนั้นการกลับมาคุมกระทรวงมหาดไทยอีกรอบในช่วง 4 เดือนก่อนมีการเลือกตั้ง จึงทำให้สามารถจัดทัพข้าราชการและฝ่ายปกครองรองรับการจัดทำแผนเลือกตั้งได้ถึงระดับหมู่บ้านทุกตำบล

สอง ภูมิใจไทยรู้ตัวดีว่าไม่ใช่พรรคของคนเมือง ไม่มีกระแสตอบรับเมื่อเทียบกับพรรคการเมืองอื่น (พรรคเศรษฐกิจของ พล.อ.รังสียังมีคนพูดถึงมากกว่าด้วยซ้ำ) แต่ “อนุทิน” เล่นการเมืองเป็น จึงเลี่ยงขึ้นเวทีดีเบต ยกเว้นบางเวที พลิกเกมชูทีมเศรษฐกิจ "ศุภจี-เอกนิติ" ออกมาขายความเป็นมืออาชีพ ทั้งเพื่อการลบภาพลักษณ์ด้านลบ และเสริมเป็นจุดแข็งเรียกความเชื่อมั่นการแก้ปัญหาปากท้อง ซึ่งเชื่อว่าคนกาน้ำเงินในรอบนี้จำนวนไม่น้อยเพราะหลงไหลในตัว "ศุภจี"

สาม เราคนไทยถูกปลูกฝังให้รักชาติ พรรคน้ำเงินพลิกฉวยสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา มาสร้างกระแสชาตินิยมให้แปลงเป็นความนิยม วาทกรรม “รักชาติ” จึงกลายเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทรงอิทธิพลต่อโหวตเตอร์ และก็ได้ผล เพราะมันช่างเหมาะเจาะที่คู่แข่งอย่างพรรคส้มกำลังถูกโจมตีประเด็นการด้อยค่าทหาร ทหารมีไว้ทำไม อยู่เป็นระลอกกระแสนี้ปลุกติดและประชาชนจำนวนไม่น้อยคล้อยตาม “วาทกรรมรักชาติ”

สี่ สถานการณ์สอดรับอย่างลงตัวเมื่อพรรคอนุรักษ์นิยมค่ายสีฟ้าอย่างประชาธิปัตย์ที่เพิ่งได้ "อภิสิทธิ์" มาฟื้นฟูพรรค อยู่ในช่วงที่ยังอ่อนแอเกินไปที่จะถูกผลักให้ออกมายืนในฐานะพรรคทางเลือกหลัก ซึ่งจะเห็นได้ว่าคะแนนในกรุงเทพฯ รอบนี้บางเขตคะแนนพรรคภูมิใจไทยสูงมากกว่าประชาธิปัตย์ด้วยซ้ำ อาจด้วยเพราะการกาให้ ปชป.เป็นคะแนนทิ้งน้ำ จึงเลือกให้ใจพรรคสีน้ำเงินมากกว่า

ห้า ตระกูลการเมืองบ้านใหญ่สายสัมพันธ์ผู้ทรงอิทธิพล ถือเป็นสรรพกำลังสำคัญที่ภูมิใจไทยเตรียมการเป็นขั้นเป็นตอนมาตั้งแต่ต้น ซึ่งข้อมูลจาก Rocket Media Lab ระบุว่า “บ้านใหญ่” พาเหรดกันมาอยู่ภายใต้ชายคาสีน้ำเงินมากที่สุดถึง 86 ตระกูล (บ้านใหญ่ในทางการเมืองมีอยู่ 215 ตระกูลทั่วประเทศ) โดยการเลือกตั้งปี 2569 บ้านใหญ่สามารถจูงมือกันเข้าสภาอย่างคึกคัก อย่างเช่น ตระกูลศิลปอาชาที่ยอมทิ้งพรรคชาติไทยพัฒนาที่พ่อสร้างให้มาซบสีน้ำเงิน ตระกูลปริศนานันทกุลจากอ่างทองมากันยกจังหวัด ตระกูลคุณปลื้ม ชลบุรี และสุชาติ ชมกลิ่น ก็ได้เสียงตามเป้า ฯลฯ  

เมื่อบวกกับกล้าธรรมที่มี “ธรรมนัส พรหมเผ่า” เจ้าของพรรคฉายา “แป้ง” ติดตัว ก็มากบารมีบ้านใหญ่ถึง 28 ตระกูล คอยสนับสนุนเป้าหมาย

หก ว่ากันว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีการใช้ "กระสุน" รุนแรงมากที่สุดครั้งหนึ่ง (ไม่มีหลักฐานว่าพรรคไหนใช้เท่าไหร่) แต่กลิ่นอายของ Money Politics โชยแรงกระจายไปในวงกว้างทั่วสารทิศ (กกต.ต้องตรวจสอบดูว่ามีที่ไหนใช้เงินเท่าไหร่) ซึ่งจะจริงหรือไม่ยังไม่มีใครยืนยัน ครั้งนี้มีการลงขันของกลุ่มทุนผูกขาด ทุนเทา เป็น "กลไกความไม่ปกติบางอย่าง" ในเงามืดที่หวังรักษาผลประโยชน์เดิมให้คงไว้ รักษาระบบเดิมที่เป็นโครงสร้างอำนาจอันแข็งแรงของชนชั้นนำไว้ ซึ่งกำลังถูกฝ่ายก้าวหน้าอย่างพรรคสีส้มจ้องกระชากทลายมันลงมาอยู่ทุกวัน

รศ.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการหลักสูตรการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา คณะพัฒนาสังคมและยุทธศาสตร์การบริหาร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) อธิบายปรากฏการณ์จากผลการเลือกตั้งในครั้งนี้กับ Next News ว่า ไม่ว่าการใช้กลไกรัฐ บ้านใหญ่ Money Politics การใช้หัวคะแนนในพื้นที่ กระทั่งการปั่นกระแสชาตินิยมล้วนเป็นปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ภูมิใจไทยและกล้าธรรมได้รับคะแนนสูงมากเป็นพิเศษ

เหตุผลของอาจารย์พิชายก็คือ ก่อนถึงวันเลือกตั้งจริงคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยลดลงด้วยซ้ำ อย่างในกรุงเทพฯ จาก 20 ลดเหลือ 13 ในขณะเดียวกันคะแนนพรรคที่เพิ่มขึ้นหลังการเลือกตั้งใน กทม. ส่วนหนึ่งเทมาจากแฟนๆ ปชป.ในวันก่อนการเลือกตั้ง นั่นแสดงว่ากระแส "รักชาติ" ก็เป็นปัจจัยประกอบที่สำคัญ

 "ผลคะแนนที่ออกมาไม่สอดคล้องกระแสความต้องการของประชาชนโดยรวมทั้งประเทศ ฉะนั้นฉันทานุมัติให้ภูมิไทยเป็นผู้ชนะ โดยกล้าธรรมได้ สส.พรรคทะยานคู่ขนานในท่วงทำนองเดียวกัน จึงอาจตั้งคำถามได้ว่ามีกลไกความไม่ปกติบางอย่างหรือไม่"

รศ.พิชาย ขมวดที่มาของรัฐบาลอนุทินว่า ผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นฉายภาพการเมือง "สองนคราประชาธิปไตย" ที่คนชนบทร่วมกันเทคะแนนตั้งรัฐบาล ซึ่งในอดีตรัฐบาลที่ถูกตั้งมาจากเสียงคนชนบทเหล่านั้นมักจะถูกคนกรุงเทพฯ เป็นคนล้ม ทว่าวันนี้ภูมิใจไทยได้ชัยชนะพร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแน่นอนแล้ว ที่ต้องติดตามต่อไปคือคนกรุงเทพฯ คนหัวเมืองที่ต้องการรัฐบาลมารื้อโครงสร้างจะพอใจการบริหารงานของรัฐบาล "อนุทิน" ที่กำลังสยายปีกได้แค่ไหน และต้องติดตามว่า ทฤษฎีการเมืองสองนคราจากการเลือกตั้งในครั้งนี้ว่าจะลงเอยอย่างไร

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย
เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย