ผลการนับคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการของพื้นที่ กทม. เขต 2 ทำให้ชื่อ “เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์” ถูกพูดถึงมากกว่า สส. กทม. พรรคประชาชนคนอื่นในอีก 32 เขตเลือกตั้ง ด้วยเขาเป็นคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งลงรับสมัครเลือกตั้งครั้งแรก แต่กลับได้คะแนนทิ้งห่างผู้สมัครพรรคคู่แข่งเกินเท่าตัว
ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สส.เขต 2 กรุงเทพมหานคร (ราชเทวี-ปทุมวัน-สาทร) เทคะแนน ให้ เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ จากพรรคประชาชน (ปชน.) อย่างล้นหลามถึง 37,055 คะแนน (นับ 94%) ทั้งๆ ที่ “เสก เสกสิทธิ์” เป็นผู้สมัครป้ายแดงสดๆ ซิงๆ เพิ่งประเดิมสนามการเมืองระดับชาติเป็นครั้งแรก
ในขณะที่คู่แข้งล้วนมี “ดีกรีดอกเตอร์” นำหน้านามกันทุกคน ไม่ว่าจะเป็น ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ พรรคภูมิใจไทย (15,002 คะแนน) ดร.เจษฎา เลิศธนสาร พรรคประชาธิปัตย์ และ ดร.เดวิด มกรพงศ์ พรรคเพื่อไทย
ประสบการณ์การทำงานของ “เสกสิทธิ์” อยู่ในสายงานด้านวิชาการและการเมืองภาคประชาชนเป็นหลัก เคยมีผลงานเขียนบทความวิชาการที่ตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำ เช่น วารสารสังคมศาสตร์ จุฬาฯ และ Thammasat Journal ซึ่งจะเน้นเรื่องพลังของการประท้วงและการเคลื่อนไหวภาคประชาชน
เขาโดดเด่นมากจากบทบาทนักกิจกรรมในฐานะหัวหน้าฝ่ายวิชาการของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม (UFTD) ซึ่งเป็นกลุ่มนักศึกษาที่เคลื่อนไหวทางการเมืองภายใต้แนวคิด “ธรรมศาสตร์จะไม่ทนต่อเผด็จการและการละเมิดสิทธิมนุษยชนทุกรูปแบบ” มีเป้าหมายการต่อสู้เพื่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมในช่วงการเมืองร้อนแรงเวลานั้นถูกเรียกว่า “ม็อบสามนิ้ว” ซึ่งเขาไม่ปรากฏชื่อในฐานะแกนนำตัวเอ้ แต่เพื่อนๆ ร่วมทางบนถนนถูกสลายการชุมนุม และเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก
อีกทั้ง มีแกนนำเยาวชนในการชุมนุมทางการเมืองในเวลานั้นถูกจับกุมดำเนินคดีและถูกจองจำอยู่ในทัณฑสถานจำนวนมากฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 116 โดยปัจจุบันทั้งผู้ที่ได้รับการประกันตัว บ้างก็เดินทางออกนอกประเทศ และแกนนำจำนวนหนึ่งยังถูกจองจำกระทั่งปัจจุบัน
เขาจึงเป็นส่วนหนึ่งในขบวนการเคลื่อนไหวของ “ม็อบเยาวชน” ที่เกิดขึ้นหลายครั้งหลายสถานที่ในช่วงรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างเช่น การชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม “เยาวชนปลดแอก” ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในเดือน ก.ค. 2563 การชุมนุมใหญ่ภายใต้คำขวัญ “ทำหมันระบอบประยุทธ์ ตัดวงจรอุบาทว์ ปลดล็อกประเทศไทยไปด้วยกัน เมื่อ 3 ก.ย. 2564 รวมทั้งในปี 2566 ในช่วงการจัดตั้ง “รัฐบาลพิธา” ที่ถูกพรรคสีแดงหักหลัง “เสกสิทธิ์” คือแกนนำที่เดินทางไปยังที่ทำการพรรคเพื่อไทย เพื่อทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์คัดค้านการจัดตั้ง “รัฐบาลข้ามขั้ว”
นอกจากงานเคลื่อนไหวแล้ว “เสกสิทธิ์” เคยเป็นผู้ช่วยวิจัยในโครงการศึกษาขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองแบบไม่ใช้ความรุนแรงในประเทศไทย ซึ่งได้นำความรู้ด้านนี้ไปเป็นอาจารย์พิเศษบรรยายวิชาพฤติกรรมการเมือง คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒอีกด้วย
ประวัติการศึกษา “เสกสิทธิ์” จบมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ก่อนศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาการเมืองการปกครอง โดยมีวิชาโทด้านสังคมวิทยา-มานุษยวิทยา และสำเร็จการศึกษาด้วย “เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง” ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญของเส้นทางการทำงานการเมืองและนโยบายสาธารณะในเวลาต่อมา
นอกจากนี้ ยังมีบทบาทในฐานะอนุกรรมาธิการศึกษาการปฏิรูประบบราชการตำรวจ ภายใต้คณะกรรมาธิการด้านความมั่นคง และเคยเป็นอาจารย์รับเชิญบรรยายวิชาพฤติกรรมการเมืองในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์ที่เข้มข้นไปด้วยบทบาทนักวิชาการมากกว่าการจะลงสู่สนามการเมือง
ในช่วงการหารณรงค์หาเสียงเลือกตั้งเขาเดินสายไปพบปะประชาชน โดยประกาศจะนำนโยบายของพรรคไปผลักดัน อย่างเช่น การพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนเมือง การปฏิรูปตำรวจ การผลักดันกฎหมายป้องกันและปราบปรามการรัฐประหาร การจัดทำรัฐธรรมนูญโดยประชาชน รวมถึงการยกระดับกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองศิลปะระดับโลก
การปรากฏตัวของ “เสกสิทธิ์” ในสนามเลือกตั้งครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นภาพสะท้อนการเข้ามามีบทบาทของคนรุ่นใหม่ที่เติบโตจากการทำงานด้านวิชาการและการเคลื่อนไหวทางการเมืองภาคประชาชน มากกว่าการเติบโตจากเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นแบบเดิม ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ตัวของ “เสกสิทธิ์” โดดเด่น และได้รับความสนใจจากโหวตเตอร์โดยเฉพาะคน Gen Z

ข้อมูล จาก กกต. ณ เวลา 15:51 น. 9 ก.พ. 69




