การประท้วงให้นับคะแนนใหม่ที่ชลบุรี เขต 1 หลังจากประชาชนไปพบใบนับคะแนนถูกทิ้งอยู่ในถังขยะ และเป็นใบคะแนนที่ "สุชาติ ชมกลิ่น" จากพรรคสีน้ำเงิน แพ้ "วริท" พรรคส้ม คิดเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ว่าจะมีเจ้าหน้าที่ กกต.คนไหนหาญกล้าเสี่ยงทำผิดขนาดนั้น ถ้าไม่มีคนอยู่เบื้องบงการ
"สุชาติ ชมกลิ่น" ผู้สมัคร สส. ชลบุรี เขต 1 จากพรรคภูมิใจไทยออกมาตอบโต้การชุมนุมประท้วงให้นับคะแนนใหม่ในเขตที่ตัวเองชนะเลือกตั้งในทำนองว่า ขี้แพ้ชวนตี มีคนอยู่เบื้องหลัง ถ้านับแล้วเหมือนเดิมใครจะรับผิดชอบ“คะแนนห่างกัน 4,000-5,000 นับใหม่แล้ว คะแนนออกมาเท่าเดิมใครรับผิดชอบ คนที่ปลุกปั่นอยู่ข้างหลังฉาก พวกที่ใส่แมสก์ใส่หมวกใส่แว่นหรือตัวแอบอยู่เบื้องหลังรับผิดชอบไหม”
เหตุการณ์ประท้วงที่ชลบุรี เขต 1 ลุกลามจนแฮทแทค #นับใหม่ทั่วประเทศ ติดเทรนด์อันดับ 1 วันต่อมามีกลุ่มนักศึกษาและประชาชนบุกไปกดดันให้ กกต.นับคะแนนใหม่ รวมถึงพรรคประชาชนที่แพ้การเลือกตั้ง ก็เรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ใน 18 เขตเลือกตั้งด้วยเช่นเดียวกัน
เรื่องอื้อฉาวที่ชลบุรีจึงเริ่มกลายเป็นกระแสลุกลามบานปลาย พรรคการเมือง บุคคลผู้มีชื่อเสียง ประชาชนต่างออกมาเคลื่อนไหวสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียกันว่อนตลอดวัน ล่าสุด "สุชาติ" ออกมาดับร้อนด้วยการทำหนังสือให้ กกต.พิจารณานับคะแนนใหม่ในเขต 1 เพื่อพิสูจน์ความโปร่งใส
จากเหตุเกิดที่ชลบุรี เขต 1 จึงอยากชวนไปย้อนเส้นทางชีวิต "สุชาติ ชมกลิ่น" ในระหว่างที่ กกต.กำลังจะนำเคสความผิดปกติในหน่วยต่างๆ ไปพิจารณาให้คลายข้อสงสัย
"สุชาติ" โตมาจากแรงงานแบกข้าวสารที่ท่าเรือเกาะสีชัง จนทยานขึ้นสู่เก้าอี้เสนาบดี ยกตัวเองขึ้นเป็น "บ้านใหญ่แห่งเมืองชล" “สุชาติ ชมกลิ่น” หรือ “เสี่ยเฮ้ง” เป็นลูกชาวบ้านที่เคยทำงานรับจ้างแบกน้ำตาลแบกข้าวสารที่ท่าเรือเกาะสีชังร่วม 7 ปี กระทั่งผันตัวเองเข้าสู่ถนนการเมืองท้องถิ่น และในที่สุดเขาก็ทยานฝันเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาลเป็นรัฐมนตรีหลายกระทรวง จนปัจจุบันนั่งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในรัฐบาลอนุทิน
“สุชาติ” วัย 52 เกิดที่ชลบุรี เติบโตมาในครอบครัวชนชั้นล่าง พ่อทำงานรับจ้าง แม่ขายขนมครกที่ตลาดหนองมน ด้วยความจนเขาจึงอยากถีบตัวเองออกชะตาที่ไม่ได้เลือก ทำให้วันนี้เขามายืนอยู่ในทำเนียบรัฐบาล
เมื่อครั้งเป็นรัฐมนตรีแรงงานเขาเคยเล่าไว้ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อ 16 ต.ค. 2564 ว่า "ไม่เคยอายเลยครับที่มีพ่อแม่จน ภูมิใจด้วยซ้ำที่เขาเลี้ยงผมจนเติบโตมาได้ขนาดนี้... หลังจากที่ผมได้เล่าเรื่องราวชีวิต ผ่านหน้าเพจเฟชบุ๊กส่วนตัว หลายคนให้ความสนใจ จนผมเองก็ประหลาดใจที่ชีวิตคนธรรมดาๆ อย่างผมสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้พี่น้องหลายๆ คน ซึ่งอาจจะมีต้นทุนชีวิตไม่สูงเหมือนผมได้มีกำลังใจที่จะสู้ต่อ...."
จุดเปลี่ยนทางการเมืองครั้งสำคัญเกิดขึ้นหลังจากเขาได้ไปทำงานใกล้ชิด “กำนันเป๊าะ” สมชาย คุณปลื้ม อดีตผู้มีอิทธิพลทางการเมืองในชลบุรี โดยได้โอกาสไปเป็นพนักงานขายบ้านในโครงการหมู่บ้านแคลิฟอร์เนียของ “สนธยา คุณปลื้ม" จากนั้นได้ผันตัวออกมาทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง และหันมาจับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นของตนเอง
กระทั่งในปี 2554 เริ่มถีบตัวเองเข้าสู่การเมืองระดับชาติในนามพรรคพลังชล จ.ชลบุรี ต่อมาในการเลือกตั้งปี 2562 ย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ และได้รับเลือกตั้งเป็น สส. จากนั้นได้ขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะหัวหน้าพรรคขณะนั้นให้การสนับสนุน โดยที่เจ้าตัวบอกว่าเก้าอี้นี้ได้มาเพราะความสามารถ
การตัดสินใจเดินออกจากบ้านใหญ่แห่งเมืองชลของเขา เพราะเริ่มไม่ลงรอยกับ "สนธยา" ..."คล้ายกับเวลาหมาเห่า ถ้าไม่สร้างปัญหาร้ายอะไร เราก็ไม่ควรไปดุ เพราะหมาก็ทำตามสัญชาตญาณของหมา แต่คราวนี้ต่างไป เพราะผมเริ่มรู้สึกว่าหมาเริ่มก้าวร้าว ทั้งที่อุ้มชูมายาวนาน" สนธยา ให้เหตุผลไว้ทำนองนี้ ซึ่งปมความขัดแย้งมาจากบารมีของสุชาติที่เริ่มโดดเด่นมากขึ้นทุกวัน
ในที่สุดก็ต่างคนต่างเดิน เขาย้ายเข้าสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ และได้เป็น สส. แบบบัญชีรายชื่อ และในปี 2567 ก็ได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก่อนขยับมานั่งรองนายกรัฐมนตรี พร้อมควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในรัฐบาลปัจจุบัน
ในการเลือกตั้ง 8 ก.พ. “สุชาติ” ตัดสินใจลง สส.เขต ในบ้านตัวเอง เพื่อประกาศศักดาว่า บ้านใหญ่ที่ไหลมาอยู่ภายใต้ชายคาพรรคสีน้ำเงิน คือบ้านใหญ่ตัวจริงแห่งเมืองน้ำเค็ม
เส้นทางชีวิตที่ดูน่าสนใจ ไต่เต้าจากศูนย์ขึ้นมาประสบความสำเร็จเป็นรัฐมนตรีได้ ย่อมไม่ธรรมดา และไม่ธรรมดาจริงๆ เขาถูกกล่าวหาช่วงเป็นรัฐมนตรีแรงงานว่า มีเอี่ยวการส่งแรงงานไปฟินแลนด์ โดยเดือน ม.ค. 2567 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดแถลงกล่าวหาอดีตรัฐมนตรี 2 คน และข้าราชการระดับสูงในกระทรวงแรงงาน มีความผิดฐานหักหัวคิวแรงงานไทยที่ไปเก็บเบอร์รีป่าที่ฟินแลนด์ ระหว่างปี 2563-2566 มีตัวเลขปริศนา 36 ล้านบาท ให้ชวนสงสัยว่าเข้ากระเป๋าใคร
"สุชาติ" มองว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง จึงฟ้องกลับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ต่อมาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล "สหัสวัต คุ้มคง" สส.พรรคประชาชน ก็นำหลักฐานสำนวนการสอบสวนของตำรวจฟินแลนด์และดีเอสไอมาเปิดในสภาฯ ว่าด้วยเงินสด 3 ล้านบาท กับกล่องผลไม้ Biokia
กลุ่มประกันสังคมก้าวหน้าออกมาเปิดข้อมูลด้วยว่า ช่วง "สุชาติ" อยู่กระทรวงแรงงานซึ่งกำกับดูแลสำนักงานประกันสังคม มีการอนุมัติซื้อตึก SKYY9 Centre ในราคา 7,000 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ราคาจริงแค่ 3,000 ล้าน แปลว่าใครได้ตังส์ทอนหรือไม่
ยังไม่จบแค่นั้นช่วงก่อนการเลือกตั้งที่ผ่านมา "สหัสวัต คุ้มคง" และ "รักชนก ศรีนอก" จากพรรคส้มยังได้เปิดข้อมูลการซื้อที่ซื้อที่ดินขนาด 5 ไร่ 1 งาน 3 ตารางวา ของสำนักงานประกันสังคม ในซอย ต.เสม็ด อ.เมืองชลบุรี ในราคา 84.5 ล้านบาท ด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง ขณะที่ราคาประเมินของกรมธนารักษ์อยู่ที่ 23.4-24 ล้านบาท...การไปซื้อที่ในชลบุรีของสำนักงานประกันสังคม ชวนให้เกิดข้อน่าสงสัยตามมา
เส้นทางคนงานรับจ้างแบกน้ำตาลแบกข้าวสาร เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว กับท่าทีประกาศกร้าวท้าชนกับคนที่ออกมากล่าวหาอย่างดุเดือดว่า จะไม่ยอมทนอีกต่อไป คำอธิบายการประท้วงการนับคะแนนชลบุรีเขต 1 อันอื้อฉาวในทำนองขี้แพ้ชวนตี แต่แรงกระเพื่อมการโกงเลือกตั้ง 69 ได้ขยายเข้าหูคนทั่วประเทศ เรื่องราวในอดีตและปัจจุบันที่เป็นอยู่นั่นเอง...อย่าแปลกใจเลยที่ใครๆ ก็โฟกัสมากเป็นพิเศษมาที่ "สุชาติ ชมกลิ่น"




