ดัชนีคอร์รัปชันไทยปี 2568 เหลือ 33 จาก 100 คะแนน รั้งอันดับ 116 จาก 182 ประเทศทั่วโลก
นายกฯ ยอมรับคะแนนอยู่ในระดับต่ำ เร่งสั่งทบทวนกฎหมายและขั้นตอนอนุมัติอนุญาต หวังกู้ความเชื่อมั่นนักลงทุนและภาพลักษณ์ประเทศ
ณ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เผยถึงกรณีองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International: TI) ประกาศดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) ปี 2568 หรือ CPI 2025 โดยประเทศไทยได้ 33 คะแนนจาก 100 คะแนน อยู่อันดับ 116 จาก 182 ประเทศทั่วโลก ลดลง 1 คะแนนจากปี 2567 ที่ได้ 34 คะแนน ว่า คะแนนดังกล่าวถือว่าค่อนข้างต่ำ และอาจถูกตีความว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการทุจริตสูงและมีความโปร่งใสต่ำ
นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อประเด็นดังกล่าว ภายหลังได้รับทราบรายงานได้เชิญเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) มาสอบถามถึงเหตุผล ข้อสรุป และขอคำยืนยันเกี่ยวกับการประเมินของ TI ต่อประเทศไทย
"การได้ 33 คะแนนจาก 100 คะแนน อยู่ในลำดับ 116 ของโลก จากทั้งหมด 182 ประเทศ ถือว่าอยู่ในครึ่งหลัง ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ดี เมื่อได้รับทราบผลการจัดลำดับและการประเมิน จึงได้เชิญเลขาธิการ ป.ป.ท. มาหารือเมื่อวานนี้ และได้รับทราบว่ายังมีวิธีการที่จะปรับปรุงแก้ไขได้" นายอนุทินกล่าว
อนุทินกล่าวว่า ไม่ต้องการให้เรื่องดังกล่าวเป็นอุปสรรคที่ทำให้ชาวต่างชาติมองประเทศไทยในแง่ลบ จึงได้ให้ข้อสั่งการในฐานะรัฐบาลเดิมแก่เลขาธิการ ป.ป.ท. และนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ให้เร่งเตรียมการปรับปรุงวิธีการ แก้ไขกฎหมาย ขั้นตอน และระเบียบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบกฎหมาย ระเบียบ กฎกระทรวง พระราชกำหนด หรือแม้กระทั่งการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง หรือการตรากฎหมายขึ้นใหม่ เพื่อทำให้การปราบปรามและต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชั่นในประเทศมีประสิทธิภาพสูงสุด
"การทุจริตคอร์รัปชั่นไม่ใช่เพียงเรื่องการให้เงินเพื่อซื้อความสะดวกเท่านั้น แต่ต้องปฏิรูปในเรื่องการอนุมัติอนุญาต ซึ่งเป็นสาระสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน นักธุรกิจ และผู้ประกอบการ รวมถึงเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทย จะต้องเร่งให้พระราชบัญญัติหรือกฎหมายอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง และต้องมีการมอบหมายหน่วยงานให้รับผิดชอบเรื่องนี้โดยเฉพาะ" นายอนุทินกล่าว
อนุทินระบุว่า รัฐบาลยังสามารถให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ป.ป.ท. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ร่วมหารือและหาวิธีทำให้กระบวนการต่างๆ มีความโปร่งใสมากที่สุด ตลอดจนหน่วยงานที่ต้องบังคับใช้กฎหมาย ต้องดำเนินการกับผู้ที่มีพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชั่น ฉ้อราษฎร์บังหลวง หรือกระทำเกินขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างเด็ดขาด
"หากกฎหมายที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอ ก็พร้อมที่จะแก้ไขกฎหมาย โดยตั้งความหวังว่ารัฐบาลชุดต่อไปหลังจากนี้น่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ การออกกฎหมายต่าง ๆ ต้องได้รับการรับรองจากวุฒิสภาด้วย แต่ในส่วนของรัฐบาลมีความมั่นใจว่า หากมีการตราหรือแก้ไขกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ที่ต้องใช้การรับรองจากรัฐสภา ก็เชื่อว่าสมาชิกรัฐสภาน่าจะให้การสนับสนุนการดำเนินการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่น และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่มีเจตนารมณ์สุจริตในการประกอบอาชีพหรือทำธุรกรรมต่างๆ ในประเทศไทยให้ได้รับความสะดวกมากที่สุด" นายอนุทินกล่าว
อนุทินกล่าวว่า "ผมก็มีความไม่สบายใจเกี่ยวกับค่าคะแนนCPI ที่ถือว่าเป็นเครื่องมือสะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศนั้นๆ 33 คะแนน ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ต่ำ จาก 100 คะแนน เรียกง่ายๆว่า ถ้าเทียบกับ 100 คะแนนก็คือสอบตก เพราะฉะนั้นเราจึงต้องเร่งดำเนินการในทุกวิถีทาง โดยใช้มูลเหตุนี้ผลักดันให้มีการสังคายนา หรือปฏิรูปวิธีการต่อสู้กับปัญหาทุจริตของประเทศไทยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยใช้สถานการณ์ในปัจจุบันและเชื่อว่ารัฐบาลชุดต่อไป ต้องนำเรื่องนี้ไปดำเนินการต่อ เพราะถือว่าเป็นปัญหาสำคัญของชาติ เป็นปัญหาที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของชาติ ทำให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมาอีกมากมาย ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ สังคม ปัญหาของความน่าเชื่อถือ และเม็ดเงินลงทุนที่จะเข้ามาในประเทศไทย"




