สภาลมหายใจกรุงเทพฯ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งแก้ฝุ่นพิษในกรุงเทพฯ แนะคนกรุงเข้าใจที่มาแหล่งกำเนิด PM2.5 อย่ามัวโทษคนอื่นเป็นต้นเหตุ
สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือฝุ่น PM2.5 ที่บุกมาทำร้ายสุขภาพของคนกรุงเทพฯ และภาคอื่นๆ ของประเทศในทุกๆ ปี ถูกกำหนดเป็น "วาระแห่งชาติ" ด้านสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่ปี 2566 แต่ขนาดของปัญหายังไม่ลดลงอย่างเป็นรูปธรรม คำถามจึงมีว่า สาเหตุมาจากปัจจัยใดกันแน่ ทำไมไม่มีหน่วยงานไหนคิดจะแก้ไข และมลพิษขนาดจิ๋วที่ร้ายแรงนี้มีโอกาสจะลดลงหรือไม่
แหล่งกำเนิดหลักของฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล ทาง "ทีดีอาร์ไอ" หรือสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย อธิบายผ่านบทความวิชาการไว้ว่า มาจาก 4 ปัจจัย คือ
1. ปรากฎการณ์อุณหภูมิผกผัน (Temperature Inversion) คือ การระบายอากาศในเมืองอยู่ในอัตราต่ำกว่าปกติ ทำให้ชั้นอากาศเป็นฝาครอบกักอากาศที่ผิวพื้นไว้ ทำให้หมอกควันไม่เคลื่อนตัว และสะสมอยู่ใกล้พื้น (ลักษณะเหมือนฝาชีครอบ)
2. ปัญหาจราจรใน กทม. โดยเฉพาะจากพาหนะที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลที่มีกระบวนการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ เกิดเขม่าและฝุ่นควันมาก ซึ่งจากข้อมูลกรมการขนส่งทางบก (ธ.ค. 2566) พบว่า มียานพาหนะที่เป็นเครื่องยนต์ดีเซลในเขต กทม. มากถึง 3.28 ล้านคัน คิดเป็น 27.37% ของจำนวนยานพาหนะทั้งหมด
3. การผลิตไฟฟ้าจากการใช้พลังงานฟอสซิลยังมีสัดส่วนที่มาก ขณะที่สัดส่วนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนยังมีแค่ประมาณ 18% ของการผลิตพลังงานทั้งหมด
4. โรงงานกระจุกตัวในเขต กทม.และปริมณฑลเป็นส่วนใหญ่ โดยโรงงานทั่วประเทศมี 72,699 แห่ง อยู่ในพื้นที่สมุทรปราการ 7,004 แห่ง คิดเป็น 9.6% สมุทรสาคร 6,628 แห่ง คิดเป็น 9.1% กทม. 5,979 แห่ง คิดเป็น 8.2% ชลบุรี 5,106 แห่ง คิดเป็น 7.0% และปทุมธานี 3,460 แห่ง คิดเป็น 4.8%
ในแง่นโยบายการแก้ไขปัญหาของหน่วยงานภาครัฐช่วงที่ผ่านมาได้ออกมาตรการการป้องกันและแผนรับมือมาอย่างต่อเนื่อง แต่มลพิษอากาศจากฝุ่นขนาดจิ๋วก็ยังคงมีรุนแรงในทุกๆ ปี วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพมหานคร อธิบายกับ Next News ว่า มาตรการการแก้ปัญหาของหน่วยงานภาครัฐที่ผ่านมาที่ไม่ประความสำเร็จเนื่องจากเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งภาครัฐมีข้อจำกัด มีหลายหน่วยงานรับผิดชอบ และการผลักดันพ.ร.บ.ออากาศสะอาดก็ยังไม่ผ่านสภา ดังนั้น จะต้องจัดการเชิงโครงสร้าง เช่น ถ้าไม่เผาจะแก้อย่างไรให้เกษตรกรร่วมมือโดยไม่ต้องเผา
หากจะโฟกัสเฉพาะ กทม. ในฐานะสภาลมหายใจกรุงเทพฯ มีบทบาทขับเคลื่อนปัญหา PM2.5 ในฐานะภาคประชาชน ต้องการให้คนกรุงเทพฯ เข้าใจสาเหตุและแหล่งที่มาของฝุ่น โดยที่ไม่ชี้นิ้วโทษคนอื่น และหันมามองที่ตัวเองว่าทุกคนก็มีส่วนในการสร้างปัญหาด้วย
วีระศักดิ์ อธิบายว่า เมื่อเข้าฤดูฝุ่นๆ จะมาจากลม 3 ทิศทาง ทิศแรกมาจากลมตะวันออกเหนือในช่วงปีใหม่ พอปลายเดือน ม.ค.หรือเริ่มเข้า ก.พ.ลมจะมาจากอ่าวไทยช่วงสั้นๆ ก่อนพัดออกไปยังพระนครศรีอยุธยา และนครสวรรค์ และลมตะวันตกเฉียงใต้ที่มาจากสมุทรสาคร ราชบุรี เข้า กทม.และพัดออกไปนครนายก
"คนที่อยู่กรุงเทพฯ คือคนที่ผลิตฝุ่นจากการคมนาคมมาจากการใช้รถยนต์ (สันดาป) โดยเฉพาะรถยนต์ดีเซล และยังรับฝุ่นจากอีก 2 ทิศ อย่างฝุ่นที่มาจากอ่าวไทยคือ ฝุ่นที่เกิดจากการเผาในกัมพูชาและไปลอยวนอยู่ในอ่าวไทย ซึ่งช่วงเวลานั้นชาวประมงก็เจอ PM2.5 ด้วยเช่นกัน
"ในเดือน ก.พ.ลมที่พัดจากอ่าวไทยเป็นลมทิศใต้ที่วิ่งเข้ากรุงเทพฯ แต่จะมาแบบจางๆ เพราะไปอ้อมอ่าวไทยมาแล้ว เมื่อเข้าใจแบบนี้ก็อย่าไปด่าว่าฝุ่น PM2.5 มาจากภาคเหนือ เพราะไม่มีฝุ่นควันจากภาคเหนือลงมายังกรุงเทพฯ ถ้าเข้าใจเรื่องนี้ก็ไม่ต้องไปโทษใคร แต่คำถามคือ กรุงเทพฯ จะมีมาตรการลดการใช้ยานพาหนะลงได้อย่างไรนี่คือปัญหาจากภาคคมนาคม"
วีระศักดิ์ อธิบายอีกว่า ต่อไปคือภาคเกษตรจะมีมาตรการลดการเผาได้อย่างไร มีนโยบายอะไรช่วยเหลือเกษตรกรไม่ให้เผา เช่น การจัดการฟางหรือใช้ประโยชน์จากฟางจะทำอย่างไรให้เกษตรกรพึงพอใจ มีเงินอุดหนุนระดับไหน เพราะเราอุดหนุนโรงไฟฟ้า ในขณะที่ไม่อุดหนุนโรงปูน ไร่อ้อยก็มีการอุดหนุน แต่ทำไมยังเผา" วีระศักดิ์ ระบุ
นอกจากมีความเข้าใจและไม่โทษคนอื่นแล้ว เขาเสนอด้วยว่า จะต้องมีความร่วมมือรเะหว่างพื้นที่แหล่งกำเนิด จะอ้างไม่มีเครื่องมือไม่ได้ อย่างเช่น ผู้ว่าฯ กทม. เคยบอกว่าไม่มีอำนาจจัดการกับการเผาพื้นที่นอกกรุงเทพฯ ซึ่งทางสภาลมหายใจกรุงเทพฯ ได้เสนอแนะให้ไปหารือกับผู้ว่าฯ ที่เป็นแหล่งมลพิษเข้ามาในกรุงเทพฯ และต่อมาผู้ว่าฯ กทม.ได้ผู้ว่าฯ นครนายกมาหารือ
เมื่อ 12 ม.ค. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ร่วมประชุมกับ ชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าฯ นครนายก และตัวแทนภาคเอกชน เช่น ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) มูลนิธินวัตกรรมทางสังคม และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ)
ชัชชาติ บอกว่า ก่อนหน้านี้มีการเผาในพื้นที่ กทม. ประมาณ 6,000 ไร่ แต่ในปี 2568 มีการเผาเป็น 0 ไร่ เท่ากับ กทม.ควบคุมการเผานาได้ 100% ยังเหลือการเผาในจังหวัดปริมณฑลและพื้นที่รอบนอก 6 จังหวัด ได้แก่ ปทุมธานี นครนายก ปราจีนบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และสระแก้ว
"การเชิญผู้ว่าฯ นครนายกมาหารือ เนื่องจากมีพื้นที่นาที่มีตอซังข้าวสูงและเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ทำให้กำจัดตอซังข้าวได้ยาก หากจุดนี้มีการเผา กรุงเทพฯ จะได้รับผลกระทบจนค่าฝุ่นพุ่งสูงเป็นสีแดง" ชัชชาติ ระบุ
การประชุมครั้งนี้ได้ข้อสรุป คือ 1. เดินหน้าหามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย ทั้งการใช้จุลินทรีย์และเครื่องจักร 2. ประสานงานกับ จ.นครนายก อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศปิด และจะขยายผลแนวทางนี้กับอีก 5 จังหวัดที่เหลือ
แม้ผู้ว่าฯ กทม.จะแสวงความร่วมมือจากจังหวัดรอบนอก แต่ช่วงปลายเดือน ม.ค. กลับมีการเผาที่นาใน จ.นครนายก ครั้งใหญ่จนฝุ่นควันทะลักเข้ากรุงเทพฯ จนค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน ทางสภาลมหายใจกรุงเทพฯ จึงได้ดาวเทียมสำรวจพื้นที่ และออกแถลงการณ์ว่า พบการเผาพื้นที่นาข้าวผิดปกติใน จ.นครนายก กว่า 13,000 ไร่ โดยเผาพร้อมกันหลายจุด
"เมื่อมีการเผาที่นครนายก ลมตะวันออกเฉียงเหนือก็พัดฝุ่นควัน PM2.5 เข้าสู่กรุงเทพฯ ตะวันออก และปริมณฑลโดยตรง จากนั้นก็แนะนำให้ผู้ว่าฯ กทม. ไปลงพื้นที่และคุยกับผู้ว่าฯ นครนายก จากนั้นฝุ่นก็สงบลง"
ข้อมูลทีดีอาร์ไอ ระบุว่า พื้นที่เผาวัสดุการเกษตรมากที่สุดคือ พื้นที่นาข้าว 21.74% ไร่ข้าวโพด 6.05% พื้นที่เกษตรอื่นๆ 2.83% และไร่อ้อย 1.71%
กรุงเทพฯ มีโรงงาน 5,979 แห่ง
ขณะที่ แหล่งกำเนิดฝุ่นควันจากภาคอุตสาหกรรม วีระศักดิ์ ระบุว่า ฝุ่นจากปล่องควันมีปล่อยไม่เกินมาตรฐาน เนื่องจากมีมาตรการควบคุม แต่คำถามคือมีจำนวนโรงงานมากเกินไปหรือไม่ จึงทำให้การระบายอากาศไม่โฟลว์
อย่างไรก็ดี ข้อมูลทีดีอาร์ไอเพื่อขยายความเข้าใจในประเด็นนี้เพิ่มเติมว่า แม้ไม่มีการรายงานตัวเลขสัดส่วนฝุ่น PM2.5 จากโรงงานอย่างชัดเจน แต่ เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ เคยประมาณการไว้ว่า PM2.5 จากภาคอุตสาหกรรมอาจสูงถึง 40,000 ตันต่อปี ในขณะที่ PM10 ก็อาจสูงถึง 70,000 ตันต่อปี
นอกจากนี้ จากข้อมูลกรมโรงงานอุตสาหกรรม พบว่า จำนวนโรงงานที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการ ณ สิ้นปี 2566 จากโรงงาน 72,699 แห่งทั่วประเทศ กระจุกตัวอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นส่วนใหญ่ แบ่งเป็น สมุทรปราการ 7,004 แห่ง (9.6%) สมุทรสาคร 6,628 แห่ง (9.1%) กรุงเทพฯ 5,979 แห่ง (8.2%) ชลบุรี 5,106 แห่ง (7.0%) และ ปทุมธานี 3,460 แห่ง (4.8%)
แม้จะมีการกำหนดมาตรฐานการปล่อยมลพิษของโรงงานประเภทต่างๆ หรือที่เรียกว่า มาตรฐานแหล่งกำเนิด หรือ ปากปล่อง (emission standards) แต่รัฐยังขาดการบังคับใช้กฎหมายด้านมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อม (ambient standards)
สำหรับฝุ่นควันข้ามแดนมีทั้งจากการเผาในกัมพูชา ลาว และเมียนมา จากฝั่งเมียนมาฝุ่นส่วนใหญ่ลมจะพัดไปทางทิศเหนือ ซึ่งจะไปซ้ำเติมปริมาณฝุ่นที่เกิดจากการเผาในพื้นที่ภาคเหนือให้ปัญหาหนักขึ้น จากข้อมูลทีดีอาร์ไอ ระบุว่า แหล่งมลพิษข้ามแดนจากเมียนมา ลาว และกัมพูชา เรียกว่า airshed มีลักษณะคล้ายกับพื้นที่ลุ่มน้ำ หรือ rivershed ซึ่งเกิดจากการเผาพื้นที่นา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อย โดยเฉพาะการเผาพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในเมียนมา ที่ไทยนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงปริมาณมากขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2562 รวมถึงมีการเผาป่าเพื่อลักลอบปลูกมันสำปะหลังของลาว
สภาพปัญหาในภาพรวม วีระศักดิ์ ระบุว่า มลพิษจาก PM2.5 มีสาเหตุและที่มาของปัญหา จึงไม่ควรไปโทษภาคเกษตร เพราะเกษตรกรจะบอกว่า เขาเผาแค่ปีละครั้ง แต่คนกรุงเทพฯ ปล่อยมลพิษจากรถยนต์ตลอดทั้งปี
ฝุ่น PM2.5 ใน กทม.มาจากรถดีเซล 3.28 ล้านคัน
บทความทีดีอาร์ไอ ระบุว่า นอกจากสาเหตุหลักฝุ่น PM2.5 ในกทม.มาจากปรากฎการณ์อุณหภูมิผกผัน (Temperature Inversion) ที่มักเกิดในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. จนทำให้ค่า PM2.5 พุ่งสูงขึ้นแล้ว อีกแหล่งกำเนิดสำคัญมาจากการขนส่งบนท้องถนนและปัญหาจราจรเป็นหลัก โดยข้อมูลกรมการขนส่งทางบก (ธ.ค. 2566) พบว่า จากยานพาหนะทั้งหมด 11.99 ล้านคันในเขต กทม. เป็นเครื่องยนต์ดีเซลมากถึง 3.28 ล้านคัน หรือคิดเป็น 27.37%
นอกจากนี้ ยานพาหนะทุกเครื่องยนต์ที่อายุ 11 – 20 ปีมีอยู่ 3.16 ล้านคัน หรือคิดเป็น 26.4% และอายุมากกว่า 20 ปีมีอยู่ 989,476 คัน หรือคิดเป็น 8.3%
อีกแหล่งกำเนิดหลักของฝุ่นใน กทม. คือ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิล แม้รัฐจะสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนในการผลิตไฟฟ้า (พลังงานชีวมวล 30% พลังงานแสงอาทิตย์ 25% ของพลังงานทดแทนที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าปี 2565) แต่ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา สัดส่วนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนอยู่ที่ประมาณ 18% ต่อพลังงานทั้งหมด
ทั้งนี้ หนึ่งในมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ของ กทม. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2569 แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาแผนจัดการอากาศสะอาดกรุงเทพมหานคร โดยมี พรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. ทำหน้าที่ประธานกรรมการ
คณะกรรมการชุดนี้มีกรรมการที่ปรึกษา ประกอบด้วย วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพมหานคร วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เจน ชาญณรงค์ สภาลมหายใจกรุงเทพมหานคร และมีกรรมการมาจากตัวแทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง
คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้ 1.ให้คำปรึกษา คำแนะนำ ต่อการดำเนินโครงการการพัฒนานโยบายและมาตรการแผนระยะสั้นเพื่อจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 และแผนจัดการอากาศสะอาดระยะยาว กทม. 2. ให้ควานเห็น ข้อเสนอแนะต่อแผนเฉพาะกิจระยะสั้นเพื่อจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 และและแผนจัดการอากาศสะอาดระยะยาว กทม.
3. เสนอแผนเฉพาะกิจระยะสั้นเพื่อจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 และแผนจัดการอากาศสะอาดระยะยาว กทม. ต่อผู้ว่าฯ กทม. 4. ประสานเพื่อให้เกิดความร่วมมือของผู้เกี่ยวข้องในการดำเนินงานเพื่ออากาศสะอาดในกรุงเทพฯและ 5. ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ผู้ว่าฯ กทม. มอบหมาย
ที่มา:
• 19 ก.พ. 2569 สัมภาษณ์ วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ - Next News
• 21 มี.ค. 2567 บทความ "ปัญหามลพิษจากฝุ่น PM2.5 แนวทางการป้องกันและลดการเผาในที่โล่งและร่างงบประมาณ พ.ศ. 2567" - ทีดีอาร์ไอ




