จากรถเก็บขยะที่หยุดวิ่ง สู่ระบบสาธารณสุขที่สั่นคลอน วิกฤตน้ำมันในคิวบากำลังลุกลามเป็นวิกฤตรัฐพลังงานที่เคยเป็นทรัพยากร กลายเป็นเครื่องมือกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ กระทบชีวิตประชาชน
วิกฤตขยะล้นกรุงฮาวานาเป็นผลพวงโดยตรงจากความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ คิวบา ที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 1960 หลังการปฏิวัติของ ฟิเดล คาสโตร สหรัฐฯ เริ่มมาตรการคว่ำบาตรทางการค้า และยกระดับเป็นการปิดล้อมทางเศรษฐกิจในปี 1962 นับแต่นั้น คิวบาถูกจำกัดการเข้าถึงตลาด การเงิน และพลังงานจากโลกตะวันตกมาโดยตลอด แม้จะมีช่วงผ่อนคลายความสัมพันธ์บางระยะ แต่โครงสร้างการคว่ำบาตรหลักยังคงอยู่
ในยุครัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สหรัฐฯ ใช้มาตรการ “คว่ำบาตรทุติยภูมิ” ขยายแรงกดดันไปยังประเทศหรือบริษัทที่ทำธุรกิจกับคิวบา โดยเฉพาะด้านพลังงาน กลไกนี้อาศัยอำนาจตลาดสหรัฐฯ และระบบการเงินดอลลาร์เป็นเครื่องมือ ทำให้บริษัทขนส่งน้ำมันหรือผู้ค้ารายอื่นเสี่ยงถูกตัดออกจากตลาดอเมริกัน หากยังจัดส่งน้ำมันให้ฮาวานา
เป้าหมายที่สหรัฐฯ ประกาศคือ กดดันให้รัฐบาลคิวบาปรับเปลี่ยนนโยบายการเมืองและสิทธิมนุษยชน รวมถึงลดความร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง เวเนซุเอลา ซึ่งเป็นผู้จัดหาน้ำมันหลักให้คิวบา แต่ในทางปฏิบัติ เมื่อประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงสูงถูกจำกัดเส้นทางพลังงาน ผลกระทบจึงส่งผ่านทันทีสู่ระบบไฟฟ้า การขนส่ง และบริการสาธารณะ
กรณีคิวบาจึงกลายเป็นภาพสะท้อนสูตรการกดดันของมหาอำนาจยุคใหม่ คือไม่ใช้กำลังทหารโดยตรง แต่เพิ่มต้นทุนทางเศรษฐกิจผ่านพลังงานและการเงิน เพื่อบีบให้รัฐคู่ขัดแย้งอ่อนแรงลงบนโต๊ะเจรจา ทว่าแรงสะเทือนแรกไม่ได้เกิดในทำเนียบรัฐบาล หากเกิดบนท้องถนน ในโรงพยาบาล และในชีวิตประจำวันของประชาชนทั่วไป
เมื่อคิวบาผลิตเชื้อเพลิงได้เองเพียงประมาณ 40% ของความต้องการ การจำกัดการนำเข้าจึงกระทบต่อพลังงานไฟฟ้า การขนส่ง และบริการสาธารณะโดยตรง ผลกระทบที่ใกล้ตัวที่สุดคือ ภาคสาธารณสุข รายงานของ AP ระบุว่า รถพยาบาลหลายพื้นที่ขาดเชื้อเพลิง โรงพยาบาลเผชิญไฟฟ้าดับต่อเนื่อง และเที่ยวบินขนส่งเวชภัณฑ์บางส่วนถูกระงับเพราะไม่สามารถเติมน้ำมันอากาศยานได้ รัฐมนตรีสาธารณสุขคิวบา ระบุว่า ผู้ป่วยเรื้อรังราว 5 ล้านคน อาจได้รับผลกระทบ รวมถึงผู้ป่วยมะเร็งกว่า 16,000 รายที่ต้องฉายรังสี และอีกกว่า 12,000 รายที่อยู่ระหว่างเคมีบำบัด
วิกฤตล่าสุดยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อเทียบกับสถิติก่อนหน้า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ระบบสาธารณสุขของคิวบาได้รับการยอมรับว่า มีประสิทธิภาพสูงเมื่อเทียบกับระดับรายได้ประเทศ ข้อมูลจากธนาคารโลกและองค์การอนามัยโลก ระบุว่า อัตราเสียชีวิตทารกของคิวบาเคยอยู่ในระดับต่ำราว 4-5 ต่อประชากรเกิดมีชีพ 1,000 คน และอายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 78-80 ปี ใกล้เคียงประเทศพัฒนาแล้ว
อย่างไรก็ตาม สื่อระหว่างประเทศรวมถึงรายงานวิเคราะห์ของ TIME และ AP ชี้ว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อัตราการเสียชีวิตทารกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่การขาดแคลนยา อุปกรณ์ และบุคลากรทวีความรุนแรงขึ้นหลังวิกฤตเศรษฐกิจและพลังงานล่าสุด แม้รัฐบาลคิวบาไม่ได้ประกาศว่า ระบบล้มเหลว แต่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขยอมรับว่าไฟฟ้าที่ไม่เสถียร และเชื้อเพลิงที่จำกัดกำลังส่งผลกระทบต่อการรักษาโรคซับซ้อน
ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ พลังงานจึงกลายเป็นเครื่องมือสร้างอำนาจต่อรอง การจำกัดการเข้าถึงน้ำมันสามารถเพิ่มต้นทุนทางเศรษฐกิจให้รัฐคู่ขัดแย้ง และบีบให้เข้าสู่โต๊ะเจรจาในเงื่อนไขที่เสียเปรียบ แต่ผลกระทบแรกที่เห็นได้ชัดคือภาคบริการสาธารณะ ไม่ใช่ระดับผู้นำ
ราคาน้ำมันในสถานีบริการอยู่ที่ราว 1.3 ดอลลาร์ต่อลิตร แต่ในตลาดมืดอาจพุ่งถึง 6 ดอลลาร์ต่อลิตร ขณะที่รายได้เฉลี่ยของพนักงานรัฐต่ำกว่า 20 ดอลลาร์ต่อเดือน ช่องว่างดังกล่าวทำให้การเข้าถึงบริการพื้นฐานของรัฐยิ่งยากมากขึ้น
เมื่อระบบขนส่งลดรอบเดินรถ และการจ่ายน้ำมันถูกจำกัดผ่านระบบจองคิว ผลกระทบจึงลุกลามจากระดับรัฐสู่ชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การเดินทางไปทำงาน การเข้าถึงอาหาร ไปจนถึงการรักษาพยาบาล ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเตือนว่าสถานการณ์อาจพัฒนาเป็นวิกฤตด้านมนุษยธรรม หากการจัดหาพลังงานไม่ฟื้นตัวในระยะสั้น
ปริมาณขยะที่กองอยู่ตามหัวมุมถนนฮาวานาเมืองหลวงของคิวบา จึงไม่ใช่เพียงปัญหามลภาวะ แต่เป็นสัญญาณวัดเสถียรภาพของรัฐในภาวะถูกกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ เมื่อพลังงานถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ผลสะเทือนอาจเริ่มจากระดับนโยบายระหว่างประเทศ แต่ปลายทางคือคุณภาพชีวิตของประชาชน ตั้งแต่สิทธิในการเดินทาง ไปจนถึงโอกาสเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่จำเป็น
อ้างอิง: Deutsche Welle, AP News, Time, AP News, The American News, The Eastleigh Voice, CubaHeadlines




