นายกฯ -รมว.ต่างประเทศกัมพูชา ยืนยันเดินหน้าปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์-ปฏิเสธรัฐรู้เห็น ย้ำที่ผ่านมาปิดศูนย์สแกมไปร่วม 200 แห่ง จับกุมผู้ต้องหานับพัน ด้าน รมว.ต่างประเทศฯ เตือนไทยกลางเจนีวา อย่าใช้เรื่องหลอกลวง-ปราบสแกมเมอร์เป็นข้ออ้างการรุกราน ขณะสื่อกัมพูชาอ้างรายงานศูนย์วิจัยสหรัฐฯ CSIS ชี้เหตุไทยโจมตีกัมพูชาเพราะ 'อนุทิน' ต้องการเบนความสนใจปมภาพถ่ายคู่ 'เบน สมิธ'
สำนักข่าว Next News รายงานข่าวสถานการณ์ความตึงเครียดชายแดนไทยและกัมพูชา อ้างอิงจากสำนักข่าวพนมเปญโพสต์ของกัมพูชาว่าเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 นายปรัก สุคนธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา ได้แจ้งต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ว่า การต่อสู้กับการฉ้อโกงไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างสำหรับการ "กระทำที่แฝงเร้นของการรุกรานและการยึดครอง" โดยรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาอ้างถึงข้อกล่าวอ้างของไทยที่ว่าปัจจัยเริ่มต้นในการรุกรานทางทหารต่อกัมพูชาคือ "สงครามต่อต้านกองทัพสแกม"
นายสุคนธ์ย้ำว่ากัมพูชากำลังเร่งดำเนินการเพื่อต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฉ้อโกงออนไลน์และการค้ามนุษย์
"การฉ้อโกงออนไลน์เป็นปัญหาระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนข้ามพรมแดน" นายสุคนธ์กล่าว พร้อมเสริมว่าคณะทำงานเฉพาะกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนตได้ทลายเครือข่ายหลายแห่ง ช่วยเหลือเหยื่อหลายพันราย และจับกุมอาชญากรจำนวนมาก นอกจากนี้ กัมพูชายังอยู่ในกระบวนการออกกฎหมายเฉพาะเพื่อต่อสู้กับการฉ้อโกงออนไลน์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นอันแข็งแกร่งของราชอาณาจักรในการเผชิญกับความท้าทายนี้
พนมเปญโพสต์รายงานว่าในช่วงการปะทะกันด้วยยุทโธปกรณ์รอบที่สองในเดือนธันวาคม ประเทศไทยได้ทำการโจมตีทางอากาศลึกเข้าไปในกัมพูชามากกว่าหนึ่งร้อยกิโลเมตร โดยอ้างว่าเป็นการต่อสู้กับการฉ้อโกง แต่ศูนย์ยุทธศาสตร์และการศึกษาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (CSIS) ได้วิเคราะห์และระบุว่าการโจมตีดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ทางการเมือง
สื่อกัมพูชารายงานว่าในรายงานเดือนมกราคม CSIS ชี้ให้เห็นว่าแคมเปญต่อต้านการฉ้อโกงของไทยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเบี่ยงเบนการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการสมรู้ร่วมคิดของเจ้าหน้าที่ เช่น การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ถ่ายรูปกับ "เบน สมิธ" ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินเครือข่ายฉ้อโกงข้ามชาติ หรือการไม่ดำเนินการต่อเครือข่ายสแกม ในขณะเดียวกันก็ผลักดันวัตถุประสงค์ทางการเมืองภายในประเทศและพยายามสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำในต่างประเทศ
พนมเปญโพสต์ระบุต่อว่านายสกอตต์ เชลเบิล รองผู้ช่วยผู้อำนวยการกองปฏิบัติการระหว่างประเทศของสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) เปิดเผยในการแถลงข่าวเมื่อเร็วๆ นี้ว่า เขาได้เยือนกัมพูชาเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์และได้หารือเกี่ยวกับความสนใจร่วมกันในการต่อสู้กับปฏิบัติการฉ้อโกง
"FBI ได้ร่วมมือกับตำรวจแห่งชาติกัมพูชาในคณะทำงานเฉพาะกิจในอดีต และผมหวังว่าจะใช้ประโยชน์จากความสำเร็จจากการสอบสวนเหล่านั้นกับเครือข่ายสแกมเหล่านี้" เขากล่าว
นายเชลเบิลเน้นย้ำว่าการต่อสู้กับการฉ้อโกงนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเพียงแค่สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง แต่เป็นปัญหาในระดับภูมิภาคที่ไม่มีประเทศใดสามารถแก้ไขได้โดยลำพัง
"นี่ไม่ใช่ปัญหาของกัมพูชา ไม่ใช่ปัญหาของเวียดนาม หรือปัญหาของไทย แต่มันเป็นปัญหาระดับภูมิภาคและจะต้องอาศัยความร่วมมือและประสานงานหากเราต้องการจัดการกับมันอย่างถูกต้อง และนั่นคือเหตุผลที่ความร่วมมือเป็นกุญแจสำคัญ" นายเชลเบิลกล่าวและยังระบุว่ากลุ่มอาชญากรเหล่านี้ไม่ถูกผูกมัดด้วยกฎหมายหรือพรมแดนทางภูมิศาสตร์ และดำเนินการด้วยการลอยนวลในระดับหนึ่งเพราะใช้ประโยชน์จากกฎหมายของแต่ละประเทศ จากข้อมูลของเชลเบิล ในปี 2568 ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ตของ FBI ได้รับเรื่องร้องเรียนกว่า 80,000 เรื่อง โดยมีมูลค่าความเสียหายทางการเงินเกินกว่า 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่ พล.อ.ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ โดยปฏิเสธข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลกัมพูชารู้เห็นเป็นใจกับเครือข่ายสแกมออนไลน์ เขาระบุว่าไม่ทราบว่านายเฉิน จื้อ นักธุรกิจเชื้อสายจีนที่ถูกตั้งข้อหาในสหรัฐฯ เป็น "ตัวการใหญ่" ของขบวนการดังกล่าว
"เราไม่รู้ว่าเขาเป็นตัวการ" พล.อ.ฮุน มาเนต กล่าว พร้อมย้ำว่าก่อนมีข้อกล่าวหาเกิดขึ้น สำหรับรัฐบาลกัมพูชา นายเฉินเป็นเพียงนักธุรกิจคนหนึ่งที่มีส่วนต่อเศรษฐกิจ ผู้นำกัมพูชายังระบุว่า การตรวจสอบประวัติก่อนหน้านี้ไม่พบสัญญาณผิดปกติ และกลุ่ม Prince Group ของนายเฉินดำเนินธุรกิจในหลายประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักร
นายเฉิน จื้อ ถูกอัยการสหรัฐฯ ตั้งข้อหาเมื่อเดือนตุลาคม 2567 โดยกล่าวหาว่า Prince Group เป็นฉากบังหน้าของ "อาณาจักรฉ้อโกงไซเบอร์ขนาดใหญ่" ที่เกี่ยวข้องกับศูนย์สแกมและแรงงานบังคับในกัมพูชา ซึ่ง Prince Group ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว
ต่อมานายเฉินถูกจับกุมในกัมพูชาเมื่อเดือนมกราคม ก่อนถูกส่งตัวกลับไปยังประเทศจีน แทนที่จะส่งไปยังสหรัฐฯ ซึ่ง พล.อ.ฮุน มาเนต อธิบายว่า นายเฉินถูกเพิกถอนสัญชาติกัมพูชาหลังจากพบว่าใช้เอกสารปลอมในการขอสัญชาติ ทำให้เหลือเพียงสัญชาติจีน และทางการจึงส่งตัวกลับประเทศต้นทาง
พล.อ.ฮุน มาเนต ปฏิเสธว่ากัมพูชาพึ่งพารายได้จากการฉ้อโกง โดยกล่าวว่า "เครือข่ายสแกม สิ่งที่เราเรียกว่าเศรษฐกิจมืด กำลังทำลายเศรษฐกิจที่สุจริตของเรา มันทำให้กัมพูชามีชื่อเสียงไม่ดี" และระบุว่า "นี่คือเหตุผลที่เราจำเป็นต้องกวาดล้างมัน"
นายกรัฐมนตรีกัมพูชายอมรับว่าศูนย์สแกมอาจส่งผลโดยตรงต่อบางภาคส่วนของเศรษฐกิจ เช่น อสังหาริมทรัพย์และการลงทุนแต่ย้ำว่า "รายได้ส่วนใหญ่ไม่ได้ไหลเข้าสู่รัฐบาลกัมพูชา"
รัฐบาลกัมพูชาระบุว่าได้ปิดศูนย์สแกมมากกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ จับกุมผู้เกี่ยวข้องหลายพันคน และส่งตัวผู้ต้องสงสัยจากหลายสิบประเทศกลับประเทศต้นทางแล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนยังคงตั้งคำถามถึงความจริงจังและความต่อเนื่องของการปราบปรามดังกล่าว




