ปากีสถานส่งเครื่องบินรบโจมตีกรุงคาบูลและหลายจังหวัดของอัฟกานิสถาน หลังการปะทะรุนแรงตามแนวชายแดน โดยกล่าวหาตาลีบันว่าไม่สกัดกลุ่มติดอาวุธที่โจมตีในปากีสถาน ขณะที่รัฐมนตรีกลาโหมประกาศว่าสถานการณ์ยกระดับสู่สงครามเปิด และเสี่ยงลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ
ล่าสุดปากีสถานเปิดฉากโจมตีทางอากาศในกรุงคาบูลและอีกหลายจังหวัดของอัฟกานิสถาน หลังการปะทะรุนแรงตลอดแนวพรมแดนยืดเยื้อหลายวัน โดยรัฐมนตรีกลาโหมปากีสถาน คอวาจา อาซิฟ ระบุสถานการณ์ขณะนี้เป็น สงครามเปิด ระหว่างอิสลามาบัดกับรัฐบาลตาลีบัน ขณะที่ นายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ ยืนยันกองทัพพร้อมบดขยี้การรุกรานทุกรูปแบบ
แรงปะทะล่าสุดเกิดขึ้นหลังฝ่ายอัฟกานิสถานเปิดปฏิบัติการโจมตีฐานทหารปากีสถานหลายจุดตามแนวเส้นดูแรนด์ไลน์ (Durand Line) ซึ่งเป็นพรมแดนยาวกว่า 2,640 กิโลเมตรที่ทั้งสองฝ่ายมีข้อพิพาทยาวนาน โดยตาลีบันอ้างว่าเป็นการตอบโต้การโจมตีทางอากาศของปากีสถานก่อนหน้านี้ในพื้นที่ชายแดน
เส้นดูแรนด์ไลน์ คือแนวพรมแดนยาวระหว่างปากีสถานกับอัฟกานิสถาน ซึ่งปากีสถานยอมรับว่าเป็นพรมแดนระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการและได้สร้างรั้วรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานตลอดแนวชายแดน อย่างไรก็ตาม อัฟกานิสถานไม่เคยรับรองเส้นแบ่งนี้อย่างเป็นทางการ เส้นดังกล่าวถูกกำหนดขึ้นในทศวรรษ 1890 โดยเจ้าหน้าที่อังกฤษในยุคล่าอาณานิคมช่วงมหาเกม (Great Game) และพื้นที่ตามแนวพรมแดนมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ โดยผู้คนสองฝั่งมีสายสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรม ภาษา ศาสนา และประวัติศาสตร์ร่วมกันอย่างลึกซึ้ง
รายงานสถานการณ์ล่าสุดระบุว่า เครื่องบินรบปากีสถานโจมตีเป้าหมายในกรุงคาบูล รวมถึงจังหวัดปักเตียและกันดาฮาร์ ขณะที่ฝ่ายปากีสถานอ้างว่าสังหารนักรบตาลีบันได้หลายสิบราย และยังคงปฏิบัติการค้นหาเป้าหมายในน่านฟ้าอัฟกานิสถาน อย่างไรก็ตาม ฝ่ายตาลีบันระบุว่าสามารถสังหารทหารปากีสถานและยึดฐานที่มั่นได้บางส่วน ตัวเลขผู้เสียชีวิตของทั้งสองฝ่ายยังขัดแย้งกันอย่างมาก
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของปากีสถานประกาศผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์ว่า ปากีสถานหมดความอดทนแล้ว และถือว่าสถานการณ์ขณะนี้คือสงครามเปิดกับอัฟกานิสถานอย่างเต็มรูปแบบ หลังจากทั้งสองฝ่ายเปิดฉากโจมตีตอบโต้กันอย่างหนักตลอดคืนที่ผ่านมา โดยเขาระบุว่า อิสลามาบัดเคยคาดหวังจะเห็นเสถียรภาพในอัฟกานิสถานหลังการถอนกำลังขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) และหวังว่ากลุ่มตาลีบันจะมุ่งพัฒนาประเทศของตนเอง แต่สถานการณ์กลับสวนทางกับความคาดหวังดังกล่าว
และกล่าวหาว่าตาลีบันได้เปลี่ยนอัฟกานิสถานให้กลายเป็นแหล่งซ่องสุมของกลุ่มติดอาวุธจากนานาประเทศ และมีพฤติกรรมส่งออกการก่อการร้ายสู่ภูมิภาค พร้อมทั้งวิจารณ์การลิดรอนสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะสิทธิสตรีซึ่งเขาระบุว่าได้รับการรับรองตามหลักอิสลาม นอกจากนี้ เขาย้ำว่าปากีสถานพยายามรักษาเสถียรภาพมาโดยตลอด ทั้งโดยตรงและผ่านประเทศพันธมิตร แต่เมื่อเผชิญสิ่งที่เขาเรียกว่าการรุกราน กองทัพปากีสถานจึงจำเป็นต้องตอบโต้อย่างเด็ดขาด
รัฐมนตรีกลาโหมปากีสถานยังระบุด้วยว่า ตลอดกว่า 5 ทศวรรษที่ผ่านมา ปากีสถานให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันราว 5 ล้านคน และยังมีชาวอัฟกันอีกหลายล้านคนที่อาศัยและประกอบอาชีพอยู่ในประเทศ การประกาศจุดยืนดังกล่าวมีขึ้นหลังอัฟกานิสถานเปิดฉากโจมตีข้ามพรมแดนเพื่อตอบโต้การโจมตีทางอากาศของปากีสถานเมื่อวันอาทิตย์ ก่อนที่ช่วงเช้ามืดวันศุกร์ ปากีสถานจะส่งเครื่องบินรบโจมตีกรุงคาบูลและอีกสองจังหวัด โดยมีรายงานเสียงระเบิดอย่างน้อยสามครั้งในกรุงคาบูล แต่ยังไม่มีข้อมูลยืนยันพื้นที่เป้าหมายหรือจำนวนผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการจากฝ่ายอัฟกานิสถาน
พื้นที่ที่ถูกโจมตีในการสู้รบครั้งนี้ ยังไม่มีการตรวจสอบยืนยัน แต่ข้อมูลจากรัฐบาลทั้งสองฝ่ายให้รายละเอียดบางส่วนดังนี้
โฆษกนายกรัฐมนตรีปากีสถานระบุว่า ปากีสถานได้โจมตีทางอากาศ 3 พื้นที่หลักในอัฟกานิสถาน ได้แก่ กรุงคาบูล จังหวัดปักเตีย และจังหวัดกันดาฮาร์ ขณะที่โฆษกกองกำลังตาลีบันของอัฟกานิสถานก็ยืนยันชื่อพื้นที่เดียวกันผ่านโพสต์บนแพลตฟอร์มเอ็กซ์
นอกจากนี้ กระทรวงสารสนเทศของปากีสถานยังระบุว่า มีการโจมตีกองกำลังตาลีบันอัฟกานิสถานในหลายเขตของจังหวัดไคเบอร์ปัคตูนควาของปากีสถาน ได้แก่ จิตรัล ไคเบอร์ โมห์มานด์ คูร์รัม และบาจอร์
ความรุนแรงรอบนี้ถูกประเมินว่าเป็นการยกระดับร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่ตาลีบันกลับมาครองอำนาจในอัฟกานิสถานเมื่อปี 2564 และเกิดขึ้นแม้ทั้งสองประเทศเพิ่งลงนามหยุดยิงที่มีกาตาร์เป็นคนกลางในปี 2568 ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ถูกมองว่าเปราะบาง หลังเหตุปะทะเมื่อเดือนตุลาคมคร่าชีวิตผู้คนมากกว่า 70 รายทั้งสองฝั่ง
ชนวนความตึงเครียดหลักยังคงเป็นประเด็นความมั่นคง ปากีสถานกล่าวหาอัฟกานิสถานว่าไม่ดำเนินการจริงจังต่อกลุ่มติดอาวุธที่ใช้ดินแดนอัฟกานิสถานเป็นฐานโจมตีในปากีสถาน โดยเฉพาะกลุ่มเตห์รีก-อี-ตาลีบัน ปากีสถาน (TTP) ขณะที่รัฐบาลตาลีบันปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้
ผลกระทบลุกลามถึงพลเรือน มีรายงานการอพยพประชาชนใกล้ด่านทอร์คัม หนึ่งในจุดผ่านแดนสำคัญ ขณะที่ค่ายผู้ลี้ภัยบางแห่งต้องเร่งเคลื่อนย้ายผู้พักพิง หลังมีผู้เสียชีวิตรวมถึงผู้หญิงและเด็กจากเหตุปะทะก่อนหน้า
นานาชาติเริ่มแสดงความกังวล รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายแก้ไขความขัดแย้งผ่านการเจรจา โดยย้ำช่วงเดือนรอมฎอนควรเป็นเวลาของความยับยั้งชั่งใจและความเป็นเอกภาพของโลกมุสลิม ขณะที่องค์การสหประชาชาติเรียกร้องให้คุ้มครองพลเรือนตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
สถานการณ์ล่าสุดยังคงตึงเครียด มีรายงานเสียงระเบิดในกรุงคาบูลช่วงเช้าวันศุกร์ และการยิงตอบโต้ตลอดแนวพรมแดน โดยแต่ละฝ่ายยังคงยืนยันว่าตนเป็นผู้ตอบโต้การรุกรานก่อนของอีกฝ่าย ท่ามกลางข้อมูลความสูญเสียที่ยังไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างอิสระ
หากการกล่าวหาเรื่องการสนับสนุนหรือปล่อยปละให้กลุ่มติดอาวุธข้ามแดนยังไม่ได้รับการคลี่คลาย ความเป็นไปได้ของการเผชิญหน้าทางทหารระลอกใหม่ยังคงสูง โดยเฉพาะเมื่อความไว้วางใจทางการเมืองระหว่างคาบูลกับอิสลามาบัดลดลงอย่างต่อเนื่อง
อ้างอิง: Aljazeera




