News Logo
หน้าแรก
ผู้ถูก กกต.ดำเนินคดีท้าอย่าถอนฟ้อง ขึ้นศาลได้เจอหลักฐานแน่

ผู้ถูก กกต.ดำเนินคดีท้าอย่าถอนฟ้อง ขึ้นศาลได้เจอหลักฐานแน่

27 ก.พ. 2569 14:32
ผู้ชม 70 คน

ผู้ถูกฟ้องคดีข้อหา "อั้งยี่" และอีกหลายความผิดท้าไม่ให้ กกต.ถอนฟ้อง เพราะจะใช้กระบวนการในชั้นศาลเปิดเผยหลักฐานว่า การทำบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่สามารถทราบว่าใครลงคะแนนเลือกใครจริงตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ เนื่องจากกลุ่มประชาชนที่ติดตามเรื่องนี้มีหลักฐานว่าสามารถสแกนแล้วทราบได้ว่าใครกาให้ใคร

นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ อาจารย์ประจำคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม และผู้อำนวยการดีโหวต 1 ใน 6 ราย ที่ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ฟ้องดำเนินคดี เปิดเผย Next News ว่า เห็นไปในทางเดียวกันกับผู้ถูกฟ้องรายอื่น ทั้งนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ที่มองว่าการถูกดำเนินคดีครั้งนี้เมื่อเข้าสู่กระบวนการในชั้นศาลจะช่วยให้มีการเปิดเผยข้อเท็จจริงหรือหลักฐานต่างๆ ที่ประชาชนสงสัยมากขึ้น โดยเฉพาะศาลสามารถขอเอกสารหลักฐานที่ กกต.ยังไม่เคยเปิดเผยมาใช้พิจารณาได้

นอกจากนั้น ในช่วงที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลตั้งการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จนถึงการเลือกใหม่เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา มีหลักฐานมากพอที่ยืนยันได้ว่า การมีคิวอาร์โค้ด หรือบาร์โค้ดนั้นสามารถเชื่อมโยงไปยังผู้ลงคะแนนได้ว่าเลือกกาให้ใคร ซึ่งที่ผ่านมา กกต.ก็ยอมรับว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสามารถโยงไปยังต้นขั้วได้ แต่ยากที่จะทราบว่าลงคะแนนให้ใคร ทำมาเพื่อป้องกันการปลอมบัตรเท่านั้น ซึ่งทางกลุ่มประชาชนที่เกาะติดเรื่องนี้จะสาธิตให้ดูในสัปดาห์หน้าว่า เด็กชั้นประถมก็สามารถสแกนบาร์โค้ดดูได้ว่าใครกาให้ใคร และชี้ให้เห็นกระบวนการเลือกตั้งที่ผ่านมามีช่องโหว่อะไรบ้างที่ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต และเที่ยงธรรม

นายธรรม์ธีร์ ระบุด้วยว่า มีข้อสังเกตเรื่องบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด 2 ประเด็น ประการแรก คิวอาร์โค้ดทำมาทำไม ที่ กกต.อธิบายว่า เพื่อป้องกันบัตรปลอมและบัตรเขย่ง ปัจจุบันนนี้มีใครรู้หรือไม่ว่าใครเป็นคนสั่งพิมพ์บัตร ในกระบวนการออกแบบบัตรจนกระทั่งถึงขั้นตอนพิมพ์บัตรย่อมมีผู้เชี่ยวชาญนับ 10 ราย ทำไมไม่มีใครเอ๊ะบ้างหรือว่า การมีคิวอาร์โค้ดจะไม่ปลอดภัย เพราะมีบางคนบอกว่าแค่ใช้กล้องตัวเดียวสแกนก็รู้แล้วว่าใครกาให้ใคร และเมื่อพิมพ์บัตรเสร็จกว่าจะถึงวันเลือกตั้งจริงในวันที่ 8กุมภาพันธ์ก็ยังไม่มีใครเอ๊ะในเรื่องนี้จริงหรือ

"มากกว่านั้นทำมาแล้วมีคู่มือป้องกันการปลอมให้ดูไหม หรือจะทำกันหลังปิดหีบ มีคิวอาร์โค้ดแล้วทำไมมีบัตรเขย่งถึง 3 แสนกว่าใบ เมื่อทำมาแล้วต้องมีอุปกรณ์ยิงบาร์โค้ดด้วย ไม่อย่างนั้นจะทำมาทำไม ถ้าไม่สแกนดู แต่จริงๆ ใช้มือถือสแกนก็ดูได้ถึงต้นขั้วแล้ว"

ประการต่อมา ผอ.ดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า จากการลงพื้นที่หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 เขตคันนายาว กทม. เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กลุ่มประชาชนที่เชี่ยวชาญการใช้โซเชียลมีเดียต่างมีวิธีการให้ได้มาว่า สามารถสแกนบาร์โค้ดอย่างไร ซึ่งพบว่า สามารถทำได้และรู้ว่าใครกาให้ใคร ซึ่งตอกย้ำว่าการจัดการการเลือกตั้งไม่เป็นความลับ เพราะสามารถมองเห็นลำดับ

"เมื่อเข้าสู่กระบวนการในชั้นศาลจะนำหลักฐานมาให้ศาลดู หรือศาลจะเรียกเอกสารหลักฐานจาก กกต.ก็ได้ จะเปิดหีบเพื่อสแกนบัตรดูก็ได้ ศาลจะร้องขอหลักฐานตัวไหนก็ได้ ซึ่งยังมีหลักฐานกล้องวงจรปิดที่จะต้องมีประจำหน่วยเลือกตั้งเพื่อการรักษาความปลอดภัยที่จะใช้เป็นหลักฐานได้อีก เพราะภาพในกล้องวงจรปิดสามารถดูลำดับได้ แต่การเลือกตั้งครั้งนี้มีการติดกล้องวงจรปิดทุกหน่วยเลือกตั้งหรือไม่ เพราะเมื่อปี 2566 มีกล้อง กรณีนี้ศาลก็เรียกมาดูได้" นายธรรม์ธีร์ ระบุ

ด้าน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน 1 ใน 6 รายชื่อบุคคลที่ กกต.แจ้งความดำเนินคดี โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ตอนหนึ่งว่า ยินดีเข้าสู่กระบวนการ เพราะไม่เคยกลัวความจริง และความจริงจะปรากฎว่าตัวเองไม่ได้ดำเนินการใดๆ ที่ผิดต่อกฎหมาย

"ผมได้แต่เพียงหวังว่า หากกระบวนการในชั้นศาล นำไปสู่การเปิดเผยข้อเท็จจริงหรือหลักฐานต่างๆ ที่ประชาชนสงสัยและยังไม่เคยได้รับคำตอบจาก กกต. ทาง กกต. เองจะไม่หลีกหนีความจริง และจะพร้อมรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองเช่นกัน"

ในขณะที่ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. 1 ใน 6 คน ที่ถูก กกต.ดำเนินคดีอีกคนก็โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า "โปรดอย่าถอนการแจ้งความ" ด้วยเหตุผล 5 ประการ ดังนี้

1. เมื่อตำรวจเรียกไปรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว จะได้ทราบว่า กกต. ได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่แจ้งความเท็จ หรือกลั่นแกล้งประชาชนให้ได้รับความเสียหายอย่างไร

2. หากเป็นการแจ้งความเท็จ ผู้ถูกดำเนินคดีจะแจ้งความกลับในคดีอาญา 157 เจ้าพนักงานของรัฐกระทำการโดยมิชอบเพื่อกลั่นแกล้งประชาชนให้ได้รับความเสียหาย

3. เนื่องจากผูัเสียหายมีความเสียหายที่เกิดขึ้นจากค่าใช้จ่ายในการแก้คดี และค่าเสียหายจากการเสียโอกาสในการประกอบวิชาชีพ และมีการถูกทำให้เสื่อมเกียรติ จึงจะมีการฟ้องดำเนินคดีทางแพ่งเพื่อให้ กกต.ชดใช้ตามสมควรด้วย และหากแพ้โปรดใช้เงินส่วนตัว อย่าเอาภาษีประชาชนมาจ่าย

4. การขึ้นถึงศาลเป็นโอกาสในการใช้อำนาจศาลในการเรียกพยานหลักฐานทุกอย่างที่ กกต. ไม่เปิดเผยต่อประชาชน อาทิ TOR การพิมพ์บัตร สัญญาจ้าง รายงานการตรวจรับ รายงานการประชุม การเปิดหีบบัตรเพื่อดูพยานหลักฐานต่างๆ ที่อาจนำไปสู่การดำเนินคดีอื่นๆ อีก เป็นต้น

5. ขอบคุณ กกต. ครับ ที่เมาหมัด

ทั้งนี้ กกต.ได้มอบหมายให้นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. เข้าแจ้งความกับกองปราบปราม เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 โดยให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้งและพยายามถอดรหัสคิวอาร์โค้ด บาร์โค้ดบนบัตรเลือกต้้ง ทั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด เหตุเกิดในการออกเสียงลงคะแนนใหม่ หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 คันนายาว กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์

ผู้ถูกดำเนินคดีทั้ง 6 ราย ประกอบด้วย ดังนี้

1. นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ อาจารย์ประจำคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม และผู้อำนวยการดีโหวต

2. นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี blockchain

3. นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือ ครูชัย เจ้าของแฟนเพจM.I.B Marketing In Black.

4. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง

5. นายพริษฐ์ วัชรสินธ์ โฆษกพรรคประชาชน

6. นายทรงพล เรืองสมุทร หัวหน้าช่างภาพ spacebar

กกต.ฟ้องประชาชนทั้ง 6 ราย ในความผิดตามพ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง2560 มาตรา 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มาตรา 209 มาตรา 322 และพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มาตรา14 ข้อหาอั้งยี่/ขัดขวางเจ้าหน้าที่

ความผิดตามข้อกฎหมายดังกล่าวบัญญัติถึงลักษณะความผิดและบทลงโทษไว้ค่อนข้างรุนแรงโดยตามมาตรา 66 พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.2560 กำหนดว่า "ผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ผู้ตรวจการเลือกตั้ง หรือกรรมการที่ กกต.แต่งตั้ง ถ้าการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่นั้นได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือเพื่อให้การเลือกตั้งและเป็นได้เป็นไปโดยสุจริตเป็นเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายผู้กระทำต้องระวังโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท รวมทั้งจำทั้งปรับ"

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 กำหนดว่า "ผู้ใดกระทำการใดๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ กฎหมาย หรือการปกครองประเทศโดยใช้กำลังความรุนแรง หรือกระทำการใดๆ ในการยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย หรือให้เกิดการแตกแยกในหมู่ประชาชน หรือให้ประชาชนฝ่าฝืนกฎหมาย อันเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี"

ส่วนมาตรา 209 ซึ่งเป็นความผิดฐานเป็น "อั้งยี่" บัญญัติว่า "ผู้ใดเป็นสมาชิกคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีดำเนินการและมุ่งหมายทำผิดกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท หากเป็นหัวหน้าหรือผู้จัดการโทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 2 แสนบาท"

มาตรา 322 "ผู้ใดเปิดผนึก หรือเอาจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารใดๆ ซึ่งปิดผนึกของผู้อื่นไปเพื่อล่วงรู้ข้อความก็ดี เพื่อนำข้อความในจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารเช่นว่านั้นออกเปิดเผยก็ดี ถ้าการกระทำนั้นน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

สำหรับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 บัญญัติถึงการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลปลอม เท็จที่ส่งผลเสียหายต่อประชาชน ความมั่นคง หรือเป็นข้อมูลลามก รวมถึงการส่งต่อข้อมูลดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย
เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย