ระเบิดเวลา 130 ปี เส้นพรมแดนเจ้าปัญหาและกลุ่ม TTP ผลักปากีสถาน-อัฟกานิสถานสู่ภาวะสงครามเปิดที่รุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ
ความขัดแย้งระหว่างปากีสถานกับอัฟกานิสถานภายใต้การปกครองของรัฐบาลตาลีบันได้ก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เมื่อทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนการโจมตีข้ามพรมแดนอย่างหนักหน่วง จนนำไปสู่การประกาศสถานะ สงครามเปิด (Open war) จากฝั่งปากีสถาน
ทุกอย่างเริ่มต้นจากความตึงเครียดที่สะสมมานานหลายเดือน โดยเฉพาะหลังจากรัฐบาลตาลีบันกลับสู่อำนาจในอัฟกานิสถานเมื่อปี 2564 ปากีสถาน ซึ่งเคยเป็นผู้สนับสนุนตาลีบันในอดีต กลับกลายเป็นฝ่ายกล่าวหาว่ารัฐบาลคาบูลให้ที่พักพิงแก่กลุ่ม Tehreek-e-Taliban Pakistan (TTP) หรือที่รู้จักกันในชื่อตาลีบันปากีสถาน กลุ่มนี้ถูกปากีสถานจัดให้เป็นองค์กรก่อการร้าย และถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุโจมตีภายในปากีสถานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการระเบิดฆ่าตัวตายในมัสยิดชีอะห์ที่กรุงอิสลามาบัดเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนมากกว่า 30 ราย ปากีสถานอ้างว่ามีหลักฐานชัดเจนว่าผู้นำ TTP ใช้ดินแดนอัฟกานิสถานเป็นที่หลบภัยและวางแผนโจมตีข้ามพรมแดน
จุดพลิกผันสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 กองทัพอากาศปากีสถานเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อค่ายที่ต้องสงสัยว่าเป็นของ TTP และ ISIS-K ในจังหวัดนังการ์ฮาร์ ปักติกา และโคสต์ โดยอ้างว่าเป็นการตอบโต้การก่อการร้ายล่าสุด รัฐบาลตาลีบันประณามการโจมตีดังกล่าวว่าทำร้ายพลเรือน รวมถึงโรงเรียนศาสนา และประกาศว่าจะตอบโต้อย่างเด็ดขาด
ไม่กี่วันต่อมา คืนวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กลุ่มตาลีบันเปิดปฏิบัติการขนาดใหญ่โจมตีจุดผ่านแดนและฐานทัพของปากีสถานตามแนว ดูแรนด์ไลน์ (Durand Line) ซึ่งเป็นเส้นพรมแดนยาวกว่า 2,640 กิโลเมตรระหว่าง ปากีสถานกับอัฟกานิสถาน ที่กำหนดขึ้นตั้งแต่ปี 2436 ในยุคอาณานิคมอังกฤษ และเป็นเส้นที่อัฟกานิสถานไม่เคยยอมรับอย่างเป็นทางการ ตาลีบันอ้างว่ายึดจุดตรวจหลายแห่ง สังหารทหารปากีสถานกว่า 55 นาย และจับเชลยบางส่วน ขณะที่ฝ่ายปากีสถานระบุว่าเป็นการโจมตีโดยไม่ถูกยั่วยุก่อน และตอบโต้ด้วยปฏิบัติการทางอากาศครั้งใหญ่ภายใต้ชื่อ Operation Ghazab Lil Haqq ซึ่งแปลได้ว่า ความโกรธเกรี้ยวเพื่อความยุติธรรม (Righteous Fury)
ปฏิบัติการนี้ส่งเครื่องบินรบและขีปนาวุธโจมตีเป้าหมายทางทหารของตาลีบันมากกว่า 20 แห่ง รวมถึงในกรุงคาบูล เมืองกันดาฮาร์ ที่ตั้งของผู้นำสูงสุดตาลีบัน ฮิบาตุลเลาะห์ อัคฮุนด์ซาดา และจังหวัดชายแดนอย่างปักเตีย ปักติกา และลัฆมาน ปากีสถานอ้างว่าทำลายฐานทัพและคลังอาวุธได้จำนวนมาก สังหารนักรบตาลีบันกว่า 270-330 คน และทำลายจุดยุทธศาสตร์ถึง 89 แห่ง ขณะที่ฝ่ายตาลีบันรายงานว่ามีพลเรือนเสียชีวิต รวมถึงเด็กและผู้หญิง และอ้างว่ายิงเครื่องบินรบปากีสถานตก 1 ลำ (ซึ่งปากีสถานปฏิเสธ) พร้อมใช้โดรนโจมตีฐานทัพปากีสถานตอบโต้
เช้าวันที่ 27 กุมภาพันธ์ คาวาจา มูฮัมหมัด อาซิฟ ได้ออกมาประกาศผ่านโซเชียลมีเดียและสื่ออย่างเป็นทางการว่า ปากีสถานอยู่ในภาวะสงครามเปิดกับรัฐบาลตาลีบัน โดยระบุว่าความอดทนหมดลงแล้ว และจะไม่ยอมให้อัฟกานิสถานกลายเป็นฐานส่งออกการก่อการร้ายอีกต่อไป การประกาศนี้ทำให้ความขัดแย้งครั้งนี้แตกต่างจากเหตุปะทะชายแดนครั้งก่อนๆ ที่มักจำกัดอยู่แค่แนว Durand Line และจุดผ่านแดนหลักอย่างตอร์คัมและชามัน
แม้จะมีการประกาศสงครามเปิด แต่สถานการณ์ในปัจจุบัน (28 กุมภาพันธ์ 2569) ยังไม่เข้าข่ายสงครามเต็มรูปแบบในแบบแผนดั้งเดิม การสู้รบส่วนใหญ่ยังคงเป็นการโจมตีทางอากาศ การยิงปืนใหญ่ข้ามพรมแดน และการปะทะเล็ก-กลางตามแนวชายแดน ไม่มีการส่งกองทัพบกหลักบุกครองดินแดนอีกฝ่าย ไม่มีการระดมพลเต็มอัตรา ไม่มีการประกาศสงครามอย่างเป็นทางการตามกฎหมายระหว่างประเทศ และทั้งสองฝ่ายยังไม่มีสัญญาณว่าจะเปิดแนวรบใหญ่ในแผ่นดินภายใน
นักวิเคราะห์จากสถาบันอย่าง Center for Strategic and International Studies (CSIS) และ International Crisis Group (Crisis Group) มองว่า ความขัดแย้งครั้งนี้มีแนวโน้มจะยังถูกจำกัดอยู่ในระดับ การปะทะกันรุนแรงตามแนวชายแดน (High-intensity border conflict) มากกว่าจะบานปลายเป็น สงครามเต็มรูปแบบ (Full-scale War) เนื่องจากปากีสถานกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศและไม่ต้องการเปิดศึกยืดเยื้อ ขณะที่ฝ่ายตาลีบันแม้มีความชำนาญด้านสงครามกองโจร แต่ยังขาดกำลังทางอากาศและอาวุธยุทโธปกรณ์หนักเพียงพอสำหรับการทำสงครามแบบเผชิญหน้ากันโดยตรงในระยะยาว
รากเหง้าของความขัดแย้งนี้ลึกซึ้งกว่าการกล่าวหาเรื่อง TTP และเขตเส้นพรมแดนดูแรนด์ไลน์ กลายเป็นแผลเรื้อรัง โดยเฉพาะในหมู่ชาวปัชตุนที่ถูกแบ่งแยก และอัฟกานิสถานไม่เคยยอมรับเส้นนี้อย่างเป็นทางการ การเปลี่ยนจากพันธมิตรเป็นศัตรูหลังปี 2564 ยิ่งทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้น
ขณะนี้ นานาชาติกำลังเร่งเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงและกลับมาเจรจา สหประชาชาติ ประณามการโจมตีที่ส่งผลกระทบต่อพลเรือน จีน รัสเซีย อิหร่าน สหภาพยุโรป กาตาร์ และตุรกีต่างแสดงความกังวลและเสนอตัวเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย รัฐบาลตาลีบันเองประกาศว่าพร้อมเจรจา แต่ปากีสถานยืนยันว่าจะไม่เปิดโต๊ะเจรจาจนกว่าอัฟกานิสถานจะจัดการ TTP อย่างจริงจัง
สิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วง 24-72 ชั่วโมงข้างหน้าคือ การตอบโต้รอบใหม่ โดยเฉพาะหากปากีสถานขยายการโจมตีทางอากาศหรือตาลีบันใช้กองกำลังกองโจรบุกลึกขึ้น ตัวเลขผู้เสียชีวิตและผลกระทบต่อพลเรือน (UN ยืนยันมีพลเรือนเสียชีวิตแล้ว) ความพยายามไกล่เกลี่ยจากชาติมหาอำนาจ การประกาศภาวะฉุกเฉินในจังหวัดชายแดนของปากีสถาน การปิดจุดผ่านแดนหลัก และคำแถลงจากผู้นำสูงสุดทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะฮิบาตุลเลาะห์ อัคฮุนด์ซาดา ที่ยังคงเงียบในช่วงนี้
สถานการณ์ยังคงเปราะบางและอาจลุกลามได้ทุกเมื่อ หากไม่มีการหยุดยิงหรือข้อตกลงทางการทูตเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ความขัดแย้งนี้อาจกลายเป็นวิกฤตภูมิภาคที่ส่งผลกระทบกว้างขวางยิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้
อ้างอิง:
Al Jazeera: Pakistan-Afghanistan updates: Deadly cross-border fighting intensifies
The New York Times: Pakistan Strikes Afghanistan in 'Open War' Against Taliban Government
BBC: What we know after latest escalation in Pakistan-Afghanistan tensions
The Guardian: Pakistan declares state of 'open war' after bombing major Afghan cities
Reuters: Afghan Taliban open to talks after Pakistan bombs Kabul, Kandahar
CSIS: Why Did Pakistan Announce “Open War” Against the Taliban?




