เจาะตัวเลขกำลังรบ คลังขีปนาวุธ และศักยภาพนิวเคลียร์ สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน กลางสมรภูมิเดือดตะวันออกกลาง
ท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลางที่ปะทุรุนแรง สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านและเจ้าหน้าที่ระดับสูงเสียชีวิต อิหร่านตอบโต้ทันควันด้วยขีปนาวุธและโดรนถล่มเป้าหมายในอิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ 27 แห่งทั่วตะวันออกกลาง สถานการณ์ยังดำเนินต่อเนื่องขณะที่อิสราเอลเปิดระลอกโจมตีใหม่เป้าไซต์ขีปนาวุธของอิหร่าน
การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้ชื่อปฏิบัติการ Epic Fury ของสหรัฐฯ และ Roaring Lion ของอิสราเอล โดย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าเป็นปฏิบัติการรบครั้งสำคัญ เพื่อขจัดภัยคุกคามจากระบอบอิหร่านและป้องกันการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่อิหร่านรายงานผู้เสียชีวิตกว่า 200 คนจากเหตุการณ์นี้
รัฐบาลอิหร่านยืนยันการเสียชีวิตของคาเมเนอีและประกาศไว้ทุกข์ 40 วัน พร้อมสั่งกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) โจมตีตอบโต้ทันที โดยยิงขีปนาวุธหลายลูกใส่อิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค ทำให้เกิดเสียงไซเรนภัยทางอากาศในเทลอาวีฟและพื้นที่โดยรอบ
นักวิเคราะห์ชี้ว่าการปะทะครั้งนี้เป็นการทดสอบศักยภาพทางทหารจริงของทั้งสามฝ่าย โดยข้อมูลจาก Global Firepower 2026 แสดงให้เห็นความแตกต่างชัดเจนในคลังแสงและกำลังรบ
สหรัฐฯ ครองอันดับ 1 ของโลกด้านอำนาจทางทหาร มีกำลังพลประจำการ 1,333,030 นาย กำลังสำรอง 799,500 นาย อากาศยานรวม 13,032 ลำ (เครื่องบินรบ 1,791 ลำ) รถถัง 4,666 คัน เรือบรรทุกเครื่องบิน 11 ลำ และงบประมาณกลาโหม 831,500 ล้านดอลลาร์
อิสราเอล อยู่อันดับ 15 มีกำลังพลประจำการ 169,500 นาย กำลังสำรอง 465,000 นาย อากาศยาน 597 ลำ (เครื่องบินรบ 239 ลำ รวม F-35I) รถถัง 1,300 คัน งบประมาณกลาโหม 34,600 ล้านดอลลาร์ และมีระบบป้องกันภัยทางอากาศหลายชั้นอย่าง Iron Dome, David’s Sling และ Arrow
อิหร่าน อยู่อันดับ 16 มีกำลังพลประจำการ 610,000 นาย กำลังกึ่งทหารและสำรองกว่า 570,000 นาย อากาศยาน 551 ลำ (เครื่องบินรบ 188 ลำ ส่วนใหญ่รุ่นเก่า) รถถัง 2,675 คัน แต่จุดแข็งอยู่ที่คลังขีปนาวุธ ballistic ขนาดใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง โดยประมาณการว่ามีขีปนาวุธระยะกลาง (MRBM) มากกว่า 2,000 ลูก หลังเติมเต็มสต็อกจากความขัดแย้งก่อนหน้า และงบประมาณกลาโหม 9,230 ล้านดอลลาร์
ตามข้อมูลจาก CSIS Missile Defense Project อิหร่านมีคลังแสงขีปนาวุธที่ใหญ่และหลากหลายที่สุดในตะวันออกกลาง ประกอบด้วยขีปนาวุธวิถีโค้ง (Ballistic Missile) และ ขีปนาวุธร่อน (Cruise Missile) หลายพันลูก บางระบบสามารถยิงถึงอิสราเอลและยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ ระบบหลัก ได้แก่ Fateh-110 (SRBM 200-300 กม.) Zolfaghar (SRBM 700 กม.) Shahab-3 (MRBM 1,300 กม.) Sejjil (MRBM 2,000 กม.) และ Soumar (Cruise land-attack 2,000-3,000 กม.)
ขีปนาวุธเหล่านี้พัฒนาให้มีความแม่นยำและร้ายแรงถึงชีวิตสูงขึ้นในทศวรรษที่ผ่านมา โดยอิหร่านใช้ในปฏิบัติการจริงตั้งแต่ปี 2560 รวมถึงโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในอิรักปี 2563 และฐานทัพในซีเรีย
เมื่อเทียบศักยภาพจากข้อมูลดังกล่าว สหรัฐฯ และอิสราเอลมีข้อได้เปรียบด้านอากาศยาน เรือรบ และเทคโนโลยีความแม่นยำสูง ขณะที่อิหร่านพึ่งพาการระดมยิงขีปนาวุธและโดรนจำนวนมากพร้อมกัน เพื่อสร้างแรงกดดันแบบโจมตีถล่มหลายทิศทาง ซึ่งอาจทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของฝ่ายตรงข้ามรับมือได้ยาก
โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านยังคงเป็นประเด็นหลักของความขัดแย้ง โดย IAEA รายงานว่า ก่อนการโจมตีครั้งใหญ่ในปี 2568 อิหร่านมีสต็อกยูเรเนียมเสริมสมรรถนะถึง 60% ประมาณ 440.9 กิโลกรัม ซึ่งหากเสริมต่อถึงระดับอาวุธ (90%) พอสำหรับวัตถุดิบของอาวุธนิวเคลียร์ได้เกือบ 10 ชิ้น
การโจมตีในเดือนมิถุนายน 2568 สร้างความเสียหายรุนแรงแก่โรงงาน Natanz, Fordow และ Isfahan แต่ IAEA ยืนยันว่ายังมีวัสดุนิวเคลียร์เหลืออยู่จำนวนมาก และมีการสร้างใหม่บางส่วนที่พบจากภาพถ่ายดาวเทียมในเดือนมกราคม 2569
เวลาระเบิดที่อิหร่านจะผลิตวัตถุดิบอาวุธนิวเคลียร์เพียงพอสำหรับหนึ่งลูกระเบิด ประมาณการจากหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ระบุว่าอาจต่ำกว่า 1 สัปดาห์ หากตัดสินใจดำเนินการ ขณะที่การประกอบอาวุธจริงอาจใช้เวลา 3-8 เดือน IAEA ยืนยันในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ว่าไม่พบหลักฐานว่าอิหร่านกำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ แต่มีการเก็บยูเรเนียมเสริมสูงที่ไซต์ใต้ดินใน Isfahan และยังไม่ให้เข้าถึงบางพื้นที่
อิหร่านยืนยันโครงการนิวเคลียร์เพื่อวัตถุประสงค์สันติ และปฏิเสธการพัฒนาอาวุธ ขณะที่สหรัฐฯ มีคลังอาวุธนิวเคลียร์ทางทหารประมาณ 3,700 หัวรบ และอิสราเอลเชื่อกันว่ามีประมาณ 90 หัวรบตามข้อมูลประมาณการจากแหล่งสาธารณะ
ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ-อิสราเอลมีรากฐานจากโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านที่ทั้งสองฝ่ายมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาค โดยก่อนหน้านี้เกิดการแลกเปลี่ยนโจมตีหลายครั้งในปี 2567-2568 รวมถึงสงคราม 12 วันระหว่างอิสราเอล-อิหร่านเมื่อกลางปีที่แล้วที่ทำให้อิหร่านสูญเสียขีปนาวุธและความเสียหายแก่นิวเคลียร์จำนวนหนึ่งแต่สามารถฟื้นฟูบางส่วนได้
อ้างอิง:
Al Jazeera: US, Israel attack Iran live: Tehran confirms Khamenei's killing
Global Firepower: 2026 Military Strength Ranking
Global Firepower: United States 2026
Federation of American Scientists: Status of World Nuclear Forces
The Times of India: Israel–Iran military face-off numbers compared
Reuters: What are Iran's ballistic missile capabilities?
CSIS Missile Threat: Missiles of Iran
CSIS: How Would Iran Respond to a U.S. Attack?
Council on Foreign Relations: What Are Iran’s Nuclear and Missile Capabilities?




