รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเรียกประชุมด่วนศูนย์ติดตามสถานการณ์ (War Room) เพื่อประเมินวิกฤตความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ภายหลังการสู้รบระหว่าง อิสราเอล และ อิหร่าน ขยายวงกว้าง พร้อมสั่งการสถานทูต-สถานกงสุลทั่วภูมิภาคเร่งติดตามความปลอดภัยของคนไทยกว่า 110,000 คน และเตรียมมาตรการรองรับกรณีต้องอพยพ
วันที่ 1 มีนาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานการประชุมศูนย์ติดตามสถานการณ์เพื่อประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ รวมถึงเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่จากประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเข้าร่วมผ่านระบบทางไกล เพื่อติดตามพัฒนาการล่าสุดและรายงานความคืบหน้าในการดูแลคนไทยในแต่ละพื้นที่
ที่ประชุมได้รับรายงานว่า ปัจจุบันมีคนไทยพำนักอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางราว 110,000 คน โดยจนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับผลกระทบร้ายแรงจากสถานการณ์สู้รบ อย่างไรก็ตาม สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ทุกแห่งได้ออกประกาศแจ้งเตือนให้คนไทยติดตามข่าวสารจากทางการประเทศเจ้าบ้านอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด
สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ได้รับคำแนะนำให้พิจารณาเดินทางออกจากจุดอันตราย หรือเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ปลอดภัยตามที่ทางการกำหนด ขณะเดียวกัน กระทรวงฯ ได้เตรียมแผนอพยพไว้รองรับในกรณีจำเป็น โดยอาจประสานความร่วมมือกับประเทศอื่นหรือองค์การระหว่างประเทศที่มีแผนเคลื่อนย้ายพลเมืองของตนเช่นเดียวกัน
ขณะนี้ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในประเทศที่ได้รับผลกระทบ เปิดให้คนไทยลงทะเบียนแสดงความประสงค์เดินทางกลับประเทศไทยแล้ว พร้อมทั้งเร่งประสานหน่วยงานของประเทศเจ้าบ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านเอกสาร การเดินทาง และเส้นทางอพยพหากสถานการณ์บีบคั้นมากขึ้น กระทรวงการต่างประเทศยืนยันจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ประเมินผลกระทบเป็นระยะ และปรับแผนให้เหมาะสมกับพัฒนาการที่เกิดขึ้น
ในการแถลงข่าวสรุปสถานการณ์ ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ความตึงเครียดเริ่มปะทุขึ้นเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 (ตามเวลาประเทศไทย) เมื่ออิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายสำคัญในกรุงเตหะรานและเมืองหลักของอิหร่าน ก่อนที่สหรัฐฯ จะเข้าร่วมปฏิบัติการในเวลาต่อมา
ด้านอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธเข้าใส่ฐานทัพเรือและฐานทัพอากาศของสหรัฐฯ ในหลายประเทศ ได้แก่ บาห์เรน คูเวต กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย รวมถึงบางพื้นที่ในอิรัก
ต่อมา เมื่อเวลาประมาณ 08.30 น. ของวันที่ 1 มีนาคม 2569 สำนักข่าว Tasnim ของอิหร่านรายงานยืนยันการถึงแก่อสัญกรรมของผู้นำสูงสุดอิหร่าน โดยระบุว่าเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่เมื่อเช้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
กระทรวงการต่างประเทศประเมินว่าสถานการณ์ยังเปราะบางและมีความเสี่ยงสูง การสู้รบยังดำเนินต่อเนื่อง จึงขอให้คนไทยในทุกประเทศปฏิบัติตามประกาศเตือนของทางการท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด พร้อมย้ำจุดยืนของไทยที่แสดงความห่วงกังวลอย่างยิ่ง เรียกร้องทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น และสนับสนุนการใช้แนวทางการเจรจาและการทูตเพื่อคลี่คลายความขัดแย้ง
ในด้านมาตรการภายใน กระทรวงฯ ได้จัดตั้ง War Room ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และเปิดศูนย์ประสานงานตลอด 24 ชั่วโมงของกรมการกงสุล เพื่อรองรับการให้ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่คนไทย พร้อมประกาศแนะนำให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังภูมิภาคดังกล่าวหากไม่มีความจำเป็น
สำหรับจำนวนคนไทยในแต่ละประเทศ พบว่าอิสราเอลมีประมาณ 65,000 คน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กว่า 20,000 คน ซาอุดีอาระเบียกว่า 7,000 คน และประเทศอื่นๆ กระจายตัวในหลายพื้นที่ โดยภาพรวมยังปลอดภัยดี
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน รายงานว่ายังมีเหตุโจมตีในบางจุดด้านความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง และได้เปิดศูนย์ประสานงานให้คนไทยติดต่อได้ตลอดเวลา พร้อมเร่งวางแผนอพยพ โดยขณะนี้มีคนไทย 29 คน แสดงความประสงค์จะเดินทางกลับประเทศ
ขณะที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ เปิดสายด่วน 4 หมายเลขตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสื่อสารกับชุมชนไทยซึ่งมีราว 65,000 คน ส่วนใหญ่ทำงานภาคเกษตร ปัจจุบันมีผู้ประสงค์เดินทางกลับไม่เกิน 20 คน และสามารถใช้เส้นทางทางบกผ่านประเทศเพื่อนบ้านได้ ขึ้นอยู่กับพื้นที่พำนัก
ส่วนประเทศอื่นในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตี เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โอมาน บาห์เรน กาตาร์ คูเวต และจอร์แดน หน่วยงานไทยในพื้นที่อยู่ระหว่างสำรวจเส้นทางเคลื่อนย้ายและประสานสายการบินรวมถึงหน่วยงานท้องถิ่น
กระทรวงการต่างประเทศเตรียมประชุมร่วมกับสภาความมั่นคงแห่งชาติในวันที่ 2 มีนาคม 2569 โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อประเมินผลกระทบต่อไทย ทั้งด้านเศรษฐกิจ พลังงาน และความมั่นคง พร้อมกำหนดแนวทางช่วยเหลือคนไทยอย่างเร่งด่วน ท่ามกลางข้อจำกัดจากการปิดน่านฟ้าในหลายประเทศ




