'ทรัมป์' เผยอิหร่านต้องการเจรจาหลังสหรัฐฯ-อิสราเอล ทิ้งระเบิดสังหารผู้นำสูงสุดอิหร่าน ด้าน กต.อิหร่านโร่ปฏิเสธ ยืนยันยังไม่มีการตกลงเจรจา-โทษสหรัฐฯ ทำลายกระบวนการพูดคุยด้วยการโจมตีทางทหาร
สำนักข่าว Next News รายงานข่าวสถานการณ์ตะวันออกกลางหลังจากที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีทางทหาร สังหารผู้นำสูงสุดอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569
โดยนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยกับสำนักข่าว The Atlantic เมื่อวันอาทิตย์ว่าที่ 1 มีนาคม ว่าอิหร่านแสดงความประสงค์ที่จะเจรจา หลังจากการโจมตีทางอากาศระลอกใหญ่ของสหรัฐฯ และอิสราเอลทั่วประเทศอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี (Ayatollah Khamenei) ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิตลง และมีรายงานจากสื่อทางการอิหร่านด้วยว่า อดีตประธานาธิบดี มาห์มูด อาห์มาดีเนจาด ของอิหร่านได้เสียชีวิตจากการโจมตีกรุงเตหะรานเช่นกัน
คำกล่าวของประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่การโจมตีด้วยระเบิดได้เริ่มต้นขึ้น และในขณะที่บุคคลสำคัญของรัฐบาลอิหร่านส่วนใหญ่ยังคงรอดจากการโจมตี รวมถึงประธานาธิบดีของอิหร่าน นายมาห์มูด เปเซชคีอัน
นายทรัมป์ยืนยันกับ นายไมเคิล เชอเรอร์ (Michael Sherer) ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าว The Atlantic ว่าเขาได้ตกลงที่จะกลับมาเจรจากับเจ้าหน้าที่อิหร่านอีกครั้ง โดยระบุว่า "พวกเขาอยากคุย และผมก็ตกลงที่จะคุย ผมก็จะคุยกับพวกเขา"
ประธานาธิบดีทรัมป์ยังกล่าวเสริมว่า "พวกเขาควรจะทำมันเร็วกว่านี้ พวกเขาควรจะให้ในสิ่งที่ปฏิบัติได้จริงและง่ายที่จะทำเร็วกว่านี้ พวกเขารอนานเกินไป"
นายทรัมป์ยังกล่าวอีกว่า เจ้าหน้าที่อิหร่านบางคนที่เคยมีส่วนร่วมในการเจรจาครั้งก่อนๆ ไม่ได้มีชีวิตอยู่แล้ว โดยเสริมว่า "คนส่วนใหญ่เหล่านั้นจากไปแล้ว บางคนที่เราเคยติดต่อด้วยก็จากไปแล้ว เพราะมันเป็นการโจมตีครั้งใหญ่ พวกเขาควรจะทำเร็วกว่านี้ ไมเคิล พวกเขาน่าจะทำข้อตกลงได้ พวกเขาควรจะทำเร็วกว่านี้ พวกเขาเล่นตัวมากเกินไป"
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านยังไม่ยืนยันว่าจะมีการเจรจากับสหรัฐฯ อีกครั้ง โดยนายอับบาส อารักชี (Abbas Araghchi) รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้กล่าวหาสหรัฐฯ ว่าเป็นผู้ทำลายการเจรจาเหล่านั้นด้วยการเปิดฉากโจมตีเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
ในการให้สัมภาษณ์กับรายการ This Week ทางช่องสำนักข่าว ABC นายอารักชีกล่าวกับ นายจอร์จ สเตฟาโนปูลอส (George Stephanopoulos) ผู้ดำเนินรายการว่า กระบวนการคัดเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่กำลังดำเนินอยู่ พร้อมทั้งปกป้อง "สิทธิอันชอบธรรม" ของประเทศในการป้องกันตนเองและตอบโต้กองกำลังสหรัฐฯ ในภูมิภาค
นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้นเมื่อเช้าวันเสาร์ มีผู้เสียชีวิตหลายสิบรายทั่วอิหร่าน รวมถึงที่โรงเรียนหญิงล้วนแห่งหนึ่งซึ่งมีรายงานผู้เสียชีวิต 148 ราย โดยเจ้าหน้าที่อิหร่านประณามเหตุการร์เหล่านี้ว่าเป็น "การสังหารหมู่"
ผู้บัญชาการระดับสูงของอิหร่านตกเป็นเป้าหมายในการโจมตีด้วยระเบิดของสหรัฐฯ-อิสราเอลด้วยเช่นกัน ซึ่งตามที่นายอารักชีระบุว่าการโจมตีทำให้หน่วยรบพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) บางหน่วยถูกตัดขาดและอยู่นอกโครงสร้างการบังคับบัญชาโดยตรง
ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้พบปะกับนักการทูตอิหร่านที่นำโดย นายอารักชี ในนครเจนีวา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังจากการเจรจาที่ละเอียดถึงสองรอบ
สำนักข่าว Axios รายงานว่าทั้งสองฝ่ายยังคงห่างไกลจากข้อสรุปในรายละเอียดสำคัญ ทีมงานของทรัมป์ ซึ่งนำโดย นายจาเร็ด คุชเนอร์ และ นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ได้เสนอข้อเรียกร้องที่เข้มงวดต่ออิหร่าน ซึ่งรวมถึงการยุติขีดความสามารถในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่าน และการส่งมอบยูเรเนียมเสริมสมรรถนะทั้งหมดให้แก่สหรัฐฯ เพื่อแลกกับการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนในอนาคต
ในบรรดาข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่นำเสนอเมื่อสัปดาห์ที่แล้วคือ การทำลายโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านสามแห่งอย่างถาวร ซึ่งโรงงานเหล่านี้ที่ถูกโจมตีโดยรัฐบาลทรัมป์เมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา ได้แก่ โรงงานฟอร์โดว์ (Fordow), โรงงานนาทานซ์ (Natanz) และ โรงงานอิสฟาฮาน (Isfahan) โรงงานเหล่านี้ถือเป็นสถานที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการสร้างวัสดุนิวเคลียร์เกรดอาวุธและการพัฒนาวัสดุเหล่านั้นไปสู่อาวุธ
ทำเนียบขาวอ้างว่าโรงงานเหล่านี้ถูกทำลายอย่างสิ้นเชิงด้วยระเบิดของสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความจำเป็นในการทำลายซ้ำ รวมถึงคำกล่าวของนายวิตคอฟฟ์เมื่อเดือนที่แล้วที่อ้างว่าอิหร่านอยู่ห่างจากการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เพียงไม่กี่วัน ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวหาอิหร่านว่าพยายามฟื้นฟูโครงการนิวเคลียร์ของตนระหว่างการแถลงนโยบายประจำปีต่อรัฐสภาเมื่อคืนวันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
หลังจากการโจมตีของสหรัฐฯ นายทรัมป์ได้เรียกร้องให้พลเมืองอิหร่านและ IRGC โค่นล้มรัฐบาลของประเทศผ่านโพสต์บนโซเชียลมีเดีย แต่ยังไม่มีข้อบ่งชี้ใดๆ ว่ารัฐบาลอิหร่านในกรุงเตหะราน (Tehran) กำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่จะล่มสลายในเร็ววันนี้




