เจาะสาเหตุทำไมฮอร์มุซคือจุดตายเศรษฐกิจ เรือหายไป 70% และราคาน้ำมันพุ่งทะยานกระทบปากท้องไกลถึงคนไทย
ท่ามกลางสงครามที่ลุกลามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน ช่องแคบฮอร์มุซ กลายเป็นจุดวิกฤตโลกเมื่ออิหร่านออกคำเตือนเรือสินค้าทุกชนิดให้หลีกเลี่ยงการผ่านเส้นทางนี้ ส่งผลให้ปริมาณเรือลดลงกะทันหัน ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงทันที ขณะที่ประเทศไทยซึ่งนำเข้าน้ำมันดิบจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียเป็นจำนวนมาก เผชิญความเสี่ยงต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น แม้จะมีน้ำมันสำรองเพียงพอในระยะสั้น
การโจมตีทางอากาศร่วมของสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่านเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต อิหร่านเอาคืนด้วยการยิงขีปนาวุธตอบโต้ใส่เป้าหมายในภูมิภาคหลายแห่ง
ตามข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 2 มีนาคม 2569 ช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ได้ถูกปิดอย่างเป็นทางการโดยอิหร่าน แต่ทางการอิหร่านได้ออกคำเตือนผ่านวิทยุ VHF ว่าการผ่านช่องแคบไม่ปลอดภัยและห้ามเรือผ่าน ทำให้บริษัทเดินเรือและบริษัทน้ำมันหลายแห่ง รวมถึงเจ้าของเรือบรรทุกน้ำมัน หยุดการผ่านช่องแคบนี้ชั่วคราวเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน
ข้อมูลจากแพลตฟอร์มติดตามเรืออย่าง MarineTraffic และ Kpler ระบุว่า ปริมาณการสัญจรของเรือผ่านช่องแคบลดลงอย่างรวดเร็วราว 70% นับตั้งแต่เกิดเหตุโจมตีเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ปัจจุบันเหลือเพียงเรือบางส่วนที่ติดธงอิหร่านและจีนซึ่งยังคงแล่นผ่านพื้นที่ได้ ขณะที่บริษัทเดินเรือรายใหญ่จากญี่ปุ่น ยุโรป และประเทศอื่นๆ ต่างประกาศระงับการเดินเรือทั้งหมด ส่งผลให้สถานการณ์ในทางปฏิบัติแทบไม่ต่างจากการ ปิดช่องแคบอย่างไม่เป็นทางการ สำหรับการขนส่งเชิงพาณิชย์
อย่างไรก็ตาม สื่อบางแห่งรายงานว่า อิหร่านยังไม่ได้มีประกาศปิดช่องแคบอย่างเป็นทางการผ่านสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด และการตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังอยู่ระหว่างรอการยืนยัน ทำให้สถานการณ์ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าเรืออย่างน้อย 3 ลำถูกโจมตีใกล้พื้นที่ดังกล่าว ส่งผลให้ตลาดพลังงานตอบสนองทันที ตลาดน้ำมันโลกเปิดวันจันทร์ 2 มีนาคม 2569 ด้วยแรงซื้ออย่างรุนแรง โดยน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งแตะระดับสูงสุดระหว่างวันที่ 82.37 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนอ่อนตัวลงมาเคลื่อนไหวราว 77-78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นประมาณ 6-8% จากราคาปิดวันศุกร์ก่อนหน้า ท่ามกลางความกังวลต่อเสถียรภาพของเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก
ช่องแคบฮอร์มุซ เป็นทางน้ำแคบยาวระหว่างชายฝั่งอิหร่านและโอมาน เชื่อมต่ออ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมานและทะเลอาหรับ ถือเป็นเส้นทางเดินเรือที่คับคั่งที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซต้องผ่านจุดแคบสุดเพียง 33 กิโลเมตร
ความสำคัญของช่องแคบนี้อยู่ที่การขนส่งพลังงานโลก ตามข้อมูลสำนักงานสารสนเทศพลังงานสหรัฐ (EIA) ในปี 2024 มีน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมผ่านช่องแคบเฉลี่ย 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นประมาณ 20% ของการบริโภคน้ำมันเหลวทั่วโลก และ 84% มุ่งหน้าไปยังตลาดเอเชีย
หากการจราจรถูกขัดขวางต่อเนื่อง ราคาน้ำมันอาจทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นักวิเคราะห์เตือนว่าจะก่อให้เกิดภาวะช็อกพลังงานรุนแรง คล้ายวิกฤตน้ำมันปี 2513 ส่งผลให้เงินเฟ้อพุ่งสูง ต้นทุนการขนส่งและราคาสินค้าทั่วโลกเพิ่มขึ้น รวมถึงปุ๋ยเคมีที่นำเข้าจากภูมิภาค
สำหรับประเทศไทย กระทรวงพลังงานยืนยันว่าประเทศนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเป็นสัดส่วนสูง และส่วนใหญ่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ณ ขณะนี้มีน้ำมันสำรองในประเทศ 4,877 ล้านลิตร เพียงพอใช้ 38 วัน บวกน้ำมันที่กำลังเดินทางอีก 2,783 ล้านลิตร ซึ่งผ่านฮอร์มุซแล้วบางส่วน รวมแล้วใช้ได้ 60-61 วัน
อย่างไรก็ตาม กระทรวงฯ ได้สั่งระงับการส่งออกน้ำมันทันที เปิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉิน และเตรียมใช้กองทุนน้ำมันชดเชยราคา เนื่องจากราคาน้ำมันโลกที่สูงขึ้นจะกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพประชาชน
ในอดีต อิหร่านเคยขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซหลายครั้ง โดยเฉพาะช่วงสงครามเรือบรรทุกน้ำมัน (Tanker War) ปี 2523 แต่ไม่เคยดำเนินการปิดอย่างสมบูรณ์ เนื่องจากยากต่อการควบคุมระยะยาวและจะกระทบการส่งออกน้ำมันของอิหร่านเอง
อ้างอิง:
Al Jazeera: How US-Israel attacks on Iran threaten the Strait of Hormuz, oil markets
The New York Times: After Iran Attacks, Ship Traffic Plummets in Strait of Hormuz
BBC: Oil prices rise after ships attacked near Strait of Hormuz




