การปะทะครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการเผชิญหน้าระหว่างอำนาจทางอากาศและอาวุธแม่นยำสูงของสหรัฐฯ และอิสราเอล กับคลังแสงขีปนาวุธขนาดใหญ่และยุทธวิธีแบบอสมมาตรของอิหร่าน ความกังวลเรื่องการขาดแคลนกระสุนของฝ่ายพันธมิตรตะวันตก และความสามารถในการอยู่รอดของโครงสร้างพื้นฐานขีปนาวุธใต้ดินของอิหร่าน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อนี้
หมายเหตุสำนักข่าว Next News ในขณะที่ปฏิบัติการ "Epic Fury" ของสหรัฐฯ และ "Roaring Lion" ของอิสราเอล ปะทะกับปฏิบัติการ "True Promise 4" ของอิหร่านในตะวันออกกลาง จนเป็นเหตุทำให้อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี เสียชีวิตจากการโจมตี
ความขัดแย้งนี้ได้กลายเป็นเวทีแสดงเทคโนโลยีการทหารของทั้งสองฝ่าย โดยมีการผสมผสานระหว่างอำนาจทางอากาศที่ทันสมัย ขีปนาวุธพิสัยไกล และการต่อสู้ในโลกไซเบอร์
สำนักข่าว Next News จึงได้นำเอาเทคโนโลยีทางการทหารที่ใช้มาโดยคร่าวๆของทั้งสองฝ่าย พร้อมทั้งข้อจำกัดแต่ละฝ่ายมานำเสนอ มีรายละเอียดดังนี้
เทคโนโลยีของสหรัฐฯ และอิสราเอล: อำนาจทางอากาศและขีปนาวุธแม่นยำสูง
กองกำลังร่วมของสหรัฐฯ และอิสราเอลได้นำเสนอแสนยานุภาพทางอากาศที่แข็งแกร่งและอาวุธที่มีความแม่นยำสูง:
อากาศยานรบ: กองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้ส่งเครื่องบินรบ F-22 Raptor และ F-15E Strike Eagle เสริมกำลังในภูมิภาค เช่นเดียวกับเครื่องบินรบ F-35C Lightning II และ F/A-18E Super Hornet ที่ประจำการอยู่บนเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln และ USS Gerald R. Ford นอกจากนี้ เครื่องบินรบ EA-18G Growler ยังถูกใช้เพื่อภารกิจพิเศษอีกด้วย
อาวุธโจมตี: สหรัฐฯ มีระเบิดนำวิถีอัจฉริยะ GBU-31 จำนวนมากในคลังแสง อย่างไรก็ตาม ระเบิดทำลายบังเกอร์ขนาดใหญ่ GBU-52 "Massive Ordinance Penetrators" ซึ่งมาจากเครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B-2 มีจำนวนจำกัดกว่ามาก ขีปนาวุธ Tomahawk ก็เป็นส่วนหนึ่งของอาวุธที่ใช้ในการปะทะครั้งนี้ด้วย
โดรน: LUCAS Drones (Low-cost Unmanned Combat Attack System) สหรัฐฯ นำโดรนพลีชีพ (Kamikaze Drone) ราคาต่ำมาใช้ในการรบจริงเป็นครั้งแรก โดยออกแบบมาเลียนแบบแนวคิดโดรน Shahed ของอิหร่านเพื่อใช้โจมตีฐานที่มั่นจำนวนมากพร้อมกันและนอกจากนี้ยังมีรายงานการใช้ โดรนรุ่น Northrop Grumman MQ-4C Triton ซึ่งหายไปเหนือน่านน้ำช่องแคบฮอร์มุซ

โดรนรุ่น LUCAS
ระบบป้องกันอากาศยาน: แม้จะมีความกังวลเรื่องการขาดแคลนในอนาคต แต่ระบบป้องกันอากาศยานเช่น THAADs และ Patriots ก็ถูกนำมาใช้ ซึ่งมีการประมาณว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้ใช้ขีปนาวุธ THAAD ถึงหนึ่งในสี่ของทั้งหมดไปแล้วในปฏิบัติการไม่กี่วันเมื่อปีที่แล้ว
ปฏิบัติการไซเบอร์: กองทัพสหรัฐฯ เน้นย้ำถึงการรวมปฏิบัติการไซเบอร์เข้ากับยุทธวิธีทางทหารทั่วไป เพื่อสนับสนุนการโจมตีทางกายภาพด้วยการสนับสนุนทางดิจิทัล
ข้อจำกัดของสหรัฐฯ: แม้จะมีงบประมาณทางทหารจำนวนมากถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2568 แต่ นายเซธ โจนส์ (Seth Jones) ผู้เชี่ยวชาญจาก Center for Strategic and International Studies เตือนว่าสหรัฐฯ ยังคงเผชิญกับความเป็นไปได้ที่คลังแสงกระสุนจะหมดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับขีปนาวุธต่อต้านเรือพิสัยไกลและขีปนาวุธร่อนพิสัยไกล รายงานยังชี้ให้เห็นว่าเงินส่วนใหญ่ของงบประมาณกลาโหมถูกใช้ไปกับสวัสดิการบุคลากรทางทหารมากกว่าการจัดซื้ออาวุธใหม่
เทคโนโลยีของอิหร่าน: คลังแสงขีปนาวุธขนาดใหญ่และกลยุทธ์การรบแบบอสมมาตร
อิหร่านได้พึ่งพาคลังแสงขีปนาวุธที่กว้างขวางและกลยุทธ์การรบแบบอสมมาตรเพื่อตอบโต้ โดยอิหร่านมีกองกำลังขีปนาวุธที่ใหญ่ที่สุดและหลากหลายที่สุดในตะวันออกกลาง ซึ่งรวมถึงขีปนาวุธทิ้งตัว (ballistic missiles) และขีปนาวุธร่อน (cruise missiles) มีรายละเอียดดังนี้
ขีปนาวุธพิสัยไกล (Long-range ballistic missiles):ขีปนาวุธ รุ่น Souma สามารถเดินทางได้ระหว่าง 2,000-2,500 กม. ซึ่งสามารถเข้าถึงอิสราเอล ฐานทัพสหรัฐฯ ทั่วอ่าวเปอร์เซีย และพื้นที่ส่วนใหญ่ในภูมิภาคได้
ขีปนาวุธพิสัยใกล้ (Short-range ballistic missiles): พิสัยประมาณ 150-800 กม. สร้างขึ้นสำหรับเป้าหมายทางทหารใกล้เคียงและการโจมตีในภูมิภาคอย่างรวดเร็ว สามารถยิงเป็นชุดเพื่อลดเวลาเตือนภัย ทำให้การป้องกันล่วงหน้าทำได้ยากขึ้น โดยขีปนาวุธเหล่านี้ได้แก่ ตระกูล ฟาเตะห์ (Fateh) เช่น ซอลฟากอร์ (Zolfaghar), เกียม-1 (Qiam-1) และ ชาฮาบ-1/2 (Shahab-1/2) รุ่นเก่า
ขีปนาวุธพิสัยกลาง (Medium-range ballistic missiles): พิสัยประมาณ 1,500-2,000 กม. (900-1,200 ไมล์) ทำให้สามารถโจมตีได้ไกลขึ้นได้แก่ ขีปนาวุธรุ่น ชาฮาบ-3 (Shahab-3), เอมาด (Emad), กอดร์-1 (Ghadr-1), ตระกูล คอร์รัมชาห์ร (Khorramshahr), เซจจิล (Sejjil), เคย์บาร์ เชคาน (Kheibar Shekan) และ ฮัจญ์ กอเซม (Haj Qassem) โดยขีปนาวุธพวกนี้ใช้ระบบเซจจิล (Sejjil) เป็นระบบเชื้อเพลิงแข็ง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะพร้อมยิงได้เร็วกว่าขีปนาวุธเชื้อเพลิงเหลว
ขีปนาวุธร่อน (Cruise missiles): อิหร่านมีขีปนาวุธร่อนรุ่นต่างๆมีรายละเอียดดังนี้
ยา-อาลี (Ya-Ali): ขีปนาวุธครูซภาคพื้นดินรุ่นบุกเบิกของกองทัพอวกาศ IRGC ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบเจต Toloue-4 มีพิสัยทำการ 700 กิโลเมตร บรรทุกหัวรบหนัก 200 กิโลกรัม จุดเด่นคือความยืดหยุ่นในการยิงที่ครอบคลุมทั้ง บก-เรือ-อากาศ (รองรับการติดตั้งกับเครื่องบิน Mirage F1)
ขีปนาวุธตระกูลกุดส์ (Quds Variants): ขีปนาวุธเชิงรุกที่รู้จักกันในรหัส "351" ซึ่งเป็นอาวุธหลักของกลุ่มฮูตีในเยเมน โดยรุ่น Quds-1 มีพิสัยยิง 700-800 กิโลเมตร และมีการพัฒนาต่อเนื่องมาถึงรุ่น Quds-3 และ 4 ที่ขยายพิสัยทำการได้ไกลถึง 2,000 กิโลเมตร พร้อมติดตั้งระบบนำวิถีปลายทาง (Terminal Guidance) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการโจมตีทั้งเป้าหมายบนบกและทางเรือ
โฮเวย์เซห์ (Hoveyzeh): อาวุธในตระกูล Soumar ที่พัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีจาก Kh-55 ของรัสเซีย มีพิสัยการยิงไกลถึง 1,350 กิโลเมตร เน้นการปฏิบัติการบินในระดับต่ำพิเศษ (Low-altitude) เพื่อหลบหลีกการตรวจจับของเรดาร์ มุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและฐานทัพทางทหารในดินแดนฝ่ายตรงข้าม
ปาเวห์ (Paveh): ขีปนาวุธครูซรุ่นล่าสุดที่เปิดตัวในปี 2023 มีพิสัยยิงไกล 1,650 กิโลเมตร ชูจุดเด่นด้วยเทคโนโลยีปีกพับได้ (Retractable wings) และระบบปฏิบัติการแบบกลุ่ม (Swarm attack) ที่ขีปนาวุธสามารถสื่อสารระหว่างกันในขณะบินได้ รวมถึงความสามารถในการบินวนรอจังหวะ (Loitering) เพื่อเข้าตีในจุดที่ระบบป้องกันภัยทางอากาศเปราะบางที่สุด
ราอัด (Ra’ad): อาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำพิสัยไกล ซึ่งเป็นการต่อยอดเทคโนโลยีจากตระกูล HY-2 Silkworm มีระยะยิงหวังผล 300 กิโลเมตร ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันทางทะเลสำคัญในการสกัดกั้นกองเรือและรักษาพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางน้ำ
โดยขีปนาวุธร่อนเหล่านี้มีเพดานบินต่ำ สามารถเลี้ยวตามภูมิประเทศได้ ทำให้ตรวจจับและติดตามได้ยากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อยิงพร้อมโดรนหรือขีปนาวุธชุดใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อถล่มระบบป้องกันภัยทางอากาศ

คลังแสงขีปนาวุธอิหร่าน
โดรน: อิหร่านมีโดรนจำนวนมาก รวมถึงโดรนโจมตีแบบทางเดียวชนิด Shahed ซึ่งรัสเซียได้นำไปใช้ในยูเครนด้วย โดรนโจมตีแบบทางเดียวเหล่านี้มีความเร็วช้ากว่าขีปนาวุธ แต่มีราคาถูกกว่าและสามารถยิงได้เป็นจำนวนมากเพื่อสร้างแรงกดดันต่อระบบป้องกันภัยทางอากาศ และทำให้สถานที่ต่างๆ ต้องเฝ้าระวังเป็นเวลานาน
ปฏิบัติการไซเบอร์และการโจมตีแบบอสมมาตร: อิหร่านมีความสามารถทางไซเบอร์ ซึ่งเห็นได้จากการข่มขู่อิสราเอลและ UAE รวมถึงการทำให้บริการอินเทอร์เน็ตหยุดชะงักในประเทศระหว่างการโจมตี อิหร่านยังพึ่งพากองกำลังตัวแทน เช่น กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนและกลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งอาจขยายความขัดแย้งให้กว้างขึ้น
ข้อจำกัดของอิหร่าน: กองทัพอากาศของอิหร่านยังคงพึ่งพาเครื่องบินที่ล้าสมัย และระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านก็ถูกมองว่ามีข้อบกพร่อง เนื่องจากรัสเซียไม่สามารถส่งมอบระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูงที่อิหร่านร้องขอได้ เนื่องจากความต้องการในยูเครน

เปิดคลังแสงวัดขุมกำลังสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน
ภาพรวมการปะทะ:
การปะทะครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการเผชิญหน้าระหว่างอำนาจทางอากาศและอาวุธแม่นยำสูงของสหรัฐฯ และอิสราเอล กับคลังแสงขีปนาวุธขนาดใหญ่และยุทธวิธีแบบอสมมาตรของอิหร่าน ความกังวลเรื่องการขาดแคลนกระสุนของฝ่ายพันธมิตรตะวันตก และความสามารถในการอยู่รอดของโครงสร้างพื้นฐานขีปนาวุธใต้ดินของอิหร่าน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อนี้




