News Logo
หน้าแรก
ทูตอิหร่านประณามเหตุสังหารผู้นำ-ย้ำสิทธิ์ป้องกันตน-เร่งอพยพ 200 คนไทย

ทูตอิหร่านประณามเหตุสังหารผู้นำ-ย้ำสิทธิ์ป้องกันตน-เร่งอพยพ 200 คนไทย

4 มี.ค. 2569 17:15
ผู้ชม 69 คน

ทูตอิหร่านวอนโลกเข้าใจอิหร่านมีสิทธิ์ป้องกันตนเอง -ประณามเหตุสังหารผู้นำสูงสุด- โต้ "อิสราเอล-สหรัฐฯ" คือผู้รุกราน ควรถูกหยุดยั้ง - ปัดข่าวลือ "ระบอบกดขี่" - ชี้ "ปฏิบัติการธงปลอม" พุ่งเป้าใส่ร้าย - ย้ำอิหร่านบริสุทธิ์เหตุกราดยิงเท็กซัส -ชี้ "ทรัมป์" สละทหารอเมริกันเพื่ออิสราเอล - เร่งอพยพคนไทย 200 คนกลับบ้านอย่างปลอดภัย

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ที่สถานทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย นายนาสเซเรดดิน ไฮดารี เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอํานาจเต็มแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย ได้มีการแถลงข่าวถึงสถานการณ์ความตึงเครียดในคาบสมุทรเปอร์เซีย หลังจากเหตุการณ์ที่อิสราเอลและสหรัฐอเมริกาได้มีการโจมตีทางอากาศ สังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน อายาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี

ในการแถลงข่าว ทูตอิหร่านได้กล่าวประณามการโจมตีบุคคลสำคัญระดับสูง โดยเฉพาะความพยายามลอบสังหารผู้นำสูงสุด ว่าเป็นการละเมิดกฎหมาย บรรทัดฐาน และหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรงและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งเปรียบเสมือนการเปิดกล่องแพนดอร่าที่อันตราย และบ่อนทำลายเสถียรภาพของระบบระหว่างประเทศ และยังถือเป็นการละเมิดมาตรา 2(4) ของกฎบัตรสหประชาชาติอย่างรุนแรงและชัดเจน

“อายาตอลเลาะห์ คาเมเนอี ไม่เพียงแต่เป็น เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่สุด ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านเท่านั้น แต่ยังเป็น บุคคลสำคัญทางศาสนาที่ได้รับการเคารพนับถืออย่างสูง จากชาวมุสลิมหลายสิบล้านคนทั่วทั้งภูมิภาคและในโลกมุสลิม” นายไฮดารีกล่าว

ทูตอิหร่านกล่าวอีกว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลได้ดำเนิน "การรุกรานทางอาญา" ต่ออิหร่านซึ่งเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติอย่างรุนแรง หลังจากการโจมตีทางทหารโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งส่งผลให้พลเรือนเสียชีวิตแล้วเกือบ 800 ราย

โดยการโจมตีดังกล่าวได้พุ่งเป้าไปที่วัตถุพลเรือนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงโรงเรียน โรงพยาบาล และบุคลากรบรรเทาทุกข์ ส่งผลให้มีผู้บริสุทธิ์จำนวนมากเสียชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในวันแรกของการรุกราน โรงเรียนประถมศึกษาที่เมืองมินาบได้ถูกทำลาย ส่งผลให้ นักเรียนหญิงผู้บริสุทธิ์ 165 คน เสียชีวิต โดยร่างของพวกเขาถูกเก็บออกมาจากซากปรักหักพังหลังปฏิบัติการกู้ภัยหลายชั่วโมง

นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน การโจมตีที่คล้ายคลึงกันในเมืองอื่นๆ เช่น กรุงเตหะรานฝั่งตะวันออก และอบิเยห์ ในจังหวัดคัซวิน ก็ส่งผลให้ นักเรียนเสียชีวิตเพิ่มเติม การโจมตีเหล่านี้ซึ่งถูกบรรยายว่าเป็น "อาชญากรรมที่กว้างขวางและเป็นระบบต่อประชากรพลเรือน" ได้รับการยืนยันว่าเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ในวันที่ 1 มีนาคม 2569 การโจมตีได้พุ่งเป้าไปที่อาคารที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก โรงพยาบาลในเตหะราน, อะห์วาซ และเมืองอื่นๆ รวมถึงอาคารที่พักอาศัย และในวันที่ 2 และ 4 มีนาคม ก็มีการยิงขีปนาวุธโจมตีพื้นที่พักอาศัยที่มีประชากรหนาแน่นในเมืองอื่นๆ ด้วย

การเสียชีวิตของพลเรือนเหล่านี้ได้รับการประณามว่าเป็น "อาชญากรรมสงคราม" ที่เกิดจากการกระทำของสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งเป็นการละเมิดหลักการกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) และท้าทายการพิจารณาขั้นพื้นฐานที่สุดของมนุษย์เกี่ยวกับการเคารพสิทธิในการมีชีวิตของพลเรือน

นายไฮดารีกล่าวว่าการโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อิหร่านกำลังเจรจาทางการทูตกับสหรัฐฯ ซึ่งอิหร่านมองว่าเป็นการดำเนินงานที่หลอกลวง และการตัดสินใจโจมตีอิหร่านได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว แม้ว่าอิหร่านจะเข้าร่วมการเจรจาด้วยเจตนาที่ดี เพื่อพิสูจน์ความถูกต้องของตนเองและหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง

ทูตอิหร่านได้กล่าวยืนยันสิทธิ์โดยสมบูรณ์ของอิหร่านในการปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และประชาชนตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ และจะใช้ทุกวิถีทางเพื่อต่อสู้กับการรุกรานจนกว่าสงครามนี้จะยุติลง โดยระบุว่าอิหร่านได้พยายามทำความเข้าใจกับทุกประเทศล่วงหน้าแล้ว แม้ว่าจะเข้าร่วมการเจรจาด้วยเจตนาที่ดีเพื่อพิสูจน์ความถูกต้องของตนเองและหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง

นายไฮดารีรียังได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลอิหร่านเป็น "ระบอบกดขี่" โดยอ้างว่าข้อมูลส่วนใหญ่มักมาจากสื่อตะวันตกที่บิดเบือนความจริง และชี้แจงว่าเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นเป็นการก่อวินาศกรรมโดยหน่วยงานภายนอก เช่น มอสซาด (Mossad) ซึ่งส่งผลให้เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของอิหร่านเสียชีวิตจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ชาวไทยรับข้อมูลจากหลากหลายแหล่งและอย่าหลงเชื่อข้อมูลจากสื่อตะวันตกเพียงอย่างเดียว

ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทูตอิหร่านได้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันยาวนานและลึกซึ้งระหว่างไทยกับอิหร่านที่มีมานานกว่า 400 ปี ทั้งในมิติทางวัฒนธรรมและการเมือง และได้เชิญชวนให้ชาวไทยไปสัมผัสความจริงด้วยตนเอง

สำหรับการอพยพพลเมืองไทยที่อาศัยอยู่ในอิหร่านประมาณ 200 คน นายไฮดารีกล่าวว่าอิหร่านกำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงการต่างประเทศและสถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงเตหะราน เพื่ออำนวยความสะดวกในการอพยพ โดยมีแผนการเดินทางผ่านตุรเคียเป็นหลัก และอาจพิจารณาเส้นทางผ่านอาเซอร์ไบจานหรือเติร์กเมนิสถานด้วย ทั้งนี้ยืนยันว่าตอนนี้ยังไม่มีพลเมืองไทยได้รับบาดเจ็บ

โดยตอนนี้รัฐบาลไทยได้แจ้งความประสงค์ต่อสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านแล้ว ซึ่งสถานทูตได้ให้ความสำคัญสูงสุดกับการอพยพคนไทยกลับประเทศ โดยคาดการณ์ว่าพลเมืองไทยที่ต้องการเดินทางกลับมีจำนวนประมาณ 200 คน ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเตหะรานและเมืองอื่นๆ ซึ่งตามแผนการเบื้องต้น การอพยพจะใช้เส้นทางจากเตหะรานไปยังชายแดนประเทศตุรเคีย ซึ่งเป็นทางเลือกที่รัฐบาลไทยได้เลือกไว้ โดยอ้างอิงจากประสบการณ์ในอดีต และหากมีจำนวนผู้เดินทางถึง 100 คน รัฐบาลไทยได้ประกาศว่าจะส่งเครื่องบินเช่าเหมาลำของกองทัพเรือไปรับ

นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตอิหร่านยังกล่าวถึงทางเลือกอื่นๆ ที่เป็นไปได้ในการเดินทางกลับอย่างปลอดภัยผ่านชายแดนอาเซอร์ไบจานและเติร์กเมนิสถาน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านได้แจ้งต่อสถานทูตต่างๆ แล้ว โดยสถานทูตอิหร่านในกรุงเทพฯ เองก็กำลังประสบปัญหาในการดูแลพลเมืองอิหร่านที่มาท่องเที่ยวในไทยและไม่สามารถเดินทางกลับได้ เนื่องจากสายการบิน Mahan Air งดให้บริการเที่ยวบินระหว่างกรุงเทพฯ-เตหะราน

เมื่อถามถึงข่าวว่าอิหร่านได้โจมตีประเทศมุสลิมที่อยู่ข้างเคียง นายไฮดารีกกล่าวว่าอิหร่านแสดงความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับปฏิบัติการ "ธงปลอม" (False Flag) ที่อาจเกิดขึ้น โดยระบุว่าอิสราเอลและสหรัฐฯ อาจพยายามใส่ร้ายอิหร่านด้วยการโจมตีเป้าหมายทางการทูตหรือประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ และยืนยันว่าการดำเนินการทางทหารของอิหร่านจะมุ่งเป้าไปที่เป้าหมายของอิสราเอลและโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของสหรัฐฯ เท่านั้น อิหร่านไม่มีความเป็นปฏิปักษ์ต่อประเทศมุสลิมเพื่อนบ้าน และมุ่งมั่นต่อความมั่นคงร่วมกันของโลกมุสลิม

นายไฮดารียังได้กล่าวปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่าอิหร่านไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเหตุกราดยิงในเท็กซัส และมองว่าเป็นการกล่าวหาที่ไร้สาระ ซึ่งเกิดจากการตีตราของสื่อตะวันตกและทฤษฎีสมคบคิด

“ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลมักอ้างถึงอิหร่านว่าเป็นภัยคุกคามทันที และใกล้จะผลิตอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อรักษาอำนาจของตนเอง ส่วนเรื่องเหตุการณ์กราดยิงที่เท็กซัส ผมขอบอกว่าอิหร่านไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ นี่คือเรื่องทีเป็นวาทกรรมของประเทศตะวันตก และทฤษฎีสมคบคิด ทำให้พอมีอะไรเกิดขึ้น (แม้แต่บนดาวอังคาร) คนแรกๆ ที่ถูกกล่าวหาก็คืออิหร่าน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายและเป็นเรื่องที่น่าขัน” นายไฮดารีกล่าว

ทูตอิหร่านยังได้ชี้แจงถึงการเตรียมการหากผู้นำสูงสุดของอิหร่านเป็นอะไรไป โดยระบุว่ารัฐธรรมนูญได้เตรียมการรองรับสถานการณ์ดังกล่าวไว้แล้ว ซึ่งมีสภาที่ประกอบด้วยประธานาธิบดี ประธานศาลยุติธรรม และสมาชิกสภาผู้พิทักษ์ (Guardian Council) ที่จะดูแลประเทศจนกว่าจะมีการเลือกผู้นำคนใหม่

นายไฮดารียังได้กล่าวถึงนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ว่าแม้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะกล่าวอ้างนโยบาย "America First" (อเมริกาต้องมาก่อน) แต่การกระทำที่เป็นการรุกรานครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าอิสราเอลมีความสำคัญเป็นอันดับแรก และประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตั้งใจจะเสียสละเลือดเนื้อของทหารอเมริกันเพื่อเป้าหมายอันชั่วร้ายของระบอบอิสราเอล

“ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า America First แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม การสนับสนุนอิสราเอลมาก่อน แสดงให้เห็นว่าอิสราเอลมีความสำคัญเป็นอันดับแรกสำหรับเขา ไม่ใช่ชาวอเมริกัน ผมเองก็ขอย้ำว่าอิหร่านเองก็ไม่ต้องการให้ทหารอเมริกันต้องเสียเลือดเนื้อเช่นเดียวกับชาวอิหร่าน แต่เป็นเนทันยาฮูที่ลากสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามครั้งนี้” นายไฮดารีกล่าว

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการ ยื่นเรื่องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) หรือใช้กลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศอื่น ๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์พลเรือนเสียชีวิตในเมืองมินาบ ทูตอิหร่านได้แสดงความเห็นว่า การดำเนินการในศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) หรือศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) นั้นซับซ้อน และมักถูกจำกัดด้วย "มาตรฐานสองชั้น" ซึ่งทำให้การคาดหวังผลลัพธ์ที่เป็นธรรมเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสหรัฐฯ สามารถใช้สิทธิ์ยับยั้ง (veto) ในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้ แม้ว่าอิหร่านจะยื่นเรื่องการรุกรานต่อคณะมนตรีความมั่นคงแล้ว แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ จึงไม่ทราบแน่ชัดว่ารัฐบาลได้ยื่นเรื่องต่อ ICC หรือไม่ แต่ยืนยันว่ามีการพิจารณาทางกฎหมายเพื่อดำเนินคดีกับผู้รุกรานอย่างแน่นอน

เมื่อถามถึงการพบปะระหว่างเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ กับนายกรัฐมนตรีไทย ทูตอิหร่านกล่าวว่าไม่ทราบข่าวนี้อย่างเป็นทางการ แต่หวังว่านายกรัฐมนตรีไทยได้แจ้งให้เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ทราบว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลควรยุติสงครามนี้ เพราะส่งผลกระทบต่อภูมิภาคและทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย

“เป้าหมายสูงสุดที่อิหร่านมองเห็นจากอิสราเอล คือ ความต้องการที่จะแบ่งแยกอิหร่านให้แตกออกเป็นเสี่ยงๆ เหมือนกับประเทศซีเรีย หรือยูโกสลาเวียในอดีต โดยมีเจตนาที่จะ สร้างอำนาจนำในภูมิภาค และอาจมีความทะเยอทะยานที่จะขยายอิทธิพลหรือดินแดนออกไปอย่างไม่จำกัด อิหร่านมองว่าอิสราเอลเป็น "ผู้รุกราน" ที่เป็นภัยต่อเสถียรภาพของภูมิภาคและต้องถูกหยุดยั้ง” ทูตอิหร่านกล่าว

 

นายนาสเซเรดดิน ไฮดารี ทูตอิหร่านประจำประเทศไทยและบรรยากาศภายในสถานทูตที่มีการไว้อาลัยผู้นำสูงสุด

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย
เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย