News Logo
หน้าแรก
ทรัมป์ส่งสัญญาณชัด 'คิวบาคือรายต่อไป' หลังจบสงครามอิหร่าน

ทรัมป์ส่งสัญญาณชัด 'คิวบาคือรายต่อไป' หลังจบสงครามอิหร่าน

6 มี.ค. 2569 22:11
ผู้ชม 59 คน

ทรัมป์เล็งเป้า ‘คิวบาคือรายต่อไป’ หลังจบศึกอิหร่าน แย้มแผน ‘เข้าควบคุมอย่างสันติ’ ชี้สถานการณ์สุกงอมเพียงรอเวลา

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณว่า คิวบา อาจกลายเป็นเป้าหมายต่อไปของนโยบายกดดันจากสหรัฐอเมริกา หากสถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่านคลี่คลายลงแล้ว โดยระบุว่า “แค่รอเวลาเท่านั้น” ตามรายงานจากสื่อต่างประเทศ

ทรัมป์กล่าวถ้อยคำดังกล่าวระหว่างงานต้อนรับทีมฟุตบอลของสโมสร อินเตอร์ ไมอามี ที่ทำเนียบขาว เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ตามเวลาสหรัฐฯ (6 มีนาคม ตามเวลาไทย) ระหว่างการสนทนากับรัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ ซึ่งมีเชื้อสายคิวบา

โดยทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ ต้องการจัดการสถานการณ์กับอิหร่านให้เสร็จสิ้นก่อน แล้วจะหันไปจัดการกับคิวบา พร้อมระบุว่า “เราต้องการจัดการเรื่องนี้ (สงครามในอิหร่าน) ให้จบสิ้นลงก่อน แต่มันก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น ก่อนที่พวกคุณและผู้คนที่สุดยอดอีกมากมายจะได้กลับไปคิวบา” ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณถึงกลุ่มชาวคิวบาอพยพในสหรัฐฯ โดยตรง

ทรัมป์ยังกล่าวชม มาร์โก รูบิโอ ซึ่งเป็นลูกหลานชาวคิวบาอพยพและเป็นหัวหอกนโยบายนี้ว่า “มาร์โกทำงานได้ยอดเยี่ยมมาก เขากำลังทำสิ่งที่น่าทึ่ง และเขาก็อยากจะลุยเรื่องคิวบาต่อเลย แต่เขาบอกผมเองว่า ขอเราจัดการเรื่องอิหร่านให้เสร็จก่อน”

คำกล่าวดังกล่าวสอดคล้องกับท่าทีของทรัมป์ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ระบุว่า คิวบากำลังล้มเหลวอย่างหนัก และอาจเกิดการเข้าควบคุมอย่างเป็นมิตรในอนาคต ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังดำเนินการเจรจากับรัฐบาลคิวบาในระดับสูง ท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น

หนึ่งในมาตรการสำคัญ คือการตัดแหล่งน้ำมันที่เคยส่งให้คิวบาจากประเทศพันธมิตรอย่าง นิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา รวมถึงการจำกัดการส่งออกพลังงานจากประเทศอื่น ซึ่งทำให้คิวบากำลังเผชิญวิกฤตพลังงานอย่างรุนแรง

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับคิวบา โดยระบุว่ารัฐบาลคิวบาเป็นภัยคุกคามที่ผิดปกติและร้ายแรง ต่อความมั่นคงและนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ

คำสั่งดังกล่าวกำหนดให้มีมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจต่อประเทศที่ขายหรือส่งน้ำมันให้คิวบา เพื่อสกัดการสนับสนุนรัฐบาลคอมมิวนิสต์ในฮาวานา ซึ่งสหรัฐฯ กล่าวหาว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประเทศคู่แข่งอย่าง รัสเซีย จีน และ อิหร่านรวมถึงกลุ่มติดอาวุธอย่าง ฮิซบอลเลาะห์ และ ฮามาส

แรงกดดันดังกล่าวยิ่งซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจของคิวบา ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำมัน เงินทุน และสินค้าจำเป็นจำนวนมาก ทรัมป์กล่าวว่า “คิวบา ไม่มีเงิน ไม่มีน้ำมัน ไม่มีอะไรเลย” และกำลังเข้าใกล้ภาวะล้มเหลว

สถานการณ์ในประเทศส่งผลให้เกิดไฟฟ้าดับเป็นเวลานาน การขาดแคลนอาหารและยา รวมถึงปัญหาโรคระบาดบางชนิดที่เริ่มแพร่กระจาย ขณะที่รัฐบาลของ ประธานาธิบดีมิเกล ดิอาซ-กาเนล เผชิญแรงกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นภายในประเทศ

นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า สหรัฐฯ อาจใช้จังหวะนี้ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในคิวบา ผ่านเงื่อนไขต่างๆ เช่น การปล่อยนักโทษการเมือง การจัดการเลือกตั้ง หรือการลดอิทธิพลของจีนและรัสเซียในภูมิภาค

ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่า สหรัฐฯ อาจสนใจทรัพยากรธรรมชาติของคิวบา เช่น แร่ นิกเกิล และ โคบอลต์ ซึ่งมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมอาวุธ

นโยบายของทรัมป์ต่อคิวบาถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์แรงกดดันสูงสุด เพื่อต่อต้านอิทธิพลของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ในซีกโลกตะวันตก ซึ่งคล้ายกับแนวทางที่ใช้กับเวเนซุเอลา โดยมีเป้าหมายตัดการสนับสนุนจากประเทศคู่แข่งและบีบให้รัฐบาลคิวบาต้องเข้าสู่โต๊ะเจรจา

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลคิวบาปฏิเสธข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ โดยระบุว่านโยบายดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและก้าวร้าว พร้อมกล่าวหาว่าสหรัฐฯ พยายามแทรกแซงอธิปไตยของประเทศ

การเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่ผ่าน มาร์โก รูบิโอ อาจรวมถึงช่องทางไม่เป็นทางการกับ ราอูล คาสโตร ซึ่งเป็นอดีตผู้นำคิวบา และเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของระบอบคอมมิวนิสต์ของประเทศ อีกทั้งยังเป็นน้องชายของ ฟิเดล คาสโตร ผู้นำการปฏิวัติคิวบาในปี 2502 และเครือข่ายทางการเมืองภายในคิวบา

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า การกดดันทางเศรษฐกิจอย่างหนักอาจนำไปสู่วิกฤตมนุษยธรรมในคิวบา และอาจกระตุ้นให้เกิดการอพยพครั้งใหญ่จากเกาะแห่งนี้ไปยังสหรัฐฯ โดยเฉพาะรัฐฟลอริดา

คิวบาตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งสหรัฐฯ เพียงประมาณ 90 ไมล์ ทำให้ประเทศนี้มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ในภูมิรัฐศาสตร์ของซีกโลกตะวันตก

ในเชิงประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และคิวบาตึงเครียดมาตั้งแต่ปี 2502 หลังการปฏิวัติของผู้นำคอมมิวนิสต์ ฟิเดล คาสโตร ซึ่งนำไปสู่การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2503 และยังคงมีผลบังคับใช้จนถึงปัจจุบัน

ทรัมป์ในสมัยแรกระหว่างปี 2560-2564 ก็ได้เพิ่มความเข้มงวดของมาตรการคว่ำบาตร และนำคิวบากลับเข้าสู่รายชื่อรัฐที่สนับสนุนการก่อการร้ายอีกครั้งในปี 2564

ปัจจุบันคิวบามีประชากรราว 11 ล้านคน และกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียตในทศวรรษ 1990 (พ.ศ. 2533-2542) โดยเศรษฐกิจหดตัวประมาณ 2% ในปี 2568 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อสูงราว 30%

คำพูดล่าสุดของ โดนัลด์ ทรัมป์ จึงถูกมองว่าเป็นสัญญาณถึงความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในภูมิรัฐศาสตร์ของภูมิภาค ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของสถานการณ์อิหร่านและการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับคิวบาที่กำลังดำเนินอยู่


อ้างอิง:

CNBC: Trump: We want to finish Iran first, but Cuba is question of time

Al Jazeera: Trump suggests a 'friendly takeover' of Cuba amid US fuel blockade

The White House: Fact Sheet: President Donald J. Trump Addresses Threats to the United States by the Government of Cuba

The White House: Addressing Threats to the United States by the Government of Cuba

The Intercept: What Does Trump Want With Cuba?

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย
เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย