อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ทำให้ทรัมป์ลังเลที่จะใช้กำลังคือ "รีสอร์ทการแพทย์" (Medical Tourism & Wellness Resorts) คิวบาได้พลิกจุดแข็งด้านการแพทย์มาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยการเปิดสัมปทานให้กลุ่มทุนจากตะวันตก เช่น แคนาดาและยุโรป เข้ามาสร้างรีสอร์ทหรูที่พ่วงบริการทางการแพทย์ระดับสูงเพื่อดึงดูดเศรษฐีต่างชาติ นี่คือ "ไพ่เด็ด" ล่าสุดที่คิวบาใช้เพื่อเอาตัวรอด และเป็นอีกเหตุผลที่การบุกด้วยอาวุธดู "ไม่คุ้มค่า" ในสายตานักธุรกิจอย่างทรัมป์
หมายเหตุ สำนักข่าว Next News ท่ามกลางเสียงระเบิดที่ยังคงดังสนั่นจากการปะทะในตะวันออกกลาง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนระลอกใหม่ด้วยการประกาศว่า "คิวบาคือเป้าหมายถัดไป" (Cuba is next) ทันทีที่ภารกิจจัดการอิหร่านลุล่วง คำประกาศนี้จุดชนวนความกังวลไปทั่วโลกว่า สหรัฐฯ กำลังเตรียมเปิดฉาก "ปฏิบัติการทางทหาร" หรือการทิ้งระเบิดถล่มกรุงฮาวานาแบบที่ทำกับศัตรูในตะวันออกกลาง หรือว่าอาจจะใช้กำลังทหารแบบเดียวกับที่เวเนซุเอลาหรือไม่
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ความมั่นคงประเมินว่า "การใช้กำลังทหารบุกคิวบาไม่น่าจะเป็นไปได้" เนื่องจากทรัมป์มองว่าคิวบาไม่มีทรัพยากรน้ำมันที่คุ้มค่าแก่การส่งกองทัพเข้าไปเสี่ยง อีกทั้งยังกังวลเรื่องวิกฤตผู้ลี้ภัยนับแสนที่จะทะลักเข้าสู่ฟลอริดา รวมถึงเกราะป้องกันทางมนุษยธรรมอย่าง "เครือข่ายแพทย์อาสา" และ "รีสอร์ทการแพทย์" ของตะวันตกที่ฝังตัวอยู่บนเกาะ คาดว่าทรัมป์จะใช้เพียง "มาตรการปิดล้อมทางเศรษฐกิจแบบเบ็ดเสร็จ" เพื่อบีบให้รัฐบาลคิวบาล่มสลายจากภายใน มากกว่าการใช้กระสุนและระเบิดที่อาจสร้างภาระทางการเมืองมหาศาลให้กับเขาเอง
โดยเหตุผลแบบเจาะลึกว่าทำไมโอกาสของการใช้กำลังทหารกับคิวบานั้นยังมีต่ำมาก มายละเอียดดังนี้
เบื้องหลังการตัดสินใจ: ไม่มีน้ำมันเป็นแรงจูงใจ
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้คิวบารอดพ้นจากการบุกด้วยกำลังทหารคือ "ทรัพยากร" ประธานาธิบดีทรัมป์เคยระบุไว้อย่างชัดเจนว่า แรงจูงใจในการจัดการกับเวเนซุเอลาส่วนหนึ่งคือ "น้ำมัน" ซึ่งสหรัฐฯ ต้องการเข้าควบคุมเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่สำหรับคิวบา สถานการณ์แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เกาะแห่งนี้ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติอันล้ำค่า เช่น น้ำมัน ที่จะดึงดูดกลุ่มทุนอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ ให้สนับสนุนการทำสงคราม ส่งผลให้แรงจูงใจในการใช้กำลังทหารเพื่อควบคุมทรัพยากรจึงแทบจะไม่มีเลย
บทเรียนประวัติศาสตร์และพันธสัญญาทางกฎหมายระหว่างประเทศ
ประวัติศาสตร์ได้ทิ้งบทเรียนราคาแพงไว้ให้สหรัฐฯ หลายครั้ง เหตุการณ์สำคัญที่ยังคงเป็นเครื่องเตือนใจคือ "วิกฤตขีปนาวุธคิวบา" ในปี 2505 ซึ่งสหรัฐฯ ได้ให้คำมั่นสัญญาต่อสาธารณะว่าจะ "ไม่รุกรานคิวบา" เพื่อแลกกับการที่สหภาพโซเวียตถอนขีปนาวุธออกไปจากเกาะ การละเมิดข้อตกลงนี้ในปัจจุบัน อาจสร้างความชอบธรรมให้รัสเซียหรือจีนเข้ามาแทรกแซงทางทหาร ซึ่งจะเป็นการขยายความขัดแย้งให้บานปลายเกินควบคุม นอกจากนี้ ความล้มเหลวอย่างน่าอับอายในการบุก "อ่าวหมู" (Bay of Pigs) เมื่อปี 2504 ยังคงเป็นเครื่องย้ำเตือนถึงอันตรายของการประเมินการสนับสนุนจากคนในพื้นที่ผิดพลาด และเตือนว่าการรุกรานทางทหารโดยไม่มีเหตุยั่วยุที่รุนแรงอาจทำให้สหรัฐฯ ถูกโดดเดี่ยวจากพันธมิตรทั่วโลกและละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง
ยุทธศาสตร์ "บีบให้สยบ" แทนการรบ
แทนที่จะส่งกำลังทหารเข้าไปเสี่ยง รัฐบาลทรัมป์เลือกใช้ยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า "แรงกดดันสูงสุด" (Maximum Pressure) หรือการ "บีบให้สยบ" ด้วยวิธีการปิดล้อมทางเศรษฐกิจแบบเบ็ดเสร็จ การตัดวงจรน้ำมันจากเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของคิวบา และการขู่คว่ำบาตรประเทศที่ค้าขายกับคิวบา เป็นการ "รัดคอ" ทางเศรษฐกิจที่ทรัมป์เชื่อว่าได้ผลดีกว่า เขามองว่าคิวบากำลังเผชิญกับวิกฤตไฟฟ้าและอาหารอย่างรุนแรง จนจวนจะถึงจุดล่มสลายจากภายใน และคาดการณ์ว่าจะเกิด "การเข้ายึดครองอย่างเป็นมิตร" (Friendly Takeover) ผ่านการเจรจาเปลี่ยนระบอบ แทนการใช้กำลังทหารที่อาจนำไปสู่สงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น
ภาระทางทหาร งบประมาณ และวิกฤตผู้ลี้ภัย
ณ เดือนมีนาคม 2569 สหรัฐฯ กำลังติดพันอยู่กับสงครามในอิหร่าน การเปิดศึกอีกด้านในคิวบาจะสร้างภาระงบประมาณและกำลังพลที่หนักเกินไปสำหรับสหรัฐฯ ซึ่งทรัมป์ต้องการจัดการภารกิจในตะวันออกกลางให้เสร็จสิ้นก่อน ยิ่งไปกว่านั้น การบุกด้วยอาวุธจะนำไปสู่ "คลื่นผู้อพยพมหาศาล" ที่ทะลักเข้าสู่รัฐฟลอริดา ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของทรัมป์ การไหลบ่าของผู้ลี้ภัยจำนวนนับแสนจะสร้างวิกฤตด้านมนุษยธรรมและเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และอาจส่งผลเสียต่อคะแนนนิยมทางการเมืองของเขาเอง
เกราะป้องกันทางมนุษยธรรมและ "ทูตชุดขาว" ของคิวบา
สิ่งที่ทำให้คิวบามี "เกราะป้องกัน" ที่แข็งแกร่งคือชื่อเสียงระดับโลกในด้านการส่งทีมแพทย์ไปช่วยเหลือประเทศยากจนทั่วโลก คิวบาส่ง "แพทย์" ไปยังภูมิภาคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแคริบเบียน อิตาลี หรือแม้แต่ประเทศโลกที่สามที่ยากไร้ ทำให้สหรัฐฯ ตระหนักดีว่าการบุกโจมตีประเทศที่โลกมองว่าเป็น "ผู้ให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์" จะทำให้สหรัฐฯ ถูกโดดเดี่ยวทางการทูตอย่างรุนแรง และถูกมองว่าเป็น "ผู้ร้าย" ที่ทำให้คนยากจนต้องเสียชีวิตเพราะไม่มีแพทย์รักษา รัฐบาลคิวบายังฝึกฝนแพทย์ให้มีจิตวิญญาณแบบนักรบ หากมีการบุกจริง แพทย์เหล่านี้จะกลายเป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อที่ทรงพลัง โดยการเผยแพร่ภาพความทุกข์ยากของคนไข้ที่ขาดแคลนยาเพราะการปิดล้อมของสหรัฐฯ ซึ่งจะสร้างกระแสต่อต้านทรัมป์อย่างหนักในเวทีสหประชาชาติ ดังนั้น การบุกคิวบาจึงไม่ใช่แค่การสู้กับ "ทหาร" แต่เป็นการสู้กับ "กองทัพเสื้อกาวน์" ที่มีอิทธิพลต่อชีวิตคนยากจนทั่วโลก

โปสเตอร์เชื้อเชิญนักท่องเที่ยวมารีสอร์ทการแพทย์ที่คิวบาช่วงปี 2564
อิทธิพลจากพันธมิตรในภูมิภาคและผลประโยชน์แอบแฝงของสหรัฐฯ
หลายประเทศในแคริบเบียนและอิตาลียังคงยืนยันว่าแพทย์คิวบา "จำเป็น" ต่อระบบสาธารณสุขของตน หากสหรัฐฯ บุกคิวบาและทำให้โครงการแพทย์เหล่านี้ต้องยุติลงถาวร ประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม CARICOM จะมองว่าสหรัฐฯ กำลังทำลายความมั่นคงด้านสุขภาพของภูมิภาคเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง ซึ่งจะนำไปสู่การตอบโต้ทางการทูตอย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม แม้ฉากหน้าจะดูขัดแย้งรุนแรง แต่ในความเป็นจริง เกือบทุกรัฐบาลสหรัฐฯ มีการติดต่อลับกับคิวบามาโดยตลอดผ่านช่องทางพิเศษ เช่น นักข่าวชื่อดัง หรือแม้แต่สมเด็จพระสันตะปาปา การติดต่อเหล่านี้มักเกิดขึ้นเพื่อป้องกันวิกฤตที่อาจบานปลาย หรือเพื่อแลกเปลี่ยนตัวประกันและนักโทษ นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผลประโยชน์ในสหรัฐฯ ที่พยายามผลักดันให้เปิดความสัมพันธ์กับคิวบาเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ภาคเกษตรกรรมของสหรัฐฯ ยังคงส่งออกอาหารและสินค้าเกษตรไปยังคิวบาเป็นมูลค่ามหาศาลภายใต้ข้อยกเว้นบางประการ ทำให้นักการเมืองจากรัฐเกษตรกรรมมักมีท่าทีประนีประนอมเพื่อรักษาตลาดส่งออกนี้ กลุ่มทุนท่องเที่ยวและพลังงานในสหรัฐฯ ก็ยังคงล็อบบี้ผ่านนักการเมืองเพื่อให้ยกเลิกการคว่ำบาตร เพราะไม่ต้องการเสียโอกาสให้คู่แข่งจากยุโรปหรือจีนที่เข้าไปลงทุนในคิวบาอยู่ก่อนแล้ว
ผลประโยชน์ทางธุรกิจและ "รีสอร์ทการแพทย์": จุดเชื่อมโยงที่ไม่ถูกเปิดเผย
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ทำให้ทรัมป์ลังเลที่จะใช้กำลังคือ "รีสอร์ทการแพทย์" (Medical Tourism & Wellness Resorts) คิวบาได้พลิกจุดแข็งด้านการแพทย์มาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยการเปิดสัมปทานให้กลุ่มทุนจากตะวันตก เช่น แคนาดาและยุโรป เข้ามาสร้างรีสอร์ทหรูที่พ่วงบริการทางการแพทย์ระดับสูงเพื่อดึงดูดเศรษฐีต่างชาติ นี่คือ "ไพ่เด็ด" ล่าสุดที่คิวบาใช้เพื่อเอาตัวรอด และเป็นอีกเหตุผลที่การบุกด้วยอาวุธดู "ไม่คุ้มค่า" ในสายตานักธุรกิจอย่างทรัมป์
ในประเด็นนี้เองที่ "เส้นสาย" และผลประโยชน์แฝงของนักการเมืองและกลุ่มทุนในสหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทสำคัญ นักลงทุนในฟลอริดาและเครือโรงแรมใหญ่ๆ ในสหรัฐฯ ทราบดีว่าคิวบาคือ "ทำเลทอง" ของการทำ Wellness Resort เพราะมีค่าแรงแพทย์ที่ต่ำแต่ฝีมือสูง จึงมีการ "ล็อบบี้เงียบๆ" เกิดขึ้น หากทรัมป์บุกและทำลายโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ ทรัพย์สินที่เตรียมจะกลายเป็นกำไรในอนาคตของกลุ่มทุนเหล่านี้ (ซึ่งอาจมีสายสัมพันธ์กับนักการเมือง) ก็จะมลายหายไป การรักษาคิวบาไว้ในสภาพที่ "ยอมแพ้ทางการเมืองแต่ยังคงโครงสร้างธุรกิจไว้" จึงเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มทุนเหล่านี้มากกว่า
นอกจากนี้ การที่คิวบาเปิดรับการลงทุนจากตะวันตกในด้านนี้ ทำให้พวกเขามี "ตัวประกันทางเศรษฐกิจ" เป็นบริษัทข้ามชาติหลายแห่ง หากทรัมป์บุกโจมตี เขาไม่ได้แค่สู้กับคิวบา แต่กำลังสู้กับผลประโยชน์ของพันธมิตรตะวันตกที่ลงเงินไปในรีสอร์ทเหล่านั้นด้วย และในสไตล์ของทรัมป์เอง ซึ่งเป็นนักอสังหาริมทรัพย์ที่ชื่นชอบพื้นที่ติดทะเลสวยๆ คิวบาอาจเป็น "ดีล" ที่น่าสนใจในอนาคต เขาอาจต้องการให้คิวบา "เปลี่ยนระบอบ" เพื่อที่บริษัทสหรัฐฯ (รวมถึงธุรกิจในเครือที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง) จะได้เข้าไปฮุบสัมปทานรีสอร์ทการแพทย์เหล่านี้ แทนที่จะระเบิดมันทิ้งทำลายมูลค่าทางธุรกิจที่มีอยู่

ข่าวรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กับดีลลับคิวบา
สัญญาณจากผู้นำสหรัฐฯ ยืนยันดีลกำลังเดินหน้า
มีสัญญาณที่ชัดเจนจากบุคคลระดับสูงของสหรัฐฯ ในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 ว่า "ดีลหลังบ้าน" กำลังเดินหน้าอย่างรวดเร็ว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ยืนยันในที่ประชุม "Shield of the Americas" ที่ไมอามีว่า "รัฐบาลคิวบากำลังเจรจากับเรา" และเชื่อว่าดีลนี้จะสำเร็จได้โดยง่าย พร้อมทั้งเริ่มใช้คำว่า "การเข้ายึดครองอย่างเป็นมิตร" ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นรหัสหมายถึงการเปลี่ยนผ่านอำนาจผ่านข้อตกลงทางเศรษฐกิจมากกว่าการรบ ด้านมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งได้รับมอบหมายจากทรัมป์ให้ดูแลการเจรจากับเจ้าหน้าที่คิวบาในระดับสูง ก็มีรายงานว่าได้ติดต่อผ่านช่องทางไม่เป็นทางการกับนายราอูล กีเยร์โม โรดริเกซ คาสโตร หลานชายของราอูล เพื่อข้ามขั้นตอนของรัฐบาลคิวบาปกติและคุยตรงกับผู้มีอำนาจตัดสินใจที่แท้จริง
กล่าวโดยสรุป การตัดสินใจของสหรัฐฯ ที่จะไม่บุกคิวบาด้วยกำลังทหาร ไม่ได้มาจากเหตุผลด้านการเมืองหรือมนุษยธรรมเพียงอย่างเดียว แต่ยังคงมีปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ ภาระทางทหาร ความเสี่ยงด้านมนุษยธรรม และที่สำคัญคือผลประโยชน์ทางธุรกิจของกลุ่มทุนและนักการเมืองในสหรัฐฯ เอง ที่มองเห็นถึง "มูลค่าทางธุรกิจ" ของคิวบาที่ไม่อาจประเมินค่าได้ การเลือกใช้การบีบทางเศรษฐกิจและทางการทูต จึงเป็นทางเลือกที่แยบยลและลดความเสี่ยงพร้อมทั้งเปิดช่องทางผลประโยชน์ในอนาคตได้มากกว่าการทำสงคราม.




