'สมชัย' และ 'ผอ.ดีโหวต' นำทีมผู้ถูก กกต.อ้างว่าแจ้งความดำเนินคดีข้อหายุยงปลุกปั่น-อั้งยี่ เข้าพบพนักงานสอบสวน กองปราบปราม เพื่อขอความชัดเจนการดำเนินคดี เนื่องจากที่ผ่านมาไม่ได้รับการติดต่อใดๆ จากเจ้าหน้าที่
วันที่ 12 มีนาคม 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ อาจารย์ประจำคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม และผู้อำนวยการดีโหวต นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี blockchain และนายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือ ครูชัย เจ้าของแฟนเพจ M.I.B Marketing In Black จะเข้าพบพนักงานสอบสวน กองปราบปราม ในเวลา 10.00 น.
ทั้งนี้ ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 4 คนนี้ เป็น 4 ใน 6 ของผู้ที่ถูกนายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. เข้าแจ้งความกับกองปราบปราม เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อดำเนินคดีในข้อหายุยงปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบและข้อหาอั้งยี่ ซึ่งนายธรรม์ธีร์ กล่าวกับ Next News ว่า สาเหตุที่จะต้องเข้าพบพนักงานสอบสวน เนื่องจากที่ผ่านมาไม่ได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ถูกดำเนินคดีตามที่ กกต.แจ้งความจริงหรือไม่ อย่างไร
"หลังจาก กกต.ออกเอกสารข่าวประชาสัมพันธ์ว่า มีการยื่นแจ้งความกับกองปราบปรามก็ไม่เคยรับการติดต่อว่าถูกฟ้องข้อหาอะไร หรือไม่มีการเชิญไปให้ปากคำใดๆ จึงอยากไปถามพนักงานสอบสวนว่า กกต.ฟ้องใครบ้าง ข้อหาอะไร เพื่อให้มีการดำเนินการอย่างโปร่งใส
"เพราะถ้าเป็นประชาชนทั่วไป การถูกฟ้องข้อหาอั้งยี่ย่อมเกิดความหวาดกลัว เสียชื่อเสียง ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ฉะนั้น จะไปถามว่านี่คือการจงใจฟ้องปิดปาก (SLAPP) ประชาชนใช่หรือไม่ ซึ่งไม่ควรจะเกิดขึ้น และที่ผิดปกติก็คือวันนี้ (11 มี.ค. 2569) ทราบว่าเจ้าหน้าที่ กกต.เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนเพิ่มเติม แต่เจ้าหน้าที่กลับออกมายืนยันว่า ‘ยังไม่มีการแจ้งข้อหากับบุคคลใด’"
นอกจากนี้ วันเดียวกัน นายธรรม์ธีร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวมีเนื้อตอนหนึ่งเชิงตั้งคำถามว่า จนถึงวันนี้ กกต.ได้ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ตรงไปตรงมากับพนักงานสอบสวนแล้วหรือไม่ ว่าบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดโดยตัวมันเองแล้วไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากหากนำบัตรเลือกตั้งไปซีร็อกซ์ แล้วนำแผ่นก๊อบปี้มาลองสแกนบาร์โค้ดด้วยมือถือธรรมดาทั่วไปก็สแกนแผ่นก๊อบปี้ เพื่อบอกตัวเลขต้นขั้วของจริงได้เช่นเดียวกับบัตรจริงทุกประการ ดังนั้นจะเป็นระบบความปลอดภัยได้อย่างไร
นอกจากนั้น ยังระบุด้วยว่า "วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด คือเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับเป็นหลักเท่านั้น ซึ่งการสแกนที่ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ จะไปหักล้างสิ่งที่ต้องการทำให้เป็นความลับ เพราะใครมีมือถือก็สามารถสแกนข้อมูลได้ทะลุปรุโปร่ง รู้ความลับเป็นรายบุคคล
"โดยเฉพาะคนสำคัญของประเทศจะตกเป็นเป้าหมายได้เลย อยากรู้ว่าใครเลือกพรรคไหน ใครเชียร์ใครเป็นนายกฯ สาเหตุที่บาร์โค้ดทำลายความลับของบัตรเลือกตั้ง จึงอาจขัดรัฐธรรมนูญ เพราะบัตรทุกใบไม่เป็นความลับ สามารถโดนตรวจสอบย้อนหลัง จนรู้ได้ว่าประชาชนคนไหน กาบัตรเลือกพรรคอะไร บาร์โค้ดนี่แหละที่ทำได้อย่างชัดเจน ตรงประเด็น
"ดังนั้น ‘ความลับตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ จึงอาจต้องพังทลายไป ด้วยการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้งบประมาณจากภาษีอากรของประชาชน ไปทำของผิดประเภทมาใช้งาน’" เนื้อหาตอนหนึ่งจากการโพสต์ข้อความของนายธรรม์ธีร์
อย่างไรก็ตาม นอกจากทั้ง 4 คน ที่ถูก กกต.อ้างว่าได้แจ้งความดำเนินคดีแล้ว ยังมีนายพริษฐ์ วัชรสินธ์ โฆษกพรรคประชาชน และนายทรงพล เรืองสมุทร หัวหน้าช่างภาพ spacebar จะถูกดำเนินคดีด้วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 นายครรชิต พร้อมด้วย ว่าที่ ร.ต. สัมพันธ์ แสงดำเลิศ ผู้อำนวยการ กกต.กรุงเทพมหานคร ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน กองปราบปราม เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติม โดย พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เปิดเผยในภายหลังด้วยว่า เป็นการให้ปากคำเพิ่มเติมของ กกต. เนื่องจากในวันที่แจ้งความครั้งแรกเอกสารยังไม่ครบถ้วน ส่วนประเด็นการแจ้งข้อกล่าวหานั้น ยืนยันว่า 'ยังไม่มีการแจ้งข้อหากับบุคคลใด' เนื่องจากพนักงานสอบสวนยังอยู่ระหว่างการสอบปากคำฝ่ายผู้กล่าวหา และยังต้องรอสอบปากคำกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ในเขตคันนายาวให้ครบถ้วนเสียก่อน
สำหรับ การแจ้งความทั้ง 6 คน โดยนายครรชิตก่อนหน้านี้ ได้ระบุว่า สืบเนื่องบุคคลทั้ง 6 คน เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความวุ่นวายระหว่างการลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ในเขตคันนายาว กทม. เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยทาง กกต. ได้แจ้งข้อหาหนักหลายกระทง ประกอบด้วย ความผิดตาม พ.ร.ป. ว่าด้วย กกต. พ.ศ. 2560 มาตรา 66 วรรคสอง, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 (ยุยงปลุกปั่น), มาตรา 209 (อั้งยี่), มาตรา 322 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14




