News Logo
หน้าแรก
พรรคส้มถามหาความเป็นกลาง กกต. 4 คน มติคดีฮั้ว สว.ค้านสายตาประชาชน

พรรคส้มถามหาความเป็นกลาง กกต. 4 คน มติคดีฮั้ว สว.ค้านสายตาประชาชน

13 มี.ค. 2569 15:42
ผู้ชม 36 คน

มติ 5:2 คดีฮั้ว สว. 229 คน ของอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดค้านสายตาประชาชน โฆษกพรรคส้มถามหาความเป็นกลางของ กกต. 4 ใน 7 คน ที่ถูกรับรองโดย สว.ที่ถูกกล่าวหาในคดีว่าจะพิจารณาคดีด้วยความเป็นธรรมโดยไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้ที่ทำให้ได้รับตำแหน่งอย่างไร ลุ้นกรรมการการเลือกตั้งชุดใหญ่ชี้ขาด

ภายหลังคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่าข้อกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. จำนวน 229 คน ประกอบด้วย สว. ชุดปัจจุบัน 138 คน กรรมการบริหารพรรคการเมือง สส. และสมาชิกพรรคอีก 91 คน 'ไม่มีมูลความผิดในคดี' โดยในขั้นตอนต่อไปความเห็นของคณะอนุกรรมการฯ ชุดดังกล่าวจะถูกส่งเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหญ่พิจารณาชี้ขาด

คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 มี ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อดีตรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นประธาน โดยมติเสียงข้างมากเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์การกระทำความผิดในการเลือก สว. 2567 จำนวน 229 ราย ไม่มีความผิด ขณะที่อนุกรรมการเสียงข้างน้อย 2 เสียง เห็นว่า ควรชี้มูล 134 คน ในกลุ่ม สว. ปัจจุบัน 138 คน โดยมติคณะอนุกรรมการฯ ชุดนี้เป็นการกลับความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลางชุดที่ 26 ที่เป็นคณะทำงานร่วมกันระหว่าง กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งมี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. เป็นประธาน

คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลางชุดที่ 26 เคยสรุปสำนวนกล่าวหาว่า ผู้กระทำความผิด จำนวน 229 ราย ประกอบด้วย สมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบัน 138 ราย กรรมการบริหารพรรคการเมือง สส. สมาชิกพรรคการเมือง และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง อีกจำนวน 91 ราย พบการกระทำเข้าข่ายมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าทำให้ได้รับเลือกมาเป็น สว.โดยไม่สุจริต เที่ยงธรรม และขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 113 และเสนอให้ กกต.ดำเนินคดี

สำหรับขั้นตอนต่อไป คณะอนุกรรมการชี้ขาด คณะที่ 36 จะต้องสรุปสำนวนส่งไปยังสำนักงาน กกต. และจากนั้นจะต้องนำเรื่องเข้าบรรจุระเบียบวาระการประชุม กกต.ชุดใหญ่ เพื่อพิจารณาชี้ขาดต่อไป เช่นเดียวกับผลการสอบสวนของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่เคยมีมติดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น 229 ราย ก็จะถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของ กกต.ชุดใหญ่ด้วยเช่นเดียวกัน

ด้าน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะโฆษกพรรค ให้ความเห็นกรณีนี้ผ่านโฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ในขณะที่สังคมยังไม่ได้รับคำตอบจากหลายคำถามที่มีต่อ กกต. เกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง สส. สังคมกำลังจะมีคำถามต่อ กกต. เพิ่มขึ้นอีก เกี่ยวกับตรวจสอบกรณีการโกง สว.

แม้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลางชุดที่ 26 (ซึ่งเป็นคณะทำงานร่วมระหว่าง กกต. และ DSI) ได้เคยมีมติเสนอให้ กกต. ดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหาผู้กระทำความผิดทั้งหมด 229 คน (ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภา 138 คน และสมาชิกพรรคการเมืองและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง 91 คน) แต่รายงานข่าวเมื่อวานนี้ (12 มี.ค. 2569) ระบุว่า คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ของ กกต. กลับมีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนไม่มีมูลความผิดใดๆ ซึ่งสวนทางกับความเห็นของคณะสืบสวนฯ โดยสิ้นเชิง

โฆษกพรรคประชาชน ระบุว่า หากรายงานข่าวที่มีการนำเสนอเป็นจริง นั่นหมายความว่า สำหรับผู้ถูกกล่าวหา 138 คนที่เป็น สว. : คณะอนุกรรมการ 5 คน เห็นว่า สว. ทั้ง 138 คน ไม่มีมูลความผิดใดๆ ในขณะที่คณะอนุกรรมการ 2 คน เห็นว่า สว. ส่วนใหญ่ (134 จาก 138 คน) มีมูลความผิด สำหรับผู้ถูกกล่าวหา 91 คนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองและเครือข่าย: คณะอนุกรรมการทั้ง 7 คน เห็นตรงกันอย่างเป็นเอกฉันท์ว่า ทั้ง 91 คน ไม่มีมูลความผิดใดๆ

นายพริษฐ์ ระบุว่า คำถามที่ตามมา 1. เหตุใดคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ของ กกต.ถึงมีความเห็นแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงกับคณะกรรมการสืบสวนฯ ของ กกต. และดีเอสไอ เป็นไปได้อย่างไรที่หลักฐานทั้งหมดที่ถูกรวบรวมโดยคณะกรรมการสืบสวนฯ ซึ่งคาดว่ามีทั้งการวิเคราะห์ผลการลงคะแนน หลักฐานการนัดพบ รวมถึงเส้นทางการเงิน จะไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้ คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ของ กกต. ชี้มูลผู้กล่าวหาได้แม้แต่คนเดียว?

2. คนที่จะต้องชี้ขาด ว่าจะเห็นตามคณะกรรมการสืบสวนฯ (ที่เห็นว่าทั้ง 229 คนมีมูลความผิด และควรส่งเรื่องต่อไปที่ศาล) หรือเห็นตามคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ (ที่เห็นว่าทั้ง 229 คนไม่มีมูลความผิด และควรยุติคดี) คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ในเมื่อ กกต. มี 4 จาก 7 คน ที่ถูกรับรองโดย สว. ที่ถูกกล่าวหา เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า กกต. จะพิจารณาคดีดังกล่าวอย่างเป็นธรรม โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้ที่ทำให้ตนได้รับตำแหน่ง?

3. หากในที่สุดปรากฏข้อมูลที่ชี้ชัดว่า กกต. ได้ดำเนินการและตัดสินเกี่ยวกับคดีดังกล่าว โดยสวนทางกับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน และโดยไม่ต้องรับผิดรับชอบต่อกฎหมาย สังคมจะสรุปได้หรือไม่ว่า องค์กรอิสระในยุคสมัยนี้ไม่ได้เป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงโดยกลุ่มทางการเมือง แต่กลับเป็นอิสระจากประชาชน?

ขณะที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ก็กล่าวในทำนองเดียวกันว่า มติ 5 ต่อ 2 ของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ในคดีฮั้ว สว. เป็นสิ่งที่ค้านสายตาประชาชน ต่อไปต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเมื่อเรื่องเข้าที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่ แต่ยังคงคาดหวังว่ากกต.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งในส่วนของพรรคประชาชน นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุีกส่วนตัวในประเด็นดังกล่าวนี้ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ของบ้านเมือง เพราะแม้ว่าหลายคนจะคาดการณ์กันไว้แล้วว่าผลจะออกมาในทางนี้ แต่ก็ยังเชื่อกันว่าอย่างน้อยต้องมีการส่งไปศาลฎีกาพิจารณาบ้าง หาไม่แล้วคนจะรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมมากไปกว่านี้ และจะยิ่งทำให้คนหมดความเชื่อถือต่อการทำงานของ กกต. มากยิ่งขึ้นไปอีก 

"แน่นอนว่ายังไม่มีใครผิดจนกว่าศาลจะพิพากษา แต่การที่ กกต. จะไม่ส่งใครไปให้ศาลฎีกาพิจารณาแม้แต่คนเดียวเลยเช่นนี้ ไม่พึงที่สังคมจะนิ่งเฉย เพราะมิเช่นนั้นทุกอย่างอาจจะยิ่งแย่ลงยิ่งไปกว่านี้ สิ่งที่ กกต.พึงต้องกระทำ และสังคมต้องช่วยกันเรียกร้องคือ ก่อนที่ กกต. 7 คนจะลงมติ ขอให้เปิดเผยผลการวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดให้สังคมได้ทราบว่า ด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงใด คณะอนุกรรมการชุดนี้จึงสรุปว่า 'ไม่มีมูลตามที่กล่าวหา' ซึ่งตรงกันข้ามกับคณะกรรมการชุดแรกโดยสิ้นเชิง" นายปริญญา ระบุ

อย่างไรก็ตาม ที่มาของคดีนี้ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ที่ประชุมคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง ชุดที่ 26 ของสำนักงาน กกต. ซึ่งรับผิดชอบคดีฮั้ว สว. ได้มีมติเสนอ กกต.เห็นควรดำเนินคดีต่อต่อผู้ถูกกล่าวหา จำนวน 229 คน แบ่งเป็น สว. 138 คน กรรมการบริหารพรรคการเมือง และเครือข่ายอีก 91 คน ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 มาตรา 70 ประกอบ มาตรา 36 มาตรา 62 มาตรา 76 และ มาตรา 77 (1)

คณะกรรมการสืบสวนเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าวเข้าข่ายมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าทำให้ได้รับเลือกมาเป็น สว.โดยไม่สุจริต เที่ยงธรรม และขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 113 ที่บัญญัติว่า สว.ต้องไม่ฝักใฝ่หรือยอมตนอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมืองใดๆ ในส่วนข้อกล่าวหานี้หากไปถึงชั้นการพิจารณาของที่ประชุม กกต.และมีมติเห็นพ้องด้วย ก็อาจนำไปสู่การร้องต่อ กกต.ขอให้เสนอศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคได้

สำหรับ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 มาตรา 76 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดห้ามกรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในพรรคการเมือง สส.ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กระทำการใดที่เป็นการช่วยให้ผู้สมัครผู้ใดได้รับเลือกเป็น สว. หรือทำให้ผู้สมัครผู้ใดไม่ได้รับเลือก รวมถึงถ้าผู้สมัครใดยินยอมให้บุคคลดังกล่าวช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สว. ต้องระวังโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาท ถึง 2 แสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง
คดีฮั้วสว.



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย
เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย