เจาะ ‘ยุทธศาสตร์อสมมาตร’ เบื้องหลังความมั่นใจของอิหร่าน ประกาศกร้าวทำยื้อสงครามสหรัฐฯ ได้ 6 เดือน
สงครามระหว่าง สหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับ อิหร่าน เข้าสู่สัปดาห์ที่สามในวันที่ 15 มีนาคม 2569 นับตั้งแต่ปฏิบัติการ Epic Fury เริ่มโจมตีทางอากาศเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขีปนาวุธ โดรน และการโจมตีทางอ้อมยังคงถูกใช้ตอบโต้กันอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันการปิดกั้น ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงทั่วโลก และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณว่าทั้งสองฝ่ายจะหยุดยิง
โฆษกของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC คือ อะลี มูฮัมหมัด นาอีนี ประกาศผ่านสำนักข่าวฟาร์สเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 ว่า “กองทัพสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านมีความสามารถในการทำสงครามเข้มข้นต่อเนื่องได้อย่างน้อย 6 เดือน ด้วยระดับการปฏิบัติการแบบเดียวกับในปัจจุบัน” พร้อมย้ำว่าอิหร่านยังใช้เพียงขีปนาวุธและโดรนรุ่นแรกและรุ่นที่สองเท่านั้น ขณะที่ขีปนาวุธพิสัยไกลขั้นสูงและโดรนรุ่นใหม่ยังไม่ได้ถูกนำออกมาใช้
คำประกาศนี้สะท้อนความมั่นใจของอิหร่านว่าสามารถยืดสงครามได้ เพราะใช้ยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า สงครามอสมมาตร (Asymmetric warfare) เป็นหัวใจหลัก นั่นคือการใช้กำลังที่มีต้นทุนต่ำกว่า แต่สร้างความเสียหายสะสมในระยะยาว แทนการเผชิญหน้าตรงๆ กับกองทัพที่มีศักยภาพเหนือกว่า
นักวิเคราะห์อย่าง จอห์น ฟิลลิปส์ อดีตผู้ฝึกทหารอังกฤษ อธิบายว่า อิหร่านเลือกใช้การรบแบบไม่สมมาตรเพื่อชดเชยข้อเสียเปรียบด้านอาวุธ โดยใช้โดรนโจมตีแบบ Shahed drone ที่มีราคาประมาณ 20,000-35,000 ดอลลาร์ต่อเครื่อง แล้วปล่อยเป็นจำนวนมากพร้อมกัน เพื่อทำให้ระบบป้องกันทางอากาศราคาแพงของฝ่ายตรงข้าม เช่น Patriot missile defense system หรือ Terminal High Altitude Area Defense (THAAD) ต้องใช้กระสุนสกัดจำนวนมาก
นอกจากนี้ อิหร่านยังระดมกองกำลังพันธมิตรในภูมิภาค หรือที่เรียกว่า พร็อกซี เปิดแนวรบหลายด้านพร้อมกัน เช่น ฮิซบอลเลาะห์ ยิงขีปนาวุธจากเลบานอนตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม ฮูตี ในเยเมนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน รวมถึงกองกำลังติดอาวุธใน อิรัก และ ซีเรีย ตลอดจนกลุ่มติดอาวุธใน ฉนวนกาซา เพื่อสร้างสมรภูมิหลายพื้นที่และลดแรงกดดันที่ตกอยู่กับอิหร่านโดยตรง
สถาบันวิเคราะห์ความมั่นคง The Soufan Center ระบุว่า อิหร่านกำลังใช้ระบบป้องกันแบบ โมเสก ซึ่งหมายถึงการกระจายกำลังและศูนย์บัญชาการออกเป็นหลายจุด เพื่อลดโอกาสที่ศัตรูจะโจมตีทำลายได้ในครั้งเดียว พร้อมกับผสมผสานการโจมตีทางเศรษฐกิจ เช่น การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันประมาณ 20% ของโลก รวมถึงการโจมตีคลังน้ำมัน สนามบิน และโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล เพื่อดันราคาพลังงานให้สูงขึ้นและสร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลสหรัฐฯ
ยุทธศาสตร์ของอิหร่านจึงแตกต่างจากแนวทางของสหรัฐฯและอิสราเอลอย่างชัดเจน ฝ่ายสหรัฐฯ เน้นการโจมตีแบบ Conventional หรือ การใช้กำลังทหารเต็มรูปแบบ และ การโจมตีแบบรวดเร็วเด็ดขาด (Decisive strike) ด้วยเครื่องบินรบและอาวุธนำวิถีแม่นยำสูง โดยหวังทำลายเป้าหมายสำคัญ เช่น โรงงานนิวเคลียร์ ฐานยิงขีปนาวุธ และผู้นำระดับสูง เพื่อยุติสงครามให้เร็วภายในประมาณ 4-8 สัปดาห์
โดยสหรัฐฯ ยังเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศขนาดใหญ่เมื่อคืนวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา ต่อ เกาะคาร์ก (Kharg Island) ศูนย์กลางส่งออกน้ำมันหลักของอิหร่าน ซึ่งรองรับราว 90% ของการส่งออกน้ำมันทั้งหมด เพื่อตอบโต้การคุกคามเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซและการโจมตีทางอ้อมของอิหร่าน โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุว่าได้โจมตีเป้าหมายทางทหารมากกว่า 90 แห่ง เช่น คลังเก็บทุ่นระเบิดทางเรือ คลังขีปนาวุธ ฐานป้องกันภัยทางอากาศ และระบบเรดาร์ระยะไกล พร้อมหลีกเลี่ยงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน เพื่อไม่ให้เกิดความปั่นป่วนต่อเศรษฐกิจโลกในทันที แต่ใช้เป็นแรงกดดันเชิงยุทธศาสตร์ให้อิหร่านเปิดเส้นทางเดินเรืออีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม การยืดสงครามตามแผนของอิหร่านทำให้สหรัฐฯ ต้องเผชิญกับต้นทุนทางทหารที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สถาบันวิเคราะห์ Center for Strategic and International Studies หรือ CSIS ประเมินว่าเพียง 100 ชั่วโมงแรกของปฏิบัติการ สหรัฐฯใช้เงินไปแล้วประมาณ 3.7 พันล้านดอลลาร์ หรือเฉลี่ยเกือบวันละ 900 ล้านดอลลาร์
รายงานจาก The New York Times และข้อมูลจาก กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ที่แจ้งต่อรัฐสภาระบุว่า ในช่วง 6 วันแรกของสงคราม สหรัฐฯใช้เงินด้านกระสุนและขีปนาวุธไปแล้วอย่างน้อย 1.13 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยมีการยิงกระสุนและขีปนาวุธมากกว่า 2,000 ลูกในช่วงแรก และค่าใช้จ่ายต่อวันอาจสูงถึง 500 ล้านถึง 1 พันล้านดอลลาร์
ด้าน Al Jazeera รายงานเพิ่มเติมว่า ค่าใช้จ่ายจำนวนมากราว 3.5 พันล้านดอลลาร์ยังไม่ได้อยู่ในงบประมาณเดิม ทำให้เพนตากอนอาจต้องขอเงินเพิ่มจากสภาคองเกรสถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจกลายเป็นประเด็นโจมตีทางการเมืองภายในสหรัฐฯ
ในด้านความสูญเสีย Reuters รายงานว่า จนถึงวันที่ 10 มีนาคม 2569 ฝ่ายอิหร่านมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1,332 คน โดยในจำนวนนี้มีเด็กอย่างน้อย 181 คน ตามข้อมูลของ UNICEF และองค์กรกาชาดอิหร่าน ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน และมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 18,000 คน ขณะที่ทหารเสียชีวิตอย่างน้อย 104 นายจากเหตุโจมตีเรือรบ
รายงานของ Al Jazeera ให้ตัวเลขใกล้เคียงกันที่ประมาณ 1,270-1,444 คน ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯมีทหารเสียชีวิต 11 นาย โดย 7 นายเสียชีวิตจากปฏิบัติการรบ และอีก 4 นายจากอุบัติเหตุเครื่องบินตกในอิรัก ขณะที่ผู้บาดเจ็บมีอย่างน้อย 140-200 นาย
นอกจากนี้ สหรัฐฯยังสูญเสียเครื่องบินรบ F-15 Eagle จำนวน 3 ลำ เครื่องบินเติมเชื้อเพลิง KC-135 Stratotanker 1 ลำ เรดาร์ของระบบ THAAD missile defense system 1 ชุด และโดรน MQ-9 Reaper อีก 11 ลำ รวมถึงฐานทัพที่ได้รับความเสียหายมูลค่าประมาณ 1.4 พันล้านดอลลาร์
ขณะที่อิหร่านสูญเสียฐานยิงขีปนาวุธ เรือรบมากกว่า 90 ลำ และโรงงานผลิตอาวุธหลายแห่ง แต่ยังคงมีคลังอาวุธสำรองเพียงพอสำหรับสงครามยืดเยื้อตามที่ประกาศไว้
รายงานของ Reuters ระบุว่า หากรวมความสูญเสียทั่วภูมิภาค ตัวเลขผู้เสียชีวิตทะลุ 2,000 คนแล้ว โดยในเลบานอนมีผู้เสียชีวิต 687 คน และในอิรักอีก 30 คน
สงครามที่เริ่มต้นจากความตึงเครียดเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่านกำลังกลายเป็นการเผชิญหน้าระหว่างสองยุทธศาสตร์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ระหว่างการโจมตีแบบรวดเร็วเพื่อจบสงคราม กับการยืดการสู้รบให้นานเพื่อทำให้ฝ่ายตรงข้ามอ่อนแรง
พื้นฐานของยุทธศาสตร์อิหร่านมีรากมาจากสงครามอิหร่าน-อิรัก ในทศวรรษ 1980 (พ.ศ. 2523-2532) ซึ่งอิหร่านใช้เครือข่ายพันธมิตรติดอาวุธและขีปนาวุธต้นทุนต่ำเพื่อต่อสู้กับกองทัพที่เหนือกว่า และแนวคิดนี้พัฒนาต่อเนื่องจนกลายเป็นยุทธศาสตร์ Forward deterrence หรือการสร้างแรงยับยั้งผ่านเครือข่ายพันธมิตรในภูมิภาค
อ้างอิง:
Times of Israel: Iran Guards say can fight 'intense war' for six months
Al Jazeera: Can Iran's asymmetric warfare hold US-Israeli military power at bay?
Al Jazeera: Cost to US for war on Iran is $3.7bn in first 100 hours, says think tank
Reuters: How many people have been killed in the US-Israel war on Iran?
Washington Post: Trump says U.S. struck Kharg Island, core of Iran’s oil economy
The New York Times: First Week of Iran War Cost More Than $11 Billion, Pentagon Tells Congress
CNN: Here's how much the war with Iran is expected to cost every day




