วิกฤตตะวันออกกลางลุกลาม: สหรัฐฯ-อิสราเอลลุยสงครามกับอิหร่านต่อ แม้พันธมิตรยุโรปปฏิเสธร่วมมือ หลังชาติต่างๆ ค้านคำขอ 'ทรัมป์' ให้ช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เยอรมนีชี้ "ไม่ใช่เรื่องของนาโต" ขณะ ปธน.สหรัฐฯ ตั้งคำถามผู้นำอิหร่านอยู่ไหน
สำนักข่าว Next News รายงานข่าววิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เรียกร้องให้ประเทศในยุโรปส่งเรือรบเข้ามาช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเผชิญกับการต่อต้านและความลังเลจากพันธมิตรในยุโรป
ยุโรปปฏิเสธความช่วยเหลือและตั้งคำถามต่อแผนของสหรัฐฯ
บรรดาประเทศในยุโรปต่างแสดงท่าทีระมัดระวังต่อการเรียกร้องของทรัมป์ โดยเยอรมนีประกาศชัดเจนว่า "สงครามกับอิหร่านไม่ใช่เรื่องของนาโต" รัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนี โยฮันน์ วาเดพูล เรียกร้องให้สหรัฐฯ และอิสราเอลกำหนดเป้าหมายทางทหารที่ชัดเจน และเมื่อใดที่ถือว่าบรรลุผลแล้ว โฆษกของนายกรัฐมนตรีเยอรมนี ฟริดริช แมร์ซ ย้ำว่านาโตเป็นพันธมิตรเพื่อป้องกันพื้นที่ของพันธมิตรเท่านั้น และสหรัฐฯ ไม่ได้ปรึกษาเยอรมนีก่อนเริ่มสงคราม
เอสโตเนียและโปแลนด์ก็แสดงความต้องการที่จะเข้าใจ "เป้าหมายเชิงกลยุทธ์" และ "แผนการ" ของทรัมป์ ก่อนที่จะพิจารณาการให้ความช่วยเหลือ ในขณะที่กรีซ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ต่างก็ปฏิเสธที่จะส่งกองกำลังเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารในช่องแคบฮอร์มุซ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้แสดงความไม่พอใจอย่างมากกับการตอบสนองของสหราชอาณาจักร โดยกล่าวว่าเขา "ประหลาดใจมาก" ที่สหราชอาณาจักรปฏิเสธคำขอให้ส่งเรือ และข้อเสนอในการส่งเรือบรรทุกเครื่องบินในภายหลังนั้น "สายเกินไป" อย่างไรก็ตาม ทรัมป์กล่าวว่าเขาได้พูดคุยกับประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอ็มมานูเอล มาครง ซึ่งเต็มใจที่จะช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ปฏิบัติการทางทหารและผลกระทบต่อภูมิภาค
สหรัฐฯ รายงานว่าได้โจมตีเป้าหมายกว่า 7,000 แห่งทั่วอิหร่าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเป้าหมายเชิงพาณิชย์และทางทหาร โดยอ้างว่าสามารถลดการยิงขีปนาวุธของอิหร่านได้ 90% และการโจมตีด้วยโดรนลดลง 95% นอกจากนี้ยังระบุว่าได้ทำลายเรือวางทุ่นระเบิดกว่า 30 ลำ และจมหรือทำลายเรือรบอิหร่านอีกกว่า 100 ลำในระยะเวลาเพียงสัปดาห์ครึ่ง ด้านอิหร่านได้ประกาศข่มขู่ว่าจะโจมตีบริษัทอเมริกันทั่วภูมิภาค และเรียกร้องให้พนักงานอพยพออกจากพื้นที่ อิหร่านยังกล่าวว่าช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดสำหรับสหรัฐฯ อิสราเอล และพันธมิตรเท่านั้น และเตรียมพร้อมที่จะทำสงครามต่อไปไม่ว่าจะอยู่ที่ใด
ผลกระทบจากการปะทะได้แพร่กระจายไปทั่วภูมิภาค โดยมีรายงานการโจมตีด้วยโดรนที่ทำให้เกิดไฟไหม้ที่แหล่งน้ำมันในอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ชิ้นส่วนขีปนาวุธและซากเครื่องสกัดกั้นของอิสราเอลตกลงมาในเมืองเก่าเยรูซาเลม ใกล้กับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หลายแห่ง แต่ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บร้ายแรง นอกจากนี้ มีผู้พลัดถิ่นในเลบานอนมากกว่า 1 ล้านคน เนื่องจากการโจมตีและการรุกรานของอิสราเอลในพื้นที่ทางใต้ของประเทศ ซึ่งกองทัพอิสราเอลได้เริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดิน "จำกัด" เพื่อโจมตีเป้าหมายของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์
ทรัมป์ตั้งคำถามและกล่าวถึงประเด็นนิวเคลียร์
ประธานาธิบดีทรัมป์ปฏิเสธแนวคิดที่ว่าอิสราเอลอาจใช้อาวุธนิวเคลียร์กับอิหร่าน โดยยืนยันว่า "อิสราเอลจะไม่มีวันทำเช่นนั้น" ซึ่งเป็นคำตอบโต้ความคิดเห็นที่ที่ปรึกษาของเขากังวลถึงความเป็นไปได้ในการยกระดับความรุนแรงของสงคราม ทรัมป์ยังได้ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับสถานะของผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน อายาตุลลอฮ์ มอจตาบา คาเมเนอี โดยกล่าวว่าไม่ทราบว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ และ "ไม่เห็นเขาเลย" นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง ขณะที่สหราชอาณาจักร ภายใต้การนำของเคียร์ สตาร์เมอร์ ได้ระบุว่าจะ "ไม่ถูกดึงเข้าสู่สงครามที่กว้างขึ้น"




