สส.ภัณฑิล แถลงชี้ปมปัญหางบอาหารกลางวัน-ผู้ช่วย-กองทุนสวัสดิการ สส.-สว. แนะเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างโปร่งใส จี้ปรับระบบค่าอาหารเป็นวงเงินวันละ 300-500 ใช้ระบบแตะบัตร แก้ปัญหาเรื่อง Food Waste พร้อมชง KPI ชัดเจนสำหรับผู้ช่วย สส. แก้ปมผลประโยชน์ทับซ้อน หลังมีข่าวครหาต้องใช้ผู้ช่วยถึง 8 ราย
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 17 มีนาคม ในช่วงเวลาประมาณ 13.00 น. ที่รัฐสภา นายภัณฑิล น่วมเจิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรุงเทพมหานคร เขตคลองเตย-วัฒนา พรรคประชาชน ได้จัดการแถลงข่าวเพื่อชี้แจงประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมเกี่ยวกับการใช้งบประมาณของสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะประเด็นค่าอาหาร สส. และ สว. ผู้ช่วย สส. รวมถึงกองทุนสวัสดิการ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาโดย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.พรรคไทยภักดี ในการประชุมสภาฯ ในวาระการโหวตเลือกประธานและรองประธานรัฐสภา
นายภัณฑิลเริ่มต้นการแถลงโดยกล่าวถึงประเด็นค่าอาหารของ สส. และ สว. ว่า ตนเองได้อภิปรายในประเด็นนี้มาโดยตลอด เนื่องจากเป็นงบประมาณที่มาจากภาษีประชาชน การที่ สส. และ สว. มีเงินเดือนหลักแสนบาทอยู่แล้ว แต่ยังคงมีการจัดสรรงบประมาณค่าอาหารนั้น ถือเป็นเรื่องที่ควรพิจารณาความเหมาะสม เขาได้ยกตัวอย่างการเปรียบเทียบเงินเดือน สส. ในไทยกับต่างประเทศ พบว่า สส. ไทยมีเงินเดือนสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำถึงประมาณ 7 เท่า ในขณะที่หลายประเทศมีสัดส่วนประมาณ 3-4 เท่าเท่านั้น นายภัณฑิลเสนอให้พิจารณาปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดสรรค่าอาหาร โดยให้เป็นวงเงินต่อวัน ประมาณ 350-500 บาท ผ่านระบบบัตรเติมเงิน เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายและลดปัญหาขยะอาหาร (food waste) ซึ่งเคยมีรายงานว่างบประมาณสำหรับกำจัดเศษอาหารของ สว. มีมูลค่าสูงถึงหลักสิบล้านบาท นอกจากนี้ นายภัณฑิลยังชี้ให้เห็นว่า การประชุมของสภาฯ อาจใช้เวลานาน จึงมีความจำเป็นในการจัดอาหาร ของว่าง และเครื่องดื่มให้กับผู้ที่มาร่วมประชุมหรือชี้แจง แต่ควรอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมและไม่ฟุ่มเฟือย
ในส่วนของตำแหน่งผู้ช่วย สส. ซึ่งมีจำนวนถึง 8 คนต่อ สส. หนึ่งคน ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ 1 คน ผู้ชำนาญการ 2 คน และผู้ช่วยอีก 5 คน พร้อมกับการปรับขึ้นเงินเดือนในงบประมาณปีถัดไปนั้น นายภัณฑิลยอมรับว่า ผู้ช่วย สส. มีความสำคัญในการทำงานในพื้นที่และสนับสนุนการทำงานในสภาฯ เช่น การลงพื้นที่แทน การทำวิจัย หรือการเตรียมข้อมูล แต่ตั้งข้อสังเกตว่าจำนวน 8 คนนั้นมากเกินไปหรือไม่ และที่สำคัญคือขาดตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงาน (KPI) ที่ชัดเจนและเปิดเผยต่อสาธารณะ ซึ่งเป็นสาเหตุของข้อครหาว่ามีการนำบุคคลใกล้ชิดหรือญาติพี่น้องมาทำงานโดยไม่มีประสิทธิภาพ และอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อน นายภัณฑิลเสนอให้มีการกำหนด KPI ที่สามารถตรวจสอบได้ทางออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนสามารถประเมินผลการทำงานของ สส. และผู้ช่วยได้ นอกจากนี้ ควรมีการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมและประวัติการทำงานอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน และเพื่อสร้างความมั่นคงในอาชีพของผู้ช่วย ซึ่งปัจจุบันเป็นตำแหน่งที่มีระยะเวลาจำกัดตามวาระของ สส.
สำหรับประเด็นกองทุนสวัสดิการ นายภัณฑิลชี้แจงว่า เป็นระบบการสมทบเงิน แต่พบปัญหาความไม่ยั่งยืนของกองทุน เนื่องจากสัดส่วนการสมทบของรัฐที่สูงมากเมื่อเทียบกับการสมทบของสมาชิก ) ทำให้รัฐต้องอุดหนุนงบประมาณถึงปีละ 700-800 ล้านบาท ในขณะที่สมาชิกสมทบเพียงประมาณ 30 ล้านบาท ประกอบกับผลตอบแทนจากการลงทุนที่ค่อนข้างต่ำเพียง 2-3% ไม่เพียงพอต่อการบริหารจัดการกองทุนให้มีเสถียรภาพในระยะยาว เขาเสนอให้มีการคำนวณสูตรการสมทบและการจ่ายผลประโยชน์ให้มีความสมดุลและยั่งยืนมากขึ้น โดยอาจเปรียบเทียบกับระบบประกันสังคมที่มีการสมทบที่เท่าเทียมกัน เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดินในอนาคต และควรมีการพิจารณาถึงการจ่ายผลประโยชน์ เช่น เงินบำเหน็จ บำนาญ ค่ารักษาพยาบาล หรือค่าเล่าเรียนบุตรหลาน ซึ่งเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนสมาชิกและระยะเวลาการเป็น สส.
นายภัณฑิลย้ำว่า การชี้แจงประเด็นเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และหวังว่าสังคมจะร่วมกันจับตาดูการปรับปรุงการบริหารงบประมาณของสภาฯ ให้มีประสิทธิภาพและตรงตามเป้าหมายมากยิ่งขึ้น
"เรื่องค่าอาหาร จะปรับลดอย่างไรให้สมเหตุสมผล และยังซ้ำซ้อนในหลายวงประชุม สามารถลดได้หรือไม่ ควรตั้งเป้าลด 20-30% ต่อปี, ผู้ช่วย สส. ควรมีการกำหนดตัวชี้วัดชัดเจน ประกาศให้รับรู้ว่าแต่ละคนมีการปฏิบัติงานอย่างไรเพื่อลดข้อครหา และกองทุนต้องคำนวณให้ไม่เป็นภาระงบประมาณมากจนเกินไป" นายภัณฑิลกล่าวทิ้งท้าย




