News Logo
หน้าแรก
จับตาใบสั่งให้ กกต.เป่าคดีฮั้ว สว.? ก่อนถึงวันโหวตนายกฯ 19 มี.ค.

จับตาใบสั่งให้ กกต.เป่าคดีฮั้ว สว.? ก่อนถึงวันโหวตนายกฯ 19 มี.ค.

17 มี.ค. 2569 16:30
ผู้ชม 88 คน

'พรรคส้ม' จับตา กกต.เป่าคดีฮั้ว สว. ก่อนถึงวันโหวตนายกฯ เหตุผู้ถูกกล่าวหาบางส่วนที่ติดร่างแหในคดีนี้จะได้รับตำแหน่งใน ครม. จึงอาจมี 'ใบสั่ง' ให้เคลียร์ข้อครหาก่อนวาระเลือกนายกฯ 19 มี.ค.นี้ แต่ กกต. ควรส่งคำร้องให้ศาลดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ตามข้อเสนอของคณะไต่สวนฯ ที่ 26

พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กพรรค เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 เนื้อหาระบุว่า สัปดาห์นี้ชวนประชาชนจับตาการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าจะมีความพยายามหรือไม่ในการเร่งเป่าคดีโกง สว. ให้หมดหนทางไปถึงศาล เพื่อหวังเคลียร์ข้อครหาก่อนวาระการเลือกนายกรัฐมนตรี จากที่ก่อนหน้านี้มติที่สวนทางกันของ 2 คณะที่ทำงานเกี่ยวกับคดีโกง สว. ซึ่งจะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม กกต. 7 คน เป็นผู้ชี้ขาด

1. คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลางชุดที่ 26 หรือ คณะไต่สวนฯ ที่ 26 (เป็นคณะทำงานร่วมระหว่าง กกต. และ DSI ซึ่งทำงานตั้งแต่มีนาคม 2568 ถึงเดือนกรกฎาคม 2568 มีมติเสนอให้ กกต. ส่งคำร้องไปที่ศาล เพื่อดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน ประกอบด้วย สว. 138 คน และสมาชิกพรรคการเมืองและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง 91 คน

2. คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 หรือ อนุวินิจฉัยฯ ที่ 36 (เป็นคณะที่ กกต. ตั้งขึ้นมา เพื่อวินิจฉัยข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสํานวนการสืบสวนหรือไต่สวน ซึ่งทำงานตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 ถึงมีนาคม 2569 มีมติเสนอให้ กกต.ไม่ส่งคำร้องไปที่ศาลและยุติการดำเนินคดี เนื่องจากเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน ไม่มีมูลความผิดใดๆ

จากข้อสังเกตทั้งหมดที่ปรากฏต่อสาธารณะ พรรคประชาชนเห็นว่า กกต. ไม่ควรมีเหตุผลใดๆ ที่จะไม่ส่งคำร้องไปที่ศาล เพื่อดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน ตามข้อเสนอของคณะไต่สวนฯ ที่ 26 ด้วยเหตุผล 4 ประการ

[หลักฐานหนักแน่นเพียงพอ]

เหตุผลแรก หลักฐานที่คณะไต่สวนฯ ที่ 26 ใช้ในการประกอบการทำสำนวนและการเสนอให้ กกต.ดำเนินคดีกับ 229 คน มีน้ำหนักที่หนักแน่นเพียงพอที่จะเป็นอันเชื่อได้ว่ามีการฮั้วเกิดขึ้นในการเลือก สว. และหนักแน่นเพียงพอที่ควรจะทำให้ กกต. มีมติส่งเรื่องไปให้ศาลพิจารณา

หากพิจารณาจากเฉพาะหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะ เราเห็นถึงบัตรการลงคะแนนเลือก สว. ที่มีการเลือกกลุ่มตัวเลขชุดเดียวกันเป็นจำนวนมากติดต่อกัน ซึ่งเป็นไปได้ยากมากๆที่จะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติและปราศจากการฮั้วหรือการแลกเปลี่ยนคะแนนกัน

หากพิจารณาจากหลักฐานที่อยู่ในคำร้องของผู้ร้อง และคาดว่าอยู่ในสำนวนของคณะฯที่ 26 ที่ กกต. และ DSI ร่วมกันทำ เราได้รับข้อมูลจากกลุ่ม สว.สำรอง ซึ่งเป็นผู้ร้อง ถึงหลักฐานเกี่ยวกับการนัดรวมตัวกันเพื่อพักอาศัยและเดินทางไปที่สถานที่เลือกร่วมกัน หลักฐานเกี่ยวกับการว่าจ้างหลักหมื่นบาท-แสนบาทเพื่อให้ลงคะแนนตามโพย (พร้อมหลักฐานการโอนเงิน) รวมถึงหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองหลายราย

ยิ่งไปกว่านั้น หลักฐานที่คณะไต่สวนฯที่ 26 ใช้มีความหนักแน่นและชัดเจนกว่าหลักฐานในอีกคดีหนึ่งที่ กกต.เคยมีมติให้ส่งคำร้องไปที่ศาลมาแล้ว

ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ คดี 53/2568 ซึ่ง กกต.ยื่นคำร้องไปที่ศาลเพื่อดำเนินคดีกับผู้สมัคร สว. จากหลักฐานเพียงแค่ว่ามีการส่งข้อความไม่กี่ข้อความระหว่างผู้สมัคร 2 คนที่ จ.นครราชสีมา เพื่อขอแลกคะแนนกันผ่าน LINE ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ศาลฏีกาตัดสินใจว่า กรณีดังกล่าวเป็นความผิด และมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้กระทำความผิดเป็นระยะเวลา 10 ปี

ดังนั้น หาก กกต.จะไม่ดำเนินคดีและส่งเรื่องไปที่ศาลตามข้อเสนอของคณะไต่สวนฯที่ 26 ก็ต้องตอบสังคมให้ได้ว่า มีพยานหลักฐานอื่นใดที่มาหักล้างพยานหลักฐานและความเห็นของ คณะไต่สวนฯที่ 26 มิเช่นนั้นก็เสี่ยงจะถูกมองว่า เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ และทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐอย่างร้ายแรง ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

[อนุวินิจฉัยฯ ที่ 36 มีปัญหาความชอบธรรม]

เหตุผลที่สอง กกต.ไม่ควรนำมติของอนุวินิจฉัยฯที่ 36 มาเป็นเหตุผลในการมีมติไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล เพราะอนุวินิจฉัยฯ ที่ 36 เป็นอนุฯ ที่กำลังถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรมในการมีอยู่แและบทบาทในเชิงกฎหมาย ปัจจุบันมีข้อถกเถียงว่า การตั้งอนุฯ วินิจฉัยที่ 36 เป็นการตั้งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เนื่องจาก กกต.ได้มีมติตั้งอนุฯ วินิจฉัยที่ 36 ในช่วงเดือนกันยายน 2568 ซึ่งถือว่าเลยกรอบเวลา 1 ปี หลังจากการรับรองผลการเลือก สว. เมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 จึงอาจจะขัดกับระเบียบ กกต.เรื่องการสืบสวน-ไต่สวน-วินิจฉัยชี้ขาด ข้อ 92 ที่ระบุชัดว่า จะต้องมีการนำเสนอสำนวนการสืบสวนหรือไต่สวนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง 'ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง' ซึ่งในประเด็นนี้มีผู้สมัคร สว. ได้ดำเนินการฟ้อง กกต.ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางไปแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2568 เกี่ยวกับการตั้งอนุฯ วินิจฉัยที่ 36 ที่อาจจะมิชอบด้วยกฎหมาย

โพสต์พรรคประชาชนระบุว่า ในเชิงการเมือง ตั้งคำถามได้เพิ่มเติมว่า กกต.มีเจตนาอะไรในการตั้ง อนุวินิจฉัยฯที่ 36 เพิ่มเติมขึ้นมา เนื่องจาก กกต.มีอนุฯ วินิจฉัยอยู่แล้วทั้งหมด 35 คณะ ซึ่งจะถูก 'สุ่ม' มาใช้กลั่นกรองคดีต่างๆ ที่ กกต.ต้องพิจารณา เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ถูกกล่าวหาสามารถรู้บุคคลในอนุฯ วินิจฉัยของคดีตนเองได้ล่วงหน้าและวิ่งเต้นคดี

ดังนั้น ในกรณีนี้เหตุใด กกต.ถึงไม่ใช้วิธี 'สุ่ม' 1 ใน 35 อนุฯ ที่มีอยู่แล้ว มาพิจารณาคดีโกง สว. เหมือนกับคดีอื่นๆ แต่กลับใช้วิธีตั้ง อนุฯ วินิจฉัยที่ 36 ขึ้นมาใหม่ เพื่อคัดเลือกและแต่งตั้งบุคลากรชุดใหม่มาทำหน้าที่เป็นการเฉพาะสำหรับคดีนี้?

[ข้อครหาผลประโยชน์ทับซ้อน]

เหตุผลที่สาม หาก กกต.ดึงดันที่จะมีมติตัดจบให้เรื่องไม่ถูกส่งไปถึงศาล โดยไม่สามารถหักล้างหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะและที่อยู่ในสำนวนของคณะไต่สวนฯ ที่ 26 ได้ สังคมก็จะอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า กกต.กำลังใช้อำนาจโดยมิชอบ เนื่องจากมีผลประโยชน์ทับซ้อนใช่หรือไม่?

ในเมื่อ กกต.ที่จะมาชี้ขาดว่าจะส่งเรื่องไปที่ศาลหรือไม่มีถึง 4 จาก 7 คน ที่ถูกรับรองโดย สว. ชุดที่ถูกกล่าวหาในสำนวน ปฏิเสธไม่ได้ว่ากรณีนี้มีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และหาก กกต.ตัดสินใจในลักษณะที่สวนกับหลักฐานข้อเท็จจริง สังคมอาจตั้งคำถามได้ว่า กกต.ที่ถูกรับรองมา 4 คน โดย สว.ที่ถูกกล่าวหา ได้ถูกรับรองมาบนเงื่อนไขว่าจะช่วยทำให้เรื่องคดีโกง สว. ไปไม่ถึงศาลใช่หรือไม่?

[มีใบสั่งหรือไม่]

เหตุผลที่สี่ หาก กกต.เร่งรีบที่จะมีมติตั้งแต่สัปดาห์นี้ เพื่อตัดจบให้เรื่องไม่ถูกส่งไปถึงศาล สังคมก็จะอดตั้งคำถามไม่ได้ ว่า กกต.กำลังใช้อำนาจโดยมิชอบ โดยมี 'ใบสั่ง' ให้เคลียร์ข้อครหาให้หมดก่อนวาระการเลือกนายกฯ ในสภาใช่หรือไม่?

เป็นที่รับรู้และถูกนำเสนอโดยทั่วไปว่า ผู้ที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจำนวนมาก รวมอยู่ในผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ของคณะไต่ส่วนที่ 26 ดังนั้น หากใครเชื่อว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวมีอิทธิพลเหนือ กกต.สิ่งหนึ่งที่พวกเขาอาจจะพิจารณาทำได้ คือการขอให้ กกต.เร่งมีมติเพื่อสรุปไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล และตัดจบคดีโกง สว.ตั้งแต่สัปดาห์นี้ เพื่อปิดช่องไม่ให้มี สส.คนใดอภิปรายในระหว่างวาระการเลือกนายกฯ ได้ ว่ายังมีคดีดังกล่าวที่ค้างอยู่ในกระบวนการยุติธรรม

ด้าน คณะ สว.สำรอง นำโดย พล.ต.ท. คำรบ ปัญญาแก้ว ได้เข้ายื่นหนังสือถึง กกต. เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 เรียกร้องให้ กกต.ต้องธำรงรักษาไว้เพื่อชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล และสถาบันอันสูงส่งที่เคยทำงานมาก่อนมาเป็น กกต. ให้มีความกล้าหาญในการพิจารณาตัดสินคดีฮั้ว สว. และยึดพยานหลักฐาน และผลการพิจารณาของคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26

พล.ต.ท. คำรบ กล่าวอีกว่า มี 13 รายชื่อในจำนวนผู้ที่ปรากฏชื่อในคดีฮั้ว สว. 229 คน จะได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี และกำลังจะถูกพรรคฝ่ายค้านตรวจสอบ จึงกังวลใจจากความเป็นมาและพฤติกรรมของ กกต. ว่าจะลู่ลมหรือไหลไปตามคำขอหรือคำสั่งการของผู้มีอำนาจ มีอิทธิพล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผู้ถูกกล่าวหาในเรื่องนี้หรือไม่

แท็กที่เกี่ยวข้อง
คดีฮั้วสว.
กกต.ชุดใหญ่
โหวตนายกฯ



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย
เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย