สหรัฐฯ ใช้ระบบ AI ‘Maven Smart System’ ชี้เป้าถล่มอิหร่านกว่า 5,500 จุด ย่นเวลาปิดจ๊อบสังหารจากชั่วโมงเหลือเพียงวินาที พร้อมประกาศยกระดับเป็นโครงการหลักประจำการทุกเหล่าทัพ
สหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยระบุและจัดลำดับเป้าหมายทางทหารจำนวนมากตั้งแต่วันแรกของการรบ ขณะที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) เดินหน้ายกระดับ Maven Smart System เป็นโครงการหลักระยะยาว เพื่อฝังใช้งานในทุกเหล่าทัพ
ปฏิบัติการ Epic Fury เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ในลักษณะการโจมตีทางอากาศร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล มุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานและเป้าหมายทางทหารภายในอิหร่าน
รายงานจาก The Washington Post และ NBC News อ้างแหล่งข่าวภายในระบุว่า ระบบ Maven Smart System ซึ่งพัฒนาโดย Palantir Technologies สามารถสร้างรายชื่อเป้าหมายที่จัดลำดับความสำคัญได้ราว 1,000 รายการ ภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมงแรกของปฏิบัติการ
Maven Smart System เป็นแพลตฟอร์มบัญชาการและควบคุมที่ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลสนามรบแบบเรียลไทม์ โดยดึงข้อมูลจากแหล่งต่างๆ มากกว่า 150 แหล่ง ทั้งดาวเทียม โดรน เรดาร์ เซ็นเซอร์ และรายงานข่าวกรอง ก่อนจะรวมข้อมูลที่เคยกระจัดกระจายในหลายระบบเข้าสู่หน้าจอเดียว ทำให้ผู้บัญชาการสามารถเห็นภาพรวมของสนามรบได้ทันที
กระบวนการทำงานของระบบเริ่มจากการรวบรวมข้อมูลดิบ จากนั้น AI จะตรวจจับวัตถุอัตโนมัติ เช่น ยานพาหนะทางทหาร คลังอาวุธ หรือจุดรวมกำลัง โดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์วิทัศน์และการวิเคราะห์พฤติกรรม ก่อนเสนอการจัดลำดับเป้าหมาย พร้อมแนะนำการใช้กำลังที่เหมาะสม เช่น เครื่องบินรบหรือขีปนาวุธ อย่างไรก็ตาม มนุษย์ยังคงเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายในทุกกรณี
ด้าน Reuters รายงานว่า สตีฟ ไฟน์เบิร์ก รองรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ได้ส่งจดหมายถึงผู้บัญชาการระดับสูงเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ระบุว่า การนำ Maven มาใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของกองทัพในการตรวจจับ ยับยั้ง และครองความได้เปรียบเหนือศัตรูในทุกมิติของการสู้รบ
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญคือความสามารถในการย่นระยะ Kill Chain หรือวงจรการโจมตี ตั้งแต่การตรวจจับ ติดตาม เลือกเป้าหมาย ไปจนถึงการโจมตีและประเมินผล จากเดิมที่อาจใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือหลายวัน เหลือเพียงไม่กี่วินาทีหรือนาที
พลเรือเอก แบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุในวิดีโอเมื่อวันที่ 11 มีนาคมว่า AI ทำให้กระบวนการที่เคยใช้เวลานานกลายเป็นเรื่องระดับวินาทีแม้มนุษย์ยังคงเป็นผู้ควบคุมการใช้อาวุธ
อย่างไรก็ตาม ผลการทดสอบของกองทัพสหรัฐฯ ในปี 2567 พบว่า ความแม่นยำในการจำแนกวัตถุของระบบ Maven อยู่ที่ประมาณ 60% ต่ำกว่ามนุษย์ซึ่งอยู่ที่ 84% แต่ระบบสามารถเพิ่มความเร็วและปริมาณการจัดการเป้าหมายได้อย่างมีนัยสำคัญ
มีรายงานว่าหน่วยปฏิบัติการบางหน่วยสามารถลดกำลังพลด้านข่าวกรองจากเดิมราว 2,000 นาย เหลือเพียงประมาณ 20 นาย แต่ยังคงประสิทธิภาพในการจัดการเป้าหมายได้เทียบเท่าหรือดีกว่าในอดีต เช่นในช่วงสงครามอิรักปี 2546
กองทัพบกสหรัฐฯ ยังตั้งเป้าหมายให้หน่วยต่างๆ สามารถคัดเลือกและยกเลิกเป้าหมายคุณภาพสูงได้ถึง 1,000 รายการภายในเวลา 1 ชั่วโมง โดยอาศัยระบบ Maven เป็นตัวช่วยหลัก
ขณะที่ France 24 รายงานว่า ตลอดช่วงสามสัปดาห์แรกของปฏิบัติการ กองทัพสหรัฐฯ ใช้ระบบนี้ในการโจมตีเป้าหมายในอิหร่านไปแล้วกว่า 5,500 แห่ง
ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 เพนตากอนได้ประกาศยกระดับ Maven Smart System เป็น Program of Record หรือโครงการหลักอย่างเป็นทางการ ซึ่งหมายถึงการจัดสรรงบประมาณระยะยาว และเตรียมขยายการใช้งานไปยังทุกเหล่าทัพภายในสิ้นปีงบประมาณ 2569
ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวพัฒนาต่อยอดมาจาก Project Maven ที่เริ่มต้นในปี 2560 เพื่อวิเคราะห์ภาพจากโดรน ก่อนจะขยายสู่แพลตฟอร์มข้อมูลทางทหารแบบครบวงจร ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานหลายหมื่นรายทั่วโลก
แม้จะมีข้อกังวลจากผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรมและความแม่นยำของ AI แต่กองทัพสหรัฐฯ ยืนยันว่า มนุษย์ยังคงเป็นผู้รับผิดชอบในการตัดสินใจเลือกเป้าหมายและการใช้อาวุธทุกครั้ง
อ้างอิง:
Reuters: Pentagon to adopt Palantir AI as core US military system, memo says
France 24: Streamlining the kill chain: how AI is changing modern warfare - Iran
The Jerusalem Post: The paradox machine: How the AI that was banned won the war
Breaking Defense: AI 'unchained': NGA's Maven tool 'significantly' decreasing time to targeting




