News Logo
หน้าแรก
'การดี' ชี้ รบ.บริหารสร้าง 'วิกฤตซ้อนวิกฤต' หลังลดรายกรสินค้าคุมราคา

'การดี' ชี้ รบ.บริหารสร้าง 'วิกฤตซ้อนวิกฤต' หลังลดรายกรสินค้าคุมราคา

25 มี.ค. 2569 13:07
ผู้ชม 52 คน

'การดี' ชี้วิกตพลังงานจากสู้รบตะวันออกกลางกลายเป็น "วิกฤตซ้อนวิกฤต" เหตุรัฐบาลบีบ SMEs -เกษตรกร ปมลดสินค้าควบคุมเหลือ 12 รายการ เรียกร้องรัฐบาลแก้ปัญหาตรงจุด-โปร่งใส

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 นางการดี เลียวไพโรจน์ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายในประเด็นเรื่องวาระปัญหาพลังงานจากวิกฤตตะวันออกกลาง โดยกล่าวเตือนรัฐบาลถึงสถานการณ์ "วิกฤตซ้อนวิกฤต" ที่กำลังถาโถมประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนผู้มีรายได้น้อย กลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ที่กำลังเผชิญกับต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ จากราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบที่ขาดแคลนและมีราคาแพง

นางการดีได้เน้นย้ำถึงปัญหาเร่งด่วนที่กำลังบั่นทอนขีดความสามารถของภาคธุรกิจและเกษตรกรรม ได้แก่ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการขนส่งและการผลิตภาคเกษตรและอุตสาหกรรม นอกจากนี้ การขาดแคลนเม็ดพลาสติกกำลังเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการกระจายสินค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่มีอายุสั้น หรือ Shelf life ขณะที่ราคาปุ๋ยเคมีที่พุ่งสูงขึ้น แม้จะมีการขาดแคลนในตลาดโลก แต่ราคาสินค้าในประเทศที่ปรับตัวสูงมากก็ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรและ SMEs เกษตรแปรรูปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

มาตรการคุมราคาบีบ SMEs เลือกทางลำบาก

นางการดีได้กล่าววิพากษ์วิจารณ์มาตรการของกระทรวงพาณิชย์ที่ลดการควบคุมราคาสินค้าจาก 59 รายการเหลือเพียง 12 รายการ ว่าแม้จะดูเหมือนเป็นการเชิงรุก แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับเป็นการบีบบังคับ SMEs ให้เผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบาก ในขณะที่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่ไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าได้ ทำให้ SMEs ต้องเลือกระหว่างการกักตุนสินค้าเพื่อรักษากำไร, การลดคุณภาพสินค้าเพื่อลดต้นทุน, หรือกระทั่งการเลิกกิจการไปในที่สุด ซึ่งจะส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมอย่างไม่อาจประเมินค่าได้

ข้อเสนอ 3 ประเด็นเพื่อทางออกวิกฤต

เพื่อก้าวผ่านวิกฤตนี้และป้องกันไม่ให้กลายเป็นหายนะระดับประเทศ นางการดีได้เสนอแนวทาง 3 ประการต่อรัฐบาลอย่างเร่งด่วน ดังนี้:

1. การจัดการข้อมูลอย่างโปร่งใสและแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด: รัฐบาลควรมีการคัดกรองและแบ่งกลุ่ม SMEs ที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริงออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ "กลุ่มวิกฤต" (มีกำไรติดลบหรือมีแนวโน้มติดลบใน 1 เดือนข้างหน้า), "กลุ่มเสี่ยง" (มีกำไรลดน้อยลง), และ "กลุ่มปกติ/ได้ประโยชน์" เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่เป็นการหว่านแหนการใช้ภาษีของประชาชน

2. การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเปิดเผยข้อมูล: รัฐบาลจำเป็นต้องเปิดเผยห่วงโซ่ราคาของสินค้าในแต่ละอุตสาหกรรม เพื่อให้เห็นถึงต้นทุนที่แท้จริง พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลคลังวัตถุดิบยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะปุ๋ยเคมีและเม็ดพลาสติก ซึ่งถือเป็นสินค้าต้นน้ำที่สำคัญของอุตสาหกรรมในประเทศ

และ3. การมองอนาคตและใช้ข้อมูลเป็นสัญญาณเตือน: นางการดีย้ำว่ารัฐบาลควรใช้ข้อมูลที่แม่นยำมาเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤตขยายวงกว้างจนยากเกินควบคุม เน้นความโปร่งใสและการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการ SMEs ต้องเจ็บตัวไปมากกว่าที่เป็นอยู่ และสามารถประคองธุรกิจให้อยู่รอดท่ามกลางภาวะวิกฤตนี้ได้.

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นประธานสภาฯ ส่งศาล รธน.ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล.
พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นประธานสภาฯ ส่งศาล รธน.ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล.