News Logo
หน้าแรก
วิเคราะห์ 10 จุดต่างระเบียบ ป.ป.ช. 69 ยาแรงใหม่ ตรวจเข้มยึดทรัพย์คืน

วิเคราะห์ 10 จุดต่างระเบียบ ป.ป.ช. 69 ยาแรงใหม่ ตรวจเข้มยึดทรัพย์คืน

30 มี.ค. 2569 06:00
ผู้ชม 672 คน

ระเบียบปี 2569 (ข้อ 4) ได้ปรับโครงสร้างโดยให้นิยาม "การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่พบเหตุผิดปกติ" ให้เป็นหมวดหมู่หลักที่รวมพฤติการณ์ 7 ประการเข้าด้วยกัน พฤติการณ์เหล่านี้รวมถึงการจงใจไม่ยื่นบัญชี การยื่นบัญชีเท็จ มีเหตุสงสัยเกี่ยวกับการได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยไม่ชอบ พฤติการณ์ซุกซ่อนทรัพย์สิน การถือครองทรัพย์สินแทน และการมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ, การปรับปรุงนิยามนี้ช่วยให้กระบวนการตรวจสอบเข้าสู่ขั้นตอนการแสวงหาข้อเท็จจริงในเชิงลึกได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านการคัดแยกประเภทตามขั้นตอนของระเบียบเดิม

หมายเหตุสำนักข่าว Next News: สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้ออกประกาศ เผยแพร่ ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยการยื่น การรับ และการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นระเบียบฉบับใหม่ที่ออกมา โดยอ้างในถ้อยคำเกริ่นนำว่าเพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และเงื่อนไขการตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริง รวมถึงความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าพนักงานของรัฐ

ระเบียบฉบับนี้ยังป็นการยกเลิกระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าพนักงานของรัฐและการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการยื่นบัญชี พ.ศ. 2561

การประกาศใช้ระเบียบใหม่ยังมีเนื้อหาเพื่อกำหนดกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการตรวจสอบกรณีเจ้าพนักงานของรัฐจงใจไม่ยื่นบัญชี หรือยื่นบัญชีด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน

โดยระเบียบฉบับนี้มีเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่การยื่นและการรับบัญชี การตรวจสอบทรัพย์สิน การดำเนินการกรณีร่ำรวยผิดปกติ ไปจนถึงมาตรการบังคับคดีเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน, ซึ่งเป็นการวางระบบการทำงานที่มีความชัดเจนและรัดกุมมากกว่าระเบียบฉบับเดิม

จากกรณีดังกล่าว สำนักข่าว Next News จึงขอนำเสนอบทความวิเคราะห์เปรียบเทียบเชิงลึกเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างระเบียบทั้งสองฉบับในปี 2569 และปี 2561 มีรายละเอียด 10 ประการดังนี้

1. การปรับปรุงนิยามและโครงสร้างประเภทการตรวจสอบทรัพย์สิน

ระเบียบปี 2561 (ข้อ 15) กำหนดประเภทการตรวจสอบไว้ 3 ประเภท คือ การตรวจสอบปกติ การตรวจสอบยืนยัน และการตรวจสอบเชิงลึก โดยการตรวจสอบปกติคือการตรวจตามรายการที่ยื่น การตรวจสอบยืนยันคือการพิสูจน์ความถูกต้องและความมีอยู่จริง และการตรวจสอบเชิงลึกคือการตรวจเมื่อมีพฤติการณ์จงใจปกปิดหรือสงสัยว่าร่ำรวยผิดปกติ

ในขณะที่ระเบียบปี 2569 (ข้อ 4) ได้ปรับโครงสร้างโดยให้นิยาม "การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่พบเหตุผิดปกติ" ให้เป็นหมวดหมู่หลักที่รวมพฤติการณ์ 7 ประการเข้าด้วยกัน พฤติการณ์เหล่านี้รวมถึงการจงใจไม่ยื่นบัญชี การยื่นบัญชีเท็จ มีเหตุสงสัยเกี่ยวกับการได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยไม่ชอบ พฤติการณ์ซุกซ่อนทรัพย์สิน การถือครองทรัพย์สินแทน และการมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ, การปรับปรุงนิยามนี้ช่วยให้กระบวนการตรวจสอบเข้าสู่ขั้นตอนการแสวงหาข้อเท็จจริงในเชิงลึกได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านการคัดแยกประเภทตามขั้นตอนของระเบียบเดิม

2. การกระชับกรอบระยะเวลาในการรายงานผลการตรวจสอบปกติ

ระเบียบปี 2561 (ข้อ 16) กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องจัดทำรายงานและความเห็นเกี่ยวกับผลการตรวจสอบปกติให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่สำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน อย่างไรก็ตาม ระเบียบปี 2569 (ข้อ 17) ได้มีการปรับลดระยะเวลานี้ลงเหลือเพียง 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการ การลดระยะเวลาลงถือเป็นการเร่งรัดกระบวนการตรวจสอบเบื้องต้นให้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อให้ทราบผลการตรวจสอบความถูกต้องของทรัพย์สินภายในเวลาที่สั้นลงกว่าเดิม,

3. มาตรการแจ้งแก้ไขข้อมูลและเอกสารที่คลาดเคลื่อน

ระเบียบปี 2561 (ข้อ 43) กำหนดว่าหากเอกสารไม่ครบถ้วนหรือข้อมูลคลาดเคลื่อน ให้แจ้งผู้ยื่นดำเนินการแก้ไขภายในระยะเวลาไม่เกิน 30 วัน แต่ระเบียบปี 2569 (ข้อ 11) ได้กำหนดระยะเวลาการแจ้งแก้ไขเบื้องต้นให้สั้นลงเหลือเพียง 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง แม้ระเบียบปี 2569 จะอนุญาตให้ขอขยายระยะเวลาได้ตามความจำเป็นแต่ต้องไม่เกิน 30 วัน ทว่าการปรับลดเวลาเริ่มต้นเหลือ 15 วันเป็นการบังคับให้ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีต้องดำเนินการด้วยความรวดเร็วและรอบคอบมากขึ้น

4. ขั้นตอนการจัดการกรณีจงใจไม่ยื่นบัญชีและพฤติการณ์ปกปิดที่มาทรัพย์สิน

ระเบียบปี 2561 (ข้อ 34) กำหนดขั้นตอนแจ้งเตือนและขยายเวลาให้ไม่เกิน 30 วัน และอาจขยายได้อีก 30 วันตามความจำเป็น หากพ้นกำหนดแล้วยังไม่ยื่นจึงจะเริ่มพิจารณาพฤติการณ์ว่าจงใจหรือไม่

สำหรับระเบียบปี 2569 (ข้อ 10) ได้ระบุขั้นตอนที่เด็ดขาดกว่าเดิม โดยระบุว่าหากพ้นกำหนดเวลาขยายแล้วผู้ยื่นยังมีพฤติการณ์จงใจไม่ยื่น หรือมีเจตนาไม่แสดงที่มาทรัพย์สิน ให้ผู้ตรวจสอบทรัพย์สิน "ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้นั้นทราบทันที" การระบุว่าต้องดำเนินการทันทีเป็นการลดขั้นตอนการพิจารณาซ้ำซ้อนเพื่อให้การดำเนินคดีรวดเร็วขึ้น

5. มาตรฐานการเปิดเผยผลการตรวจสอบทรัพย์สินต่อสาธารณะ

ระเบียบปี 2561 (ข้อ 33) กำหนดให้เปิดเผยผลการตรวจสอบว่าผิดปกติหรือไม่ทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี และอาจปิดประกาศที่สำนักงาน ป.ป.ช. ไม่น้อยกว่า 30 วัน

ส่วนระเบียบปี 2569 (ข้อ 17) ได้ระบุหน้าที่ของหน่วยงานอย่างชัดเจนว่า ในกรณีที่ไม่พบเหตุผิดปกติ "ต้องเปิดเผยผลการตรวจสอบให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป" และต้องสืบค้นข้อมูลได้ไม่น้อยกว่า 1 ปี ณ สำนักงาน ป.ป.ช. หรือสถานที่อื่นตามที่กำหนด การกำหนดให้ต้องเปิดเผยเป็นการทั่วไปถือเป็นการยกระดับความโปร่งใสให้ภาคประชาชนสามารถตรวจสอบผลการทำงานได้กว้างขวางขึ้น

6. การกำกับดูแลการขยายระยะเวลาตรวจสอบบัญชีที่พบเหตุผิดปกติ

ระเบียบปี 2561 (ข้อ 18) ให้อำนาจกรรมการ ป.ป.ช. ที่ได้รับมอบหมายในการอนุมัติขยายระยะเวลาการตรวจสอบเชิงลึกได้ 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 60 วัน

แต่ระเบียบปี 2569 (ข้อ 23) ได้กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมว่า หากหลังการขยายเวลา 2 ครั้งแล้วการตรวจสอบยังไม่เสร็จสิ้น ผู้ตรวจสอบต้อง "เสนอเหตุผลความจำเป็นต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาตามที่เห็นสมควร" การดึงเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการชุดใหญ่เป็นการเพิ่มความรัดกุมในการตรวจสอบคดีสำคัญ

7. การกำหนดเงื่อนไขเวลาในการแจ้งข้อกล่าวหาต่อผู้ถูกตรวจสอบ

ระเบียบปี 2561 (ข้อ 36 และ 37) ไม่ได้ระบุกรอบเวลาเริ่มต้นในการแจ้งข้อกล่าวหาไว้อย่างเจาะจงหลังจากได้รับความเห็นชอบ

แต่ระเบียบปี 2569 (ข้อ 31) ได้ระบุกรอบเวลาไว้ชัดเจนว่า เมื่อมีพยานหลักฐานเพียงพอ ให้ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหา ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับความเห็นชอบให้แจ้งข้อกล่าวหา การระบุจำนวนวันในขั้นตอนนี้ช่วยให้กระบวนการทางคดีเริ่มนับหนึ่งอย่างมีระบบและไม่ล่าช้า

8. รายละเอียดการส่งเรื่องต่อศาลตามเขตอำนาจศาลและระดับตำแหน่ง

ระเบียบปี 2561 (ข้อ 43) และระเบียบปี 2569 (ข้อ 40) แบ่งเขตอำนาจศาลไว้เหมือนกันคือ ตำแหน่งระดับสูงเสนอศาลฎีกาฯ และตำแหน่งทั่วไปเสนอศาลอาญาคดีทุจริตฯ

อย่างไรก็ตาม ระเบียบปี 2569 (ข้อ 40) ได้ระบุรายละเอียดตำแหน่งระดับสูงตามมาตรา 102 (1) (2) (3) และ (9) ไว้อย่างชัดเจนในตัวบท และย้ำถึงระยะเวลาการยื่นคำร้องต่อศาลว่าต้องไม่ช้ากว่า 90 วัน นับแต่วันที่มีมติ ซึ่งเป็นการกำหนดมาตรฐานเวลาการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้มีความแน่นอน

9. การเพิ่มหมวดว่าด้วยการบังคับคดีและมาตรการติดตามทรัพย์สินคืนสู่แผ่นดิน

ความแตกต่างเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดคือ ระเบียบปี 2569 ได้เพิ่ม หมวด 4 ว่าด้วยการบังคับคดีและมาตรการติดตามทรัพย์สินคืน (ข้อ 47 และ 48) ซึ่งไม่มีระบุไว้ในระเบียบปี 2561 เป็นการเฉพาะ

แต่ระเบียบใหม่ปี 2569 กำหนดให้สำนักงาน ป.ป.ช. ประสานความร่วมมือกับ สำนักงานอัยการสูงสุด กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลที่ให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน สิ่งนี้แสดงถึงภารกิจของ ป.ป.ช. ที่ขยายไปถึงการติดตามทรัพย์สินคืนรัฐอย่างเป็นระบบ

10. หลักเกณฑ์การไต่สวนกรณีร่ำรวยผิดปกติจากการเปรียบเทียบบัญชี ระเบียบปี 2569 (ข้อ 41 และ 44) ได้วางหลักเกณฑ์การไต่สวนกรณีร่ำรวยผิดปกติจากการตรวจสอบและเปรียบเทียบบัญชีในวาระต่างๆ (เช่น ยื่นทุกสามปี หรือพ้นจากตำแหน่ง) ไว้ชัดเจนกว่าเดิม, โดยหากพบพฤติการณ์ซุกซ่อนทรัพย์สินหรือทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ ให้เสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาไต่สวนทันที แม้ระเบียบปี 2561 (ข้อ 30) จะมีการระบุเรื่องนี้ไว้ แต่ระเบียบใหม่ได้เชื่อมโยงกระบวนการไต่สวนเข้ากับผลการตรวจสอบบัญชีปกติได้อย่างเป็นลำดับขั้นตอนมากขึ้

ทั้งนี้ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2569 จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย
เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย