สภาอุตสาหกรมฯ เผยผลสำรวจ CEO ทั่วประเทศ หัวข้อ "เอกชนไม่ทน" ชี้คอร์รัปชันรุนแรงขึ้น 85.7% ดันต้นทุนธุรกิจพุ่งเกิน 20% ขณะ CEO อีก 61.2% เคยประสบปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์ด้วยตนเอง
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้เปิดเผยผลสำรวจ FTI CEO Poll ประจำเดือนมีนาคม 2569 ภายใต้หัวข้อ "เอกชนไม่ทน: เสียงสะท้อนภาคธุรกิจกับปัญหาคอร์รัปชัน" โดยทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารระดับสูงขององค์กร (หรือที่รู้จักกันในชื่อ CEO - Chief Executive Officer) จำนวน 645 ท่าน ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด. การสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนมุมมองของภาคเอกชนต่อปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ.
ผลสำรวจเผยว่า ผู้บริหารภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ถึง 85.7% เห็นว่าปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในปัจจุบันมีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อเทียบกับในอดีต. มีเพียง 11.8% เท่านั้นที่เห็นว่าปัญหาเท่าเดิม และ 2.5% เห็นว่าลดลง
โดย ม.ล.ปีกทอง ทองใหญ่ รองประธาน ส.อ.ท. เน้นย้ำว่าตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาดังกล่าวยังคงฝังลึกและบั่นทอนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง.
ภาระต้นทุนและการเผชิญหน้าโดยตรง
หนึ่งในประเด็นที่น่ากังวลคือ ต้นทุนที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชัน โดยผู้ตอบแบบสำรวจมากกว่า 55.5% ระบุว่าต้นทุนดังกล่าวคิดเป็นมากกว่า 20% ของต้นทุนการดำเนินธุรกิจทั้งหมด. นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามถึง 61.2% เคยประสบปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์หรือการทุจริตคอร์รัปชันด้วยตนเอง
ผลสำรวจระบุว่าตัวเลขเหล่านี้ตอกย้ำว่าปัญหาคอร์รัปชันไม่ใช่แค่ปัญหาด้านธรรมาภิบาล แต่ยังสร้างภาระต้นทุนโดยตรงต่อภาคธุรกิจ กระทบความสามารถในการแข่งขัน และลดทอนประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ.
รูปแบบการทุจริตที่พบมากที่สุด
จากการสำรวจ รูปแบบของการทุจริตคอร์รัปชันที่พบมากที่สุด ได้แก่:
การทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง อาทิ การล็อกสเปกและการฮั้วประมูล คิดเป็น 81.4%
การติดสินบนและการเรียกรับผลประโยชน์ คิดเป็น 72.6%
การทุจริตเชิงนโยบายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มคนบางกลุ่ม คิดเป็น 69.8%
การวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งในหมู่เจ้าหน้าที่รัฐ คิดเป็น 40.2%
ม.ล.ปีกทองระบุว่า ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะระดับปฏิบัติการ แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงกลไกเชิงนโยบายและโครงสร้างการบริหารภาครัฐด้วย.
สาเหตุสำคัญของปัญหาคอร์รัปชัน
ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นถึงสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปัญหาคอร์รัปชันยังคงเกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยผู้บริหารระบุว่า:
วัฒนธรรมระบบอุปถัมภ์และผลประโยชน์ทับซ้อน คิดเป็น 70.9%
ช่องว่างของกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายไม่เข้มงวด คิดเป็น 57.2%
การที่เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจใช้ดุลยพินิจสูง เปิดช่องให้เกิดการใช้อำนาจโดยมิชอบ คิดเป็น 53%
การเมืองแทรกแซงระบบบริหารราชการ คิดเป็น 49.6%
สาเหตุเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ภาคเอกชนเห็นว่าจำเป็นต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง.
ข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไขจากภาคเอกชน
เมื่อสอบถามถึงแนวทางที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน พบว่าข้อเสนอแนะหลักคือ:
เร่งปฏิรูปกฎหมายและยกระดับการบังคับใช้ให้เข้มงวดและมีประสิทธิภาพ ด้วยคะแนน 64.5%
ขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล ใช้เทคโนโลยีลดการใช้ดุลยพินิจ พร้อมเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data) ให้ตรวจสอบได้ ด้วยคะแนน 60.2%
ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคเอกชน เพิ่มช่องทางร้องเรียน และคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยคะแนน 55.5%
ยกระดับระบบตรวจสอบนโยบายและโครงการภาครัฐ ให้มีการประเมินความคุ้มค่าและความโปร่งใสก่อน ระหว่าง และหลังดำเนินการ ด้วยคะแนน 54.9%
ม.ล.ปีกทอง สรุปว่า ส.อ.ท. เห็นว่าการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ทั้งการปฏิรูปกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง การลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐผ่านระบบดิจิทัล การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐให้ตรวจสอบได้ และการสร้างกลไกการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น เสริมสร้างบรรยากาศการลงทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว. ภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนและร่วมขับเคลื่อนการต่อต้านทุจริตอย่างจริงจัง เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่ระบบเศรษฐกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน.




