‘ณัฐพงษ์’ ระบุว่า รัฐบาลภูมิใจไทยกุมอำนาจเบ็ดเสร็จคลอบคลุม 5 คลัสเตอร์การเมืองไทย แต่ไม่มีประชาชนอยู่ในสมการ ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นในการแก้วิกฤตน้ำมัน ไม่ใช้กลไกในการปัญหาฝุ่น PM2.5 และไฟป่า ทำให้อาสาสมัครดับไฟป่าเสียชีวิตแล้ว 2 ราย และไม่มีความมั่นใจว่ารัฐบาลจะผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดโดยเร็ว
เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ในการประชุมรัฐสภาเพื่อรับฟังการแถลงนโยบายรัฐบาล นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงนโยบายและที่มาของรัฐบาลชุดนี้ โดยระบุว่า รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูงที่ไม่ได้มาจากคณะรัฐประหาร ทั้งยังสามารถกุมอำนาจไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ทั้งสภาฯ บน สภาฯ ล่าง และองค์กรอิสระต่างๆ ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ถูกประกอบด้วยโครงสร้างกลุ่มอำนาจ 5 คลัสเตอร์ ประกอบไปด้วย
กลุ่มคลัสเตอร์ที่ 1 บรรดากลุ่มการเมืองต่างๆ ที่ในอดีตอาจสังกัดอยู่กับพรรคการเมืองอื่น แต่ในการเลือกตั้งรอบล่าสุดย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย หลักฐานปรากฎให้เห็นว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคการเมืองอันดับ 1 ที่มี สส.ย้ายเข้าพรรคและชนะการเลือกตั้งในรอบล่าสุด ซึ่งการจัดตั้งรัฐบาลผ่านการรวมอำนาจจากมุ้งการเมืองต่างๆ เช่นนี้ทำให้ได้เห็นโฉมหน้าคณะรัฐมนตรีอย่างใน จ.สงขลา, ชลบุรี และสุพรรณบุรี เป็นต้น
กลุ่มคลัสเตอร์ 2 คือ พรรคการเมืองอันดับ 2 ที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลอยู่ในขณะนี้ ซึ่งพรรคการเมืองนี้ได้ขายวิญญาณตัวเอง เพราะไม่สามารถต่อรองอำนาจใดๆ กับพรรคภูมิใจไทยได้ เหตุผลก็เพราะหากพรรคการเมืองอันดับ 2 ต้องการถอนตัวออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยสามารถสลับพรรคการเมืองที่ปัจจุบันอยู่ในฝ่ายค้านเข้าร่วมรัฐบาลได้ทันทีโดยที่ยังเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากอยู่
กลุ่มคลัสเตอร์ที่ 3 คือ บรรดาพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ในรัฐบาล ปัจจุบันกลุ่มนี้มีเสียงอยู่ในรัฐบาล 20 กว่าเสียง ซึ่งถือเป็นดุลอำนาจที่สำคัญที่ทำลายอำนาจในการต่อรองของพรรคอันดับที่ 2 ที่ร่วมรัฐบาลอยู่ เพราะหากปราศจากเสียงเหล่านี้ในการจัดตั้งรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยจะไม่สามารถเดินหน้ายุทธศาสตร์สลับดึงพรรคอื่นมาร่วมรัฐบาลได้
กลุ่มคลัสเตอร์ที่ 4 คือบรรดาสมาชิกรัฐสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งและองค์การอิสระต่างๆ ที่อาจได้รับการแต่งตั้งมาจากภูมิใจไทย ซึ่งคนกลุ่มนี้ถือเป็นไพ่โจ๊กเกอร์ที่ทำให้รัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยหยิบขึ้นมาใช้มื่อไหร่ก็ได้เพื่อคุมเกม อาทิ การโจมตีฝ่ายตรงข้าม เช่น คดี 44 สส. การปกป้องพวกพ้องตนเองผ่านการรับรองผลการเลือกตั้ง สส. สุพรรณบุรี เขต 2 หรือสามารถใช้ปกป้องคดีบาร์โค้ดที่ปัจจุบันอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งไพ่ใบนี้ถือเป็นใบสำคัญที่สามารถสร้างเสถียรภาพให้กับรัฐบาลชุดนี้ แต่พรรคการเมืองอื่นไม่มี
กลุ่มคลัสเตอร์ที่ 5 คือ คนบางกลุ่มในประเทศที่ต้องรักษาระเบียบเดิมให้คงอยู่ต่อไปได้ ซึ่งกลุ่มนี้มีหน้าที่ในการคุ้มครองทุกคนในค่ายรัฐบาลภูมิใจไทย ทั้งยังคอยส่งสัญญาณให้กับกลุ่มอื่นๆ ว่าควรเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทยเพราะทำอะไรก็ไม่มีความผิด ซึ่งคนกลุ่มนี้ถือใบอนุญาตและคอยส่งสัญญาณกับพรรคภูมิใจไทยก่อนวันเลือกตั้ง
กลุ่ม 5 จากคลัสเตอร์ข้างต้นนี้ ไม่มีประชาชนอยู่ในสมการ การจัดตั้งรัฐบาลผ่านการดีลอำนาจทำให้ขาดเจตจำนงหรือวาระในการผลักดันร่วมกันในฐานะของพรรคร่วมรัฐบาล
นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า การแถลงนโยบายในการบริหารราชการของรัฐบาลที่จะยึดหลักสำคัญ 3 ประการนั้นปรากฎว่า รัฐบาลภายใต้การบริหารของนายอนุทินไม่รู้ว่า จะนำพาประเทศไปในทิศทางใด ยังไม่เห็นทิศทางตามคำแถลง และไม่เห็นพันธกิจเจตจำนงร่วมกันของรัฐบาลชุดนี้ว่าอะไรคือวาระของประเทศ ที่รัฐบาลชุดนี้ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล เช่น การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการแสดงออกทางการเมือง ไม่เห็นการบรรจุอยู่ในการแสดงนโยบายฉบับนี้
"ผมคิดว่าปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ในขณะนี้อาจไม่ใช่วิกฤตภายนอก แต่คือวิกฤตภายใน เพราะไม่ว่าจะเจอวิกฤตภายนอก ที่รุมล้อมเข้ามาขนาดไหน แต่ถ้ารัฐบาลอยู่เคียงข้างประชาชนเราจะพอมีหลักยึด กรณีวิกฤตน้ำมัน รัฐบาลทำให้ความรู้สึกมั่นคงของประชาชนเพิ่มขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะการใช้อำนาจในการกำกับดูแลค่าโรงกลั่นน้ำมัน ให้เหมาะสมสอดคล้องกับต้นทุนจริง ไม่ได้เอาเปรียบประชาชนในขณะนี้
"หรือวิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่ประชาชนนับล้านคนได้รับผลกระทบ แต่รัฐบาลทำให้ประชาชนมีความรู้สึกที่มั่นคงหรือไม่ว่า พร้อมใช้กลไกที่อยู่ผ่านกฎหมายอากาศสะอาด เชื่อว่าด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จของนายกรัฐมนตรี หากต้องการทำสิ่งใดสามารถทำได้ประสบความสำเร็จ แต่อยู่ที่ความแน่วแน่และความกล้าหาญทางการเมือง ที่กำลังมองหาจากตัวนายกรัฐมนตรี และ ครม. พอได้แล้วกับระบบพวกพ้องการแสวงหาผลประโยชน์ให้กับกลุ่มตน ไม่ไหวแล้วกับวิกฤตรอบด้านที่ประชาชนต้องแบกรับ เริ่มได้แล้วการเมืองของประชาชนของพวกเราทุกคน" หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าว
นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ ยังได้กล่าวด้วยว่า กรณีปัญหาฝุ่น PM2.5 และไฟป่าที่ส่งผลให้อาสาสมัครดับไฟป่าเสียชีวิตแล้ว จำนวน 2 ราย และเสียชีวิตในทุกปี รัฐบาลยังไม่สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนเลยว่า จะใช้ทุกกลไกในมือเพื่อผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดโดยเร็ว




