“อภิสิทธิ์” ซัดนโยบายรัฐบาล "ไร้ความจริงใจ-ขาดหัวใจประชาชน" ชี้เป้าบกพร่องหลายด้าน ตั้งแต่พลังงานยันคุณธรรม-ตั้งคนเอี่ยวสแกมเมอร์ นั่งเป็นผู้มีอำนาจเพียบ เตือนรัฐบาลหากเห็นประชาชนเป็นเพียงทางผ่านสู่อำนาจ ท้ายที่สุดคนทั้งประเทศจะบอกว่า "พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว"
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายวิพากษ์วิจารณ์การแถลงนโยบายของรัฐบาล ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้แถลงต่อรัฐสภา โดยนายอภิสิทธิ์ระบุว่า การแถลงนโยบายในครั้งนี้สร้างความผิดหวังอย่างยิ่ง และไม่สามารถสร้างความหวังหรือฉายภาพทิศทางการเดินหน้าประเทศให้กับประชาชนได้
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้เน้นย้ำถึง 4 ประเด็นหลักที่ทำให้ขาดความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลชุดนี้ ได้แก่ การเขียนนโยบายที่ "พูดอีกก็ถูกอีก" เพราะเป็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่โต้แย้ง แต่ว่ามันขาดการปฏิบัติเป็นรูปธรรม ขาดเครื่องมือ ขาดกรอบเวลาที่ชัดเจน และตัวชี้วัด, วิธีการบริหารที่ผ่านมาของคณะผู้บริหารชุดเดิมซึ่งหลายคนยังดำรงตำแหน่งต่อเนื่องในรัฐบาลชุดปัจจุบัน, และปัญหาเรื่องคุณธรรม จริยธรรม และความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของนโยบายต่างๆ
นโยบาย "ขายฝัน" ขาดรูปธรรมและคำมั่นสัญญา
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลชุดนี้ไม่ตอบสนองความคาดหวังของประชาชนที่ให้การสนับสนุนพรรคร่วมรัฐบาล เพราะหลายนโยบายที่ใช้หาเสียงและให้คำมั่นสัญญาว่าจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น กลับไม่ปรากฏอยู่ในคำแถลงของนายกรัฐมนตรีอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างนโยบายที่ขาดหายมีอาทิ การขาดความผูกมัดตัวเองในระดับเดียวกับช่วงของการหาเสียง เช่น เรื่องค่าไฟ 3 บาท ที่ไม่ได้มีการกล่าวถึง หรือโครงการพยาบาลอาสาประจำหมู่บ้าน ซึ่งปัจจุบันคืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่ขาดรายละเอียดในการอภิปรายครั้งนี้
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวต่อไปว่ามีนโยบายที่ไม่ปรากฏอยู่ในคำแถลงของนายกรัฐมนตรีอย่างชัดเจนอีกหลายเรื่องที่น่าสนใจ เช่น โครงการขนาดใหญ่ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความคุ้มค่าและผลกระทบต่อระบบนิเวศและความมั่นคงอย่าง "โครงการแลนด์บริดจ์"
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าโครงการนี้เป็นเหมือน "โครงการลับๆ ล่อๆ" ที่เริ่มต้นตอนหาเสียงแต่ไม่ยอมส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณา และวันนี้ก็ไม่ยอมมาแถลงต่อสภา แต่กลับไปพูดถึงที่กระทรวง รวมถึงการละเลยกลุ่มสำคัญอย่าง อสม. ที่ไม่ปรากฏในนโยบายว่าจะมีการยกระดับการทำงาน หรือสร้างขวัญกำลังใจให้กับพวกเขาดีขึ้นได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น การแก้ไขปัญหาสำคัญอย่าง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ถูกเขียนไว้อย่างสั้นและคลุมเครือ เพียงกล่าวถึงแค่หลักว่า "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" และจะสร้าง "ความสันติสุข" ทั้งที่กลไกสำคัญในช่วงที่ผ่านมาคือเรื่องการพูดคุยเจรจาว่าจะมีแนวทางต่อไปอย่างไร และสถานการณ์ความรุนแรงยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงเหตุการณ์ลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส. เขต 5 จ. นราธิวาส พรรคประชาชาติ ก็ยังเป็นเครื่องหมายคำถามอีกว่าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของความมั่นคงหรือไม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ขาดหายไปจากนโยบาย
ปัญหาวิกฤตพลังงาน: การบริหารผิดพลาดและผลประโยชน์
นายอภิสิทธิ์ได้หยิบยกประเด็นวิกฤตน้ำมันมาวิจารณ์อย่างเข้มข้น โดยชี้ว่ารัฐบาลกล้าที่จะเขียนในนโยบายว่าสามารถดำเนินการให้เป็น "quick big win" เช่น การปราบปรามสแกมเมอร์อย่างเข้มข้น และที่นายกรัฐมนตรีกล้าเขียนกว่านั้นคือการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอ รวมถึงการบริหารจัดการปัจจัยการผลิตที่สำคัญในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง โดยเฉพาะวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตที่มีต้นทุนผูกพันกับราคาพลังงาน อาทิ ปุ๋ยเคมี สารเคมี อุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม หัวหน้าพรรประชาธิปัตย์กล่าวว่าปัญหาที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดจากวิกฤตภายนอกทั้งหมด แต่ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญคือ
1. การบริหารจัดการที่ผิดพลาด
2. การไม่ยอมให้ภาคส่วนอื่นนอกจากประชาชนรับภาระกับสิ่งที่เกิดขึ้น
และ 3. ความไม่ชอบมาพากลและการแสวงหาผลประโยชน์อันมิชอบ
นายอภิสิทธิ์เน้นย้ำถึงบทบาทของกองทุนน้ำมันที่ผลาญเงิน 40,000 ล้านบาท จากประชาชนผู้ใช้น้ำมัน ซึ่งจะต้องไปซื้อน้ำมันแพงในวันข้างหน้า โดยไม่ได้เตรียมมาตรการในการรองรับ และในที่สุดก็ปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นและต้นทุนการผลิตทุกภาคส่วนขณะนี้พุ่งสูงขึ้นไปแล้ว พร้อมตั้งคำถามว่า นายกรัฐมนตรีพูดได้อย่างไรว่าประสบความสำเร็จ ทั้งที่การบริหารจัดการการมีความขาดแคลน
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังย้อนถึงสถานการณ์ขาดแคลนน้ำมันที่ผ่านมา ซึ่ง สส.กว่าร้อยคนได้สะท้อนปัญหาเดียวกัน
“การเข้าคิวเติมน้ำมันปั๊มหนึ่งปรากฏว่าขาดแคลน ไม่มีน้ำมัน มีแต่น้ำมะพร้าว หรือมีแต่น้ำดื่มในราคาสต็อกเก่า ซึ่งรัฐบาลกลับแก้ปัญหาด้วยการขึ้นราคาแล้ววันนี้พยายามจะมาแก้ปัญหาราคาด้วยการเอากฎหมายว่าด้วยการขาดแคลนมาแก้” นายอภิสิทธิ์กล่าว พร้อมวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลไม่ยอมลดภาษีสรรพสามิต และการขยับลดค่าการกลั่นเพียง 2 บาทนั้นน้อยมาก เมื่อเทียบกับค่าการกลั่นเฉลี่ย 17 บาทต่อลิตร ซึ่งทั่วโลกต่างใช้มาตรการลดภาษีกันทั้งสิ้น
ระหว่างการอภิปรายประเด็นนี้ นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส. พรรคภูมิใจไทย ได้ประท้วง โดยกล่าวว่า ประเด็นที่นายอภิสิทธิ์กล่าวในหลายประเด็นนั้นเป็นประเด็นของรัฐบาลที่แล้ว ขณะที่รัฐบาลชุดนี้ยังไม่ได้เริ่มนับหนึ่งทำงานเลย
อย่างไรก็ตาม นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ได้วินิจฉัยว่า เนื่องจากการทำอภิปรายรัฐบาลชุดนี้กับรัฐบาลชุดที่แล้วนี่ต่อเนื่องกัน ตนก็เลยมาอนุญาตให้พูดได้
นายอภิสิทธิ์จึงกล่าวต่อว่า มาตรการช่วยเหลือภาคการขนส่งและประมงยังคงล่าช้า รวมถึงการแก้ปัญหาปุ๋ยเคมีและเม็ดพลาสติกก็ยังไม่เป็นรูปธรรม พร้อมกล่าวประณามว่า หัวใจของนายกรัฐมนตรีไม่อยู่กับประชาชน และผู้ที่ไปทำงานกับรัฐบาลเพียงสัปดาห์เดียวกลับต่อว่าฝ่ายค้านว่าพูดเรื่องราคาน้ำมันเป็นเรื่องเชย แต่ตนจะขอ “เชยต่อไป” และเชื่อว่าคนทั้งประเทศก็จะเป็นเช่นนั้น เพราะนี่คือเรื่องที่กระทบความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง
ทุนเทา-สแกมเมอร์: คำถามต่อความโปร่งใสและคุณธรรม
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงประเด็นเรื่องทุนเทาและสแกมเมอร์ถู ว่าเป็นอุปสรรคสำคัญต่อนโยบายการดึงดูดการลงทุนและการพัฒนาตลาดทุนให้โปร่งใสตามมาตรฐานสากล ซึ่งเรื่องนี้ แม้ตนจะเคยยื่นข้อมูลให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่การดำเนินการของหน่วยงานรัฐในไทยมัก “ตามหลังต่างประเทศเสมอ” พร้อมยกตัวอย่างกรณีสิงคโปร์ที่ดำเนินการบนพื้นฐานความผิดในประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์ไทยที่พบการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินเข้าไปเกี่ยวข้องกับบริษัทน้ำมันรายสำคัญของไทย แต่กลับไม่มีความคืบหน้าการสืบสวนจากทางฝั่งไทยในเรื่องนี้
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ตั้งคำถามถึงความเชื่อมั่นในเรื่องนี้ และตั้งคำถามว่า ความเกี่ยวพันของคนที่อยู่ในแวดวงของอำนาจและรัฐบาลเนี่ยอยู่ในกระบวนการนี้ด้วยหรือไม่ พร้อมเรียกร้องให้สอบถามรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพราะวันนี้ ผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่มีภาพ ผู้ที่มีความสัมพันธ์กับสแกมเมอร์ หรือนักฟอกเงินระดับโลก ก็ยังสามารถนั่งอยู่ข้างบนได้ ทำให้ยากที่จะเชื่อถือได้ ส่วนเรื่องการสอบสวน MOU สแกนม่านตา บัดนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าเช่นกัน
ภาคการเกษตร: นโยบายสวนทางกับความเป็นจริง
สำหรับภาคการเกษตร นายอภิสิทธิ์วิจารณ์ว่า แม้นโยบายจะเขียนสวยหรูว่าจะยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร เป็นครัวโลก และใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง แต่การทำงานที่ผ่านมา “ไม่มีตรงนั้นเลย ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาราคามะพร้าวที่ตกต่ำเป็นประวัติการณ์ ทั้งที่ราคาส่งออกปลายทางไม่ได้ลดลง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดจากคนกลางหรือ "ล้ง" (จุดรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรจากเกษตรกร) ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง
นายอภิสิทธิ์ชี้ว่าคำตอบแรกของรัฐบาลคือการพยายามตั้งล้งแข่งกับเอกชน ซึ่งเป็นรูปแบบที่ไม่สอดคล้องกับยุคสมัยและทิศทางในนโยบายที่รัฐบาลแถลงเอง และปัจจุบันราคามะพร้าวน้ำหอมในราชบุรีก็ยังคงอยู่ที่ประมาณ 3 บาท และการดำเนินการของล้งที่ถูกตรวจสอบก็หยุดชะงักไป ยิ่งไปกว่านั้น โรงงานที่ผลิตกะทิยังสามารถนำเข้ามะพร้าวราคาถูกจากต่างประเทศ จนส่งผลให้ราคามะพร้าวกะทิต่ำกว่าต้นทุนการผลิตของเกษตรกรไทย ดังนั้นตนจึงไม่มั่นใจว่านโยบายเหล่านี้จะสามารถปฏิบัติได้จริง
ไร้หลักประกัน-สวัสดิการ: "ใจประชาชน" หายไปไหน
นายอภิสิทธิ์ตั้งคำถามถึง "ใจ" ของรัฐบาลที่ไม่อยู่กับประชาชน โดยยกตัวอย่างรองนายกรัฐมนตรีซึ่งดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการชุดหนึ่ง (และมีความเกี่ยวข้องกับการชี้แจงในประเด็นธุรกิจโรงกลั่น ที่ชี้แจงแต่ละครั้งก็มองแต่ในมุมของธุรกิจ ทำให้ขาดการคำนึงถึงผลกระทบและความรู้สึกของประชาชน นอกจากนี้ นโยบายภาคการเกษตรเกือบทั้งหมดเป็นสิ่งที่หล่นหายไปเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องของการสร้างหลักประกันให้กับคนที่ต้องสูญเสียจากการเปลี่ยนแปลง หรือต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของตลาดหรือวิกฤติ
นายอภิสิทธิ์ชี้ว่าแม้กระทั่งนโยบายสำคัญที่เคยเป็น “จิตวิญญาณ” ของบางพรรค เช่น ประกันรายได้เกษตรกร หรือประกันกำไรเกษตรกร และค่าแรงขั้นต่ำ ก็ "หายไปจริง ๆ" ในกระทรวงที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ คำว่า "สวัสดิการ" ในนโยบายที่มีการแถลงพบว่าหายากมาก เหมือนว่าหลักประกันสวัสดิการไม่ได้อยู่ในแนวคิดของรัฐบาล
นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคแกนนำไม่มีนโยบายเรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เพราะเน้นการ "ให้เบ็ด" ไม่ใช่ "ให้ปลา" ซึ่งเรื่องนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต้องบริหารเงินด้วยความระมัดระวัง และแยกวัตถุประสงค์การใช้เงินให้ชัดเจน ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจ การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง และสวัสดิการสิทธิขั้นพื้นฐาน ซึ่งเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุอยู่ในกลุ่มหลังนี้
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เน้นย้ำว่าความสำคัญสูงสุดวันนี้คือเร่งไปช่วยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เป็นต้นทุนของประชาชนทั้งประเทศ และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีนำ "จิตวิญญาณของความเป็นประชาชน" ที่ปรากฏใน เนื้อหาสไตล์เชลล์ชวนชิม" ซึ่งมักจะเรียบง่าย เข้าถึงง่าย มาใส่ไว้ในนโยบายบ้าง เพื่อให้เข้าใจคนปกติธรรมดาที่ได้รับผลกระทบ
ประเด็นกฎหมายและความซื่อสัตย์: ความท้าทายของรัฐบาล
ในประเด็นสุดท้ายที่เกี่ยวกับความสำเร็จของนโยบาย นายอภิสิทธิ์แสดงความไม่แน่ใจว่าหลักการบริหารโดยใช้หลักนิติธรรมและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคที่เขียนไว้ในหน้าแรกของนโยบายจะเป็นจริงได้หรือไม่ โดยคดีสำคัญอย่าง "คดีฮั้ว สว.และ คดีเขากระโดง" ที่พรรคเพื่อไทยเคยพูดถึงไว้มาก รวมถึงการดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับคู่สัญญาของรัฐที่ทำให้สาธารณะเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถนนพระราม 2 หรือที่นครราชสีมา
หัวหน้พรคประชาธิปัตย์ยังตั้งคำถามถึงการตั้งบุคคลที่มีการเคลือบแคลงสงสัยเกี่ยวข้องกับทุนเทา สแกมเมอร์ เข้ามาเป็นรัฐมนตรี โดยเปรียบเทียบกับกรณีบุคคลหนึ่งที่ไม่ผ่านคุณสมบัติเพราะถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กล่าวหา ซึ่งหากใช้มาตรฐานเดียวกัน หลายคนรวมถึงนายกรัฐมนตรี ก็คงไม่ผ่านเช่นกัน
นายอภิสิทธิ์ยังได้ย้อนกลับไปถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันถวายสัตย์ปฏิญาณของคณะรัฐมนตรี ที่ระบุว่าผลลัพธ์ที่จะต้องเกิดขึ้นคือคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน ประชาธิปไตยที่งอกงามไพบูลย์ และประเทศชาติที่มีความมั่นคงเป็นปึกแผ่น เขาเตือนรัฐบาลว่า แม้ทุกรัฐบาลจะมีทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวที่เข้าใจกันได้ แต่สิ่งที่ "ให้อภัยกันไม่ได้" คือการแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัวเข้าพวก และไม่เคารพกระบวนการของกฎหมายและประชาธิปไตย
"ถ้า ท่านเห็นประชาชนเป็นเพียงแค่ทางผ่านสู่อำนาจ เห็นประชาธิปไตยเป็นแค่พิธีกรรม เห็นประเด็นเรื่องความมั่นคง จริยธรรม เป็นเพียงการหาเสียงเครื่องมือทางการเมือง ท่านจะไม่ได้ปฏิบัติตามคำปฏิญาณตนที่ท่านได้ให้ไว้ และทุกคนในประเทศจะบอกว่า พอแล้วไม่ไหวแล้ว" นายอภิสิทธิ์กล่าว




