"กรณ์" ซัดนโยบายรัฐบาล ไม่ยอมแก้ปัญหาราคาน้ำมัน-ไฟฟ้า-ไม่ยอมลดภาระประชาชน-เอื้อนายทุนเกินไป วิจารณ์หน่วยงานรัฐยึดทรัพย์คนเอี่ยวสแกมเมอร์ล่าช้า แถมคีย์แมน รบ.ทั้งในอดีตถึงปัจจุบัน พบเอี่ยวสแกมเมอร์อีก ตั้งคำถาม รบ.จริงใจแก้ปัญหาหรือไม่ หากไม่ตรวจสอบคนใกล้ชิด ก็ยากจะทำให้ ปชช.เชื่อมั่นความสามารถ รบ.แก้ปัญหาเศรษฐกิจ
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ได้มีการอภิปรายถึงนโยบายรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี โดยนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายในประเด็นเกี่ยวกับสแกมเมอร์และทุนเทา อภิปรายเรื่องราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น มีรายละเอียดดังนี้
ราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า
นายกรณ์ จาติกวณิช ได้เริ่มต้นการอภิปรายโดยตั้งข้อสังเกตว่าภาระทั้งหมดจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นตกอยู่กับประชาชน พร้อมวิพากษ์วิจารณ์การอ้างผลงานของรัฐบาลเรื่องการเจรจาลดค่าการกลั่น 2 บาทต่อลิตร โดยชี้ว่าการคำนวณของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่อิงค่าการกลั่นเฉลี่ยเดือนมีนาคมที่ 7 บาท ทำให้ระบุว่าส่วนที่ควรจะลดคือ 2 บาท บวกพรีเมียม 3 บาท
อย่างไรก็ตาม นายกรณ์แย้งว่าค่าการกลั่นเฉลี่ยในปัจจุบันคือ 17 บาท ดังนั้นตามสูตรของรัฐมนตรีเอง ค่าการกลั่นที่ควรจะลดให้กับประชาชนคือ 12 บาท ไม่ใช่เพียง 2 บาท พร้อมกล่าวหาว่าการตัดสินใจของรัฐบาลดูเหมือนจะเกรงใจนายทุนมากเกินไปและแทบไม่มีความกังวลต่อความเดือดร้อนของประชาชน
นอกจากนี้ นายกรณ์ยังกล่าวถึงการที่รัฐบาลยังคงเก็บภาษีสรรพสามิตเต็มอัตราแม้ในยามที่ประชาชนเดือดร้อนสูงสุด และโต้แย้งคำชี้แจงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่ระบุให้เป็นภาระของกองทุนน้ำมัน โดยตีความว่านั่นหมายถึงการให้ประชาชนดูแลตัวเอง และปฏิเสธข้ออ้างที่ว่าหากไม่เก็บภาษีจะไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล โดยย้ำว่าภาษีสรรพสามิตไม่ได้ถูกกำหนดเฉพาะเจาะจง (earmark) เพื่อการรักษาพยาบาล แต่เข้ากองกลาง และรัฐบาลควรลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นอื่นๆ
นายกรณ์ยังได้วิพากษ์วิจารณ์การตั้งคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ว่าเป็นเพียงยุทธศาสตร์ซื้อเวลา และเรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดนโยบายที่ชัดเจนและคำนวณราคาน้ำมันอย่างเป็นธรรม
ในส่วนของค่าไฟฟ้า นายกรณ์ชี้ว่าการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในระดับสูง ทำให้ราคาไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตามราคาก๊าซโลก โดยระบุว่าสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตกับเอกชนมีช่องโหว่ที่ทำให้เอกชนได้กำไรมากขึ้นเมื่อราคาก๊าซสูงขึ้น เนื่องจากสูตรการคำนวณปริมาณก๊าซที่เอกชนต้องใช้เกินกว่าที่ใช้จริง ซึ่งส่วนต่างนี้กลายเป็นกำไรของเอกชน ยิ่งราคาก๊าซสูง ส่วนต่างก็ยิ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ สูตรการซื้อก๊าซ LNG นำเข้ายังเปิดโอกาสให้เอกชนนำเข้าสามารถขายก๊าซให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตในราคาที่แพงกว่าต้นทุนของตนเอง
ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์และทุนเทา
นายกรณ์ จาติกวณิช ได้กล่าวถึงประเด็นปัญหาการทุจริต สแกมเมอร์ และทุนเทา โดยตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องนี้เคยเป็นประเด็นสำคัญก่อนการเลือกตั้ง แต่ความจริงจังได้ลดลงหลังการเลือกตั้ง พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลที่เสมือนว่าภารกิจนี้ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว
นายกรณ์ยังได้กล่าวถึงการที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ประกาศยึดทรัพย์กลุ่มสแกมเมอร์และฟอกเงินมูลค่า 8 พันล้านบาท และชี้ให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอรายชื่อหลักทรัพย์จำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเดียวกันในตลาดหลักทรัพย์ไปตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการล่าช้า ส่งผลให้มีการโยกย้ายถ่ายเทและขายหุ้นออกไปอย่างน้อย 500 ล้านบาท
นายกรณ์ได้ตั้งคำถามถึงความจริงใจของนายกรัฐมนตรีในการ "ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม" เพื่อเอาผิดทุกคนที่เกี่ยวข้อง โดยชี้ว่าเครือข่ายสแกมเมอร์และฟอกเงินไม่สามารถทำธุรกรรมได้หากไม่มีคนไทยเข้าไปเกี่ยวข้องหรือเป็นนอมินี โดยมีกรณีที่มีสนับสนุนข้อกล่าวหา 5 กรณีดังต่อไปนี้
1.อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
เคยมีภาพปรากฏเป็นที่ปรึกษาธนาคาร BIC กัมพูชาของนายยิม เลียก (หนึ่งในแก๊งสแกมเมอร์) และได้ซื้อหุ้นฟินันเซียกว่า 690 ล้านบาท โดยอ้างว่ากู้ยืมจากกองทุน Capital Asia Investment (CAI) ที่เชื่อมโยงกับนายเบน สมิธ และธนาคาร BIC นายกรณ์เรียกร้องให้สอบสวนว่าเงินกู้ดังกล่าวเป็นจริงหรือไม่ มีการชำระคืนแล้วหรือเป็นเพียงนอมินี
2.บริษัท BCPG (บริษัทลูกของบางจาก)
โดยพบว่าหุ้นของ BCPG ที่ถูกยึดไปถือโดยกองทุน CAI และ Pilgrim โดยบริษัท BCPG ได้ขายหุ้นแบบ Private Placement มูลค่า 4.5 พันล้านบาท ให้กับ 2 กองทุนนี้ในปี 2563 นายกรณ์เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีสอบถามคณะกรรมการ BCPG และบางจาก ณ เวลานั้น รวมถึงประธานบางจากในขณะนั้นที่เป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าเหตุใดจึงตัดสินใจขายหุ้นให้กับกองทุนที่เชื่อมโยงกับกลุ่มสแกมเมอร์
3.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี
พบว่าอดีตรัฐมนตตรีมีความเกี่ยวข้องกับกรณี MOU อัปยศที่ถูกยกเลิกไปแล้ว โดยนายประเสริฐเป็นผู้อนุมัติและร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม MOU ดังกล่าว และมีนายเบน สมิธ ร่วมลงนามด้วย ซึ่งปัจจุบันเรื่องนี้อยู่ในการพิจารณาของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
นายกรณ์ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการที่นายประเสริฐได้รับการแต่งตั้งกลับมาเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีอนุทิน 2
4.นายวิศิษฎ์ วิศิษฏ์สรอรรถ อดีตปลัดกระทรวงดีอีและประธาน ก.ล.ต. คนปัจจุบัน
โดยนายกรณ์ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมที่นายวิศิษฏ์ ซึ่งเป็นผู้ร่วมลงนามใน MOU อัปยศ จะดำรงตำแหน่งประธาน ก.ล.ต. ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบความโปร่งใสในตลาดหลักทรัพย์ โดยย้ำว่าเรื่องนี้สะท้อนถึงมาตรฐานสากลที่รัฐบาลกล่าวถึงในนโยบาย
5.นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
นายกรณ์ชี้ให้เห็นว่านายสุริยะและครอบครัวได้ร่วมกันซื้อเครื่องบินเจ็ทมูลค่า 800 ล้านบาท จากภรรยานายเบน สมิธ และชำระเงินผ่านธนาคาร BIC กัมพูชาของนายยิม เลียก ดังนั้นตนจึงร้องขอให้นายกรัฐมนตรีตรวจสอบเส้นทางการเงินของการซื้อขายนี้อย่างละเอียด ก่อนที่จะแต่งตั้งนายสุริยะกลับมารับตำแหน่งรัฐมนตรีอีกครั้ง
นายกรณ์สรุปว่า หากรัฐบาลไม่กล้าตรวจสอบบุคคลที่มีความใกล้ชิดกับตนเองและอยู่ในรัฐบาล การแก้ไขปัญหาแก๊งสแกมเมอร์และทุนเทา รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจของประเทศก็จะเป็นเรื่องยากที่ประชาชนจะเชื่อมั่นและมั่นใจ




