News Logo
หน้าแรก
'พริษฐ์-อนุทิน' พิพาทส่งท้ายแถลงนโยบาย นายกฯ โต้อีกฝ่ายไม่ทำการบ้าน

'พริษฐ์-อนุทิน' พิพาทส่งท้ายแถลงนโยบาย นายกฯ โต้อีกฝ่ายไม่ทำการบ้าน

10 เม.ย. 2569 23:51
ผู้ชม 16 คน

"พริษฐ์ วัชรสินธุ"-"อนุทิน ชาญวีรกุล" พิพาทส่งท้าย ประชุมสภาแถลงนโยบาย หลังพริษฐ์ร่ายยาว ยก 5 พฤติกรรมนายกฯ เทียบเท่าผู้รับเหมาบริหารประเทศเข้าข่ายจะถูกขึ้นบัญชีดำ เน้นแค่โยนงานให้คนอื่น ด้าน นายกฯแจง ตัวเองทำงานแบบนี้ตั้งแต่สมัยบริหารเอกชน เพราะเป็นคนที่รู้ว่าใครเก่งอะไรเลยมอบหมายงานคนอื่นได้จนประสบความสำเร็จมากกว่าล้มเหลว โต้อีกฝ่ายทำการบ้านน้อยมาก ด้าน "พริษฐ์" พยายามใช้สิทธิแจงเพราะถูกพาดพิงเรื่องทำการบ้านน้อย แต่โดย รอง ปธ.ปิดไมค์-ปิดประชุม

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ได้มีการอภิปรายถึงนโยบายรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี โดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้อภิปรายในประเด็นปิดท้ายเป็นคนสุดท้ายของฝ่ายค้าน และนายอนุทิน ได้อภิปรายชี้แจงในฝั่งของตนเอง ซึ่งบรรยากาศการประชุมส่งท้าย จบลงด้วยข้อพิพาทเนื่องจากว่านายอนุทินกล่าวหาว่านายพริษฐ์ไม่ทำการบ้านก่อนการอภิปราย และนายพริษฐ์ได้พยายามจะชี้แจงต่อว่าโดยพาดพิง แต่ว่าโดนทางฝั่งของนายมงคล สุรัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม ปิดไมค์นายพริษฐ์ และปิดการประชุม โดยรายละเอียดการอภิปรายโต้กันระหว่างนายพริษฐ์และนายอนุทินมีดังนี้

ประเมินผลงานรัฐบาลชุดใหม่

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ได้เริ่มต้นการอภิปรายโดยแสดงข้อกังวล ข้อสังเกต และข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งส่วนตัวก็เห็นด้วยกับนายกรัฐมนตรีว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลาของการทดลองงาน แต่เป็นเวลาที่ประชาชนคาดหวังให้รัฐบาลใหม่สามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาได้ตั้งแต่วันแรก ซึ่งความจริงเรื่องนี้ไม่ควรเป็นเรื่องยาก เพราะรัฐบาลใหม่นี้ว่าจริงแล้วก็ไม่ได้ใหม่ขนาดนั้น เนื่องจากนายกรัฐมนตรีก็คนเดิม พรีเซ็นเตอร์ก็ชุดเดิม ปรับเปลี่ยนเพียงแค่พรรคที่ร่วมรัฐบาลเท่านั้น

นายพริษฐ์ได้ประเมินผลงานที่ผ่านมา โดยเฉพาะการรับมือกับวิกฤตพลังงานในช่วงรักษาการ และการชี้แจงคำแถลงนโยบายของทุกคน ยกเว้นนายกรัฐมนตรี ตลอด 2 วันที่ผ่านมานี้ ซึ่งต้องยอมรับว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ทำให้ประชาชนเชื่อว่าเป็นรัฐบาลมืออาชีพที่ประชาชนฝากผีฝากไข้ไว้ได้ แต่รัฐบาลชุดนี้กลับเป็นเหมือนรัฐบาลผู้รับเหมา ที่เตรียมขึ้นบัญชีดำ

สส.พรรคประชาชนให้เหตุผลที่ต้องใช้ถ้อยคำที่รุนแรงแบบนี้ ก็เพราะว่าหากประธานไปเปิดดูหลักเกณฑ์การขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมาตาม พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้าง อาจจะค้นพบว่ามีอย่างน้อย 5 พฤติกรรม ที่เหมือนหรือคล้ายกับสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้กำลังทำกับประชาชน มีดังต่อไปนี้

พฤติกรรมที่หนึ่ง: การเบี้ยวสัญญา

นายพริษฐ์กล่าวถึงพฤติกรรมที่หนึ่งคือการเบี้ยวสัญญา เพราะตลอดการเลือกตั้งที่ผ่านมา เห็นความพยายามอย่างมากของนายกรัฐมนตรีในการรักษาภาพลักษณ์ว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่พูดแล้วทำ โดยพรรคใช้วิธีการไม่พูดอะไรเลยว่าจะทำอะไรหรือขับเคลื่อนนโยบายอะไร นอกจากโอ้อวดว่ารักชาติกว่าใคร

นโยบายที่พรรคภูมิใจไทยส่งชี้แจงไปที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีทั้งหมดแค่ 8 ข้อ น้อยกว่าที่พรรคร่วมรัฐบาลหรือพรรคเพื่อไทยส่งไปถึง 7 เท่า ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าแม้จะสัญญาน้อยนิดกับประชาชน แต่รัฐบาลภูมิใจไทยก็ดูเหมือนจะเบี้ยวสัญญาประชาชนตั้งแต่วันแรก

อาทิ กรณีตัวอย่างค่าไฟ โดยนายพริษฐ์ยกตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือเรื่องค่าไฟ ซึ่งเป็นประเด็นที่ประชาชนสนใจแน่นอนภายใต้วิกฤตพลังงานแบบนี้ โดยในเอกสารที่ต้องชี้แจงกับ กกต. นายกรัฐมนตรีเขียนชัดว่าจะลดค่าไฟเหลือ 3 บาทต่อหน่วยสำหรับ 200 หน่วยแรกให้กับทุกครัวเรือนทั่วประเทศ แต่จากที่ตั้งใจฟังรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานชี้แจงเมื่อสักครู่ ในที่สุดหลังจากพูดมาหลายนาทีก็ยอมรับ หลังจากเปลี่ยนมาเป็นการลดค่าไฟ 3 บาทต่อหน่วยเฉพาะครัวเรือนประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศที่ใช้ไฟไปถึง 200 หน่วย

นายพริษฐ์ระบุว่าที่แย่ก็คือการลดค่าไฟ 3 บาทต่อหน่วยไม่ถูกเขียนไว้ในเอกสารคำแถลงนโยบายด้วยซ้ำดังนั้น ถึงแม้รัฐมนตรีจะมายืนยันในวันนี้ สส.พรรคประชาชนก็อดสงสัยไม่ได้ เพราะถ้าสักวันหนึ่งมีการปรับเปลี่ยน ครม. แล้วรัฐมนตรีฯพลังงาน นายเอกณัฐหลุดออกจาก ครม. นโยบายนี้จะหลุดไปด้วยหรือไม่

กรณีตัวอย่างรัฐธรรมนูญ 

นายพริษฐ์ขยับไปอีกเรื่องคือเรื่องรัฐธรรมนูญ ว่าก่อนการเลือกตั้ง ครม. นายกฯ มีมติไปสอบถามประชาชนทั่วประเทศว่าอยากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเมื่อประชาชนทั่วประเทศ 20 กว่าล้านคน ตอบกลับมาว่าอยาก เสียงของพวกเขา กลับดูจะไม่มีความหมายเพียงพอสำหรับรัฐบาลชุดนี้ที่ไม่ยอมแม้กระทั่งใส่แค่บรรทัดเดียวใน 19 หน้าของคำแถลงนโยบาย

กรณีตัวอย่างรัฐมนตรีมืออาชีพ 

นายพริษฐ์ยกตัวอย่างอีกเรื่องคือนโยบายการแต่งตั้งรัฐมนตรีมืออาชีพ ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยนิยามไว้เองในเอกสารที่เขียนไปที่ กกต. ว่าหมายถึงรัฐมนตรีที่มีความรู้และประสบการณ์ตรงกับภารกิจ

นายพริษฐ์รู้ว่าเดี๋ยวนายกฯอาจจะมาแย้งว่าข้อนี้ไม่ได้เบี้ยวสัญญา เพราะในเอกสารที่ส่งให้ กกต. ระบุแค่ 3 ชื่อ และนายกฯก็ตั้งทั้ง 3 คนเป็นรองนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม ตนไม่อยากให้นายกเข้าใจผิด เพราะเชื่อว่าประชาชนไม่ขัดข้อง หากจะตั้งรัฐมนตรีมืออาชีพมากกว่า 3 คน

สส.พรรคประชาชนเน้นย้ำว่าสิ่งที่ประชาชนเค้าอยากให้รัฐบาลกำหนดเพดานมันคือค่าการกลั่น ค่าน้ำมัน ไม่ใช่จำนวนรัฐมนตรีใน ครม. ที่มีความรู้และประสบการณ์ตรงกับภารกิจ

พฤติกรรมที่สอง: การส่งงานล่าช้า

นายพริษฐ์กล่าวถึงพฤติกรรมที่สองคือการส่งงานล่าช้าหมายถึงการผิดนัดส่งมอบ หรือการเพิกเฉยต่อวิกฤตจนสร้างความเสียหายกับประชาชน

นายพริษฐ์สังเกตเห็นว่าในคำแถลงนโยบายทางรัฐบาลนั้นมีการย้ำถึง 3 ครั้งว่าโลกเรามีความไม่แน่นอนสูง

สส.พรรคประชาชนกล่าวว่าไม่รู้ว่า เป็นความพยายามจะหยิบเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างหรือไม่ เพราะวิกฤตต่างๆ มันเข้ามาอย่างคาดการณ์ไม่ได้ ก็เลยทำให้รัฐบาลนั้นต้องเบี้ยวสัญญาไปกัดบางนโยบาย ซึ่งข้ออ้างนี้มันพอจะฟังขึ้นก็ต่อเมื่อเห็นนายกฯนั้นเป็นนายกฯที่ตอบสนองต่อวิกฤตของประชาชนด้วยความรวดเร็ว แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะสิ่งเดียวที่ประชาชนเห็นคือนายกที่มักจะปล่อยให้ประเทศเสียหายตั้งนานโดยไม่สั่งการสักที

กรณีตัวอย่างวิกฤตพลังงาน 

สส.พรรคประชาชนกล่าวว่าธุรกิจพลังงาน ชัดเจนสุดตัวอย่างของการบริหารประเทศที่ตามหลังปัญหาอยู่อย่างน้อย 1 ก้าวเสมอพอน้ำมันเริ่มหมดหน้าปั๊ม ก็ต้อรอเป็นสัปดาห์ก่อนจะออกคำสั่งให้ผู้ค้าน้ำมันนั้น รายงานสต๊อกเข้ามาหารายวัน

สส.พรรคประชาชนชี้ว่าพอประชาชนทั่วประเทศ เรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบไอ้โม่งที่กักตุนน้ำมัน นายกฯกลับปฏิเสธเสียงแข็งและหันมาหากล่าวหาประชาชนว่า เป็นคนกักตุน

นายพริษฐ์ตั้งคำถามว่าพอประชาชนเริ่มตั้งคำถามว่าเมื่อไหร่รัฐบาลจะเดินหน้ามาตรการเรื่องภาษีลาภลอย รัฐบาลก็ชี้แจงว่ากำลังศึกษาอยู่ ทั้งที่ความจริงเรื่องนี้ กระทรวงการคลังศึกษามาตั้งแต่ปี 2565 แล้ว

กรณีตัวอย่างการตอบสนองต่อปัญหา

 สส.พรรคประชาชนกล่าวว่าสิ่งที่ให้อภัยนายกฯไม่ได้มากที่สุด ก็คือเวลาปัญหามันเกิดกับประชาชน นายกฯมักจะเอื่อยเฉื่อยเชื่องช้า แต่เมื่อไรก็ตามที่ปัญหาเกิดขึ้นกับตัวนายกฯเอง กลับทำงานด้วยความรวดเร็วว่องไว

นายพริษฐ์ย้อนไปตอนที่นายกฯตัดสินใจปล่อยให้ราคาน้ำมันขึ้นพรวด 6 บาท ในคืนวันที่ 25 มีนาคม โดยกล่าวว่าสิ่งที่นายกฯ และรัฐบาลทำเพื่อปกป้องประชาชนกับ ปกป้องตนเองมันต่างกันราวฟ้ากับเหว เพราะส่วนตัวเชื่อว่าเพื่อปกป้อง ตนเอง จากการถูกซักถามตรวจสอบโดยสภาแห่งนี้ นายกฯจึงวางแผนอย่างดี เพราะวันนั้น (25 มีนาคม) นายกฯตั้งใจ รอให้ประชุมสภาแห่งนี้ปิดประชุมก่อนหยุดคุยเรื่องพลังงานก่อน นายกฯถึงประกาศว่าจะมีการขึ้นราคาดีเซล 6 บาทในคืนเดียว

นายพริษฐ์เสริมว่าพอเพื่อนสมาชิกจะกลับมาถามวันรุ่งขึ้น ก็มาไม่ได้อีก เพราะบังเอิประธานดันไม่นัดประชุมสภา ทั้งที่ธรรมดา วันพฤหัสก็ต้องมีประชุมสภากันทุกสัปดาห์

กรณีตัวอย่างแผนช่วยเหลือประชาชน 

สส.พรรคประชาชนแย้งว่าในทางกลับกัน เพื่อปกป้องประชาชนกับความเดือดร้อนของราคาน้ำมันที่มันสูงขึ้น รัฐบาลไม่ได้วางแผนอะไรเลย เพราะแผนช่วยเหลือเยียวยากลุ่มเปราะบาง 56 กลุ่ม ไม่ว่าจะพี่น้องเกษตรกร พี่น้องชาวประมง กลุ่มผู้มีรายได้น้อย ที่ท่านรองนายกฯ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ออกมาให้สัมภาษณ์ให้ความหวังกับประชาชนไม่กี่ชั่วโมงก่อนขึ้นราคาน้ำมันในค่ำคืนนั้น

สส.พรรคประชาชนกล่าวว่ามาถึงวันนี้ ผ่านไป 2 สัปดาห์แล้ว ยังไม่มีเงินซักบาท จากมาตรการเหล่านั้นถึงมือประชาชน

เมื่อวานท่านรองนายกคนเดิม ก็เอาสคริปต์เดิมมาอ่านให้สภาฟัง มาเล่าให้สภาฟัง ว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้จะมีประชุม ครม. นัดพิเศษและจะเคาะมาตรการเหล่านี้ให้ได้” สส.พรรคประชาชนกล่าวและตั้งคำถามว่าทำไมก่อนหน้านี้ ครม. รักษาการมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 วงเล็บ 3 ทำไมไม่ทำ

นายพริษฐ์เห็นว่าหากจะอ้างว่ามันต้องไปขอ กกต. เดี๋ยวกกต. เค้าไม่อนุมัติ ก็ฟังไม่ขึ้น เพราะเหตุผลว่าขนาดผลการเลือกตั้งเขต 2 สุพรรณบุรี ผิดปกติ ขนาดนี้ กกต. ยังอนุมัติเลย แล้วทำไม กกต. จะไม่อนุมัติ เงินเยียวยาให้กับประชาชน

กรณีตัวอย่างวิกฤตที่รู้ล่วงหน้า 

นายพริษฐ์ชี้ว่าการเพิกเฉยต่อวิกฤตของประชาชนนั้นไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะวิกฤตที่เข้ามาโดยไม่ได้คาดการณ์ แต่ยังรวมไปถึงวิกฤตที่รัฐบาลสามารถรู้ล่วงหน้าได้เป็นเดือนเป็นปี ยกตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ที่ภาคเหนือ

นายพริษฐ์ระบุว่ารัฐบาลรู้อยู่แล้วว่าจะหนักในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ทำอะไรล่วงหน้า เพื่อเตรียมการไว้เลย จนสถานการณ์บานปลายมาถึงวันนี้  อาทิ หน้ากากกันฝุ่น ก็ไม่จัดเตรียมไว้ให้ ภาคประชาชนต้องไปดิ้นรนเอง งบประมาณสำหรับอุปกรณ์สวัสดิการทีมดับไฟป่า ปีที่แล้วขาดแคลนอย่างไร ปีนี้ก็ขาดแคลนเหมือนเดิม

พฤติกรรมที่สาม: การลดสเปค

นายพริษฐ์กล่าวถึงพฤติกรรมที่สามคือการลดสเปค เพราะตนเข้าใจว่านายกฯ ชอบมาก กับการห้อยท้ายทุกนโยบายด้วยคำว่า plus ส่วนตัวคิดว่าเครื่องหมายที่เหมาะสมกับนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่เครื่องหมายบวก แต่เป็นเครื่องหมายตกใจ

สส.พรรคประชาชนอธิบายว่ามีหลายนโยบายมาก ที่ซ่อนรายละเอียดที่ห่างไกลจากเป้าหมาย หรือมาตรฐานที่สังคมคาดหวัง หรือที่นายกฯโฆษณาไว้

กรณีตัวอย่างนโยบายการเกษตร

 นายพริษฐ์ยกตัวอย่างแรกคือนโยบายเรื่องการเกษตร เพราะเรามักจะได้ยินรัฐบาลพูดถึงนโยบาย Thailand plus

แต่เมื่อคืน เราได้สูตรคิดเลขใหม่ นั่นก็คือเมื่อไหร่ก็ตามที่รัฐบาลหรือรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ จี ชี้แจงเรื่องแนวทางการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ก็ต้องให้หารไว้ก่อน อาทิ ราคามะพร้าว บอกว่าเช็คแล้วอยู่ที่ 7 ถึง 10 บาทต่อลูก แต่ตนตรวจสอบในเช้าวันนั้นโดยเปิดเว็บไซต์ ไม่ว่าจะหน่วยงานในกระทรวงเกษตร ไม่ว่าจะหน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์ เอกฉันท์อยู่ที่ประมาณ 3 ถึง 5 บาทต่อลูก

นายพริษฐ์ไม่แน่ใจว่าล้งกลาง และล้งชุมชนจะมีเมื่อไหร่ แต่ที่รู้แน่ๆว่ายังไม่มี คือการลงหน้างานและลงมือทำ

กรณีตัวอย่างราคาปุ๋ย

 สส.พรรคประชาชนขยับจากมะพร้าวมาปุ๋ย โดยไม่พูดซ้ำถึงข้อถกเถียงว่า ตกลงแล้ว ปริมาณ ปุ๋ยยูเรีย มีเพียงพอ ถึงเดือนในเพราะตัวเลข ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอด

นายพริษฐ์กล่าวว่าเมื่อวานรองนายกฯพูดถึงเรื่องราคา ยืนยันว่าในเมื่อเป็นสินค้าควบคุมราคาปุ๋ยไม่ขึ้น เพราะว่าถ้าขึ้นต้องมีการแจ้งมาขออนุญาตก่อน และไม่มีการแจ้งเข้ามาแม้แต่รายเดียว

สส.พรรคประชาชนกล่าวว่าพี่น้องเกษตรกร มายืนยันกับพวกเราว่าไม่จริง แต่ถ้าจะจริง ก็คงเป็นเฉพาะกรณี ในบางพื้นที่ที่ปุ๋ยมันขาดตลาดจนมันไม่มีของต้องขึ้นราคาแล้ว

นายพริษฐ์กล่าวว่าและท้ายสุด โครงการอย่างปุ๋ยธงเขียวพลัส ที่ท่านฝากความหวังว่าจะมาแก้ปัญหาพี่น้องเกษตรกร อือบวก ลบคูณหารแล้ว เพียงพอต่อแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์ของความต้องการในการใช้ปุ๋ยของเกษตรกรเพียงเท่ากัน

กรณีตัวอย่างกองทุนภัยพิบัติ 

สส.พรรคประชาชนให้ตัวอย่างอีกเรื่องของการลดสเปคนโยบายคือนโยบายกองทุนภัยพิบัติเพราะจำได้ว่าตอนที่รัฐมนตรีดีอี ในฐานะเลขาธิการพรรค ขึ้นเวทีหาเสียง บอกว่า จะมีนโยบายเรื่องของกองทุนประกันภัยพิบัติ

สส.พรรคประชาชนจำได้ว่าวันนั้นทุกคนได้ยินเต็ม 2 หูว่าท่านพูดว่ากองทุนนี้จะทำหน้าที่ในการให้รัฐนั้นจ่ายค่าเบี้ยประกันครัวเรือนละ 1,000 บาททุกครัวเรือนทั่วประเทศ และเมื่อเกิดเหตุก็จะเยียวยาให้กับผู้ประสบภัยครัวเรือนละ 100,000 บาท

นายพริษฐ์กล่าวว่าแต่พอมาวันนี้ ไปเปิดดูเอกสารคำแถลงนโยบาย ประชาชนกลับค้นพบว่า เป็นนโยบายที่ไร้ตัวเลขเหมือนกับอีกหลายนโยบายจนเขาไม่เชื่อมั่นไม่มั่นใจว่าตกลงแล้วรัฐบาลจะเยียวยาให้กับพวกเขาหลักแสนได้จริงหรือไม่หากเกิดเหตุ

สส.พรรคประชาชนให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่าประชาชนไม่เชื่อมั่นกว่าเดิมอีก เพราะพี่น้องชาวหาดใหญ่ทำเรื่องของเงินซ่อมบ้านมาหลายเดือน มาถึงวันนี้ยังได้แค่หลักร้อยหลักพันอยู่เลย

พฤติกรรมที่สี่: การโยนงาน

นายพริษฐ์กล่าวถึงพฤติกรรมที่สี่คือการโยนงานเพราะเห็นว่าลักษณะประจำอย่างหนึ่งของนายก คือการโยนงานสำคัญสำคัญให้คนอื่นไปรับผิดชอบแทน ทำตัวเสมือนกับพ่อค้าคนกลาง ที่พร้อมจะสับงานออกไปลอยตัวเหนือความรับผิดชอบ อาจจะแค่รอหักฆ่าหัวคิว ยกตัวอย่างว่าพอเจอวิกฤตชายแดน ท่านก็โยนให้กองทัพคิดแทนทุกเรื่องพอเจอเรื่องฝุ่น ท่านก็โยนให้ผู้ว่าฯไปทำแทนทั้งหมดพอเจอน้ำท่วมหาดใหญ่ ท่านก็โยนให้คณะกรรมการต่างๆ ที่ท่านเซ็นตั้งใหม่แทบจะรายวัน

สส.พรรคประชาชนเชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่อันตรายมากต่อประเทศ และที่สังเกตเห็นจากการรับฟังคำชี้แจงตลอด 2 วันที่ผ่านมา คือดูเหมือนกับว่าท่านนายกฯนั้น กำลังจะโยนงานเกี่ยวกับการพัฒนาทุนมนุษย์ทั้งหมด ให้กับพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งนี่จะทำให้ประเทศไทยกำลังจะมีรัฐมนตรีศึกษาธิการคนที่ 3 ติดต่อกันที่ไม่ได้มาจากพรรคแกนนำรัฐบาล

นายพริษฐ์ยืนยันว่าวาระเรื่องการพัฒนาทุนมนุษย์ที่ชี้เป็นชี้ตายอนาคตประเทศและอนาคตลูกหลานเราเป็นวาระ ที่นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้บริหารสูงสุดของประเทศจะสับงานทั้งหมดไปให้ไปให้คนอื่นทำแทนไม่ได้

สส.พรรคประชาชนให้เหตุผลว่าแม้พรรคร่วมรัฐบาลจะทำหน้าที่ได้ดีแค่ไหนในการพยายามจะปฏิรูปการศึกษา แต่ถ้านายกฯเห็นภาพไม่ตรงกันไม่เอาด้วยอนาคตลูกหลานเราก็ไม่ดีขึ้น

นายพริษฐ์กล่าวว่าแม้ว่าวันนี้ตนดีใจที่รัฐมนตรีศึกษาธิการลุกขึ้นมายืนยันว่าจะพยายามทำให้การเรียนฟรีนั้นฟรีจริง และเห็นด้วยกับการปรับสูตรการคำนวณงบประมาณ ที่ไม่อิงกับแค่รายหัวนักเรียนเพียงอย่างเดียว

นายพริษฐ์กล่าวว่าท่านอาจจะอ้างว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่การโยนงาน แต่เป็นตัวอย่างของการบริหารแบบใหม่ที่มีการแบ่งภารกิจออกเป็นสิ่งที่ท่านเรียกว่าคลัสเตอร์ หรือว่าระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ โดยมีรองนายก แต่ละคนรับผิดชอบแต่ละคลัสเตอร์ แต่ส่วนตัวมองว่าข้ออ้างนี้มันฟังไม่ค่อยขึ้น เพราะยังไม่ทันเริ่มท่านก็ไปรื้อคลัสเตอร์ของท่านเพื่อแก้โจทย์การเมืองมากกว่าแก้โจทย์ประเทศ

นายพริษฐ์ยกตัวอย่างว่ามีการไปดึงเอากระทรวงเกษตรฯ ที่โดยหลักแล้วก็ควรจะอยู่ภายใต้รองนายกที่ดูแลคลัสเตอร์ เรื่องของการผลิตการค้าบริการย้ายมาอยู่ภายใต้รองนายกที่ดูแลคลัสเตอร์ เรื่องสังคมและสวัสดิการเพียง เพราะว่ามาจากพรรคเดียวกัน

พฤติกรรมที่ห้า: ข้อครหาเรื่องการทุจริต

สส.พรรคประชาชนกล่าวถึงพฤติกรรมที่ห้าคือข้อครหาเรื่องการทุจริต ซึ่งตนดีใจที่ท่านนายกฯออกมาพูดอย่างแข็งขัน เพราะท่านรู้สึกอับอายกับคะแนนความโปร่งใสและสถานการณ์การทุจริตของประเทศเรา ที่ตกต่ำสุดในรอบ 10 กว่าปี

สส.พรรคประชาชนกล่าวว่าหากให้ความเป็นธรรม ถ้าจะยึดแค่เพียงคำพูด นโยบายนี้เกี่ยวกับ การแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ก็ถือว่าใช้ได้เลย อาทิ นโยบายไม่ว่าจะเป็น การเปิดเผยข้อมูลรัฐในรูปแบบที่วิเคราะห์ต่อได้ หรือว่า การผลักดันเรื่องของซุปเปอร์ไลเซนส์  แต่ท้ายที่สุดแล้ว คำพูดเหล่านี้จะสวยหรูแค่ไหนมันจะขาดความน่าเชื่อถือ หากนายกฯในฐานะผู้นำสูงสุดของประเทศยังไปกระทำการหลายอย่างที่เป็น การเปิดช่องหรือสุ่มเสี่ยงจะเป็น การไปพัวพันกับการทุจริตคอร์รัปชันเสียเอง

กรณีตัวอย่างผลประโยชน์ทับซ้อน

 นายพริษฐ์ให้ตัวอย่างแรกคือการทุจริตประเภทหนึ่งที่เรามักจะไม่ให้ผู้รับเหมาทำกัน คือการไปมีส่วนได้เสียกับบริษัทที่ถูกตั้งขึ้นมาควบคุมงานก่อสร้าง เพราะจะเข้าข่ายปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน

สส.พรรคประชาชนกล่าวว่านายกฯก็เลือกที่จะตั้งรองนายกพิพัฒน์ (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ไปนั่งหัวโต๊ะดูแลเรื่องการแก้วิกฤติพลังงานเมื่อวันที่ 6 มีนาคม ทั้งที่รู้ว่า รองนายกฯพิพัฒน์นั้น ถือหุ้นในธุรกิจน้ำมันแทบจะครบห่วงโซ่อุปทาน และวันนี้ก็ยิ่งชัดขึ้นไปใหญ่ว่าอาจจะเป็นเจ้าหนี้ของเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการกักตุนน้ำมันที่อ่างทอง และอาจจะที่อื่นด้วย

นายพริษฐ์กล่าวว่าคิดไม่ได้ตอนตั้งว่าแย่แล้ว แต่ที่แย่กว่า คือพอหลายฝ่ายทักท้วง นายกฯไม่ว่าจะสภาแห่งนี้ ไม่ว่าจะประชาชนทั่วประเทศ กลับไม่ยอมผ่านใบลาออกของรองนายกพิพัฒน์ฯเสียเอง

สส.พรรคประชาชนระบุว่านายกฯดึงดันปล่อยให้นายพิพัฒน์ดำรงตำแหน่งต่อไป ปล่อยให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นต่อไป จนในที่สุด ผ่านไปเป็นสัปดาห์ ถึงยอมบอกว่าจะไม่ตั้งนายพิพัฒน์ต่อ หลังสิ้นสภาพ ครม.รักษาการ และนอกจากนี้ก็ยังมีปัญหาเรื่องคดีฮั้ว สว.และข้อครหาเรื่องการเลือกตั้ง สส.ที่ประชาชนยังต้องการคำตอบ

นายพริษฐ์กล่าวว่าในฐานะพรรคฝ่ายค้าน จะทำหน้าที่เป็นเงา คอยติดตามเฝ้าดูตรวจสอบทุกย่างก้าวของนายกฯ เพื่อประโยชน์ของประชาชน

การชี้แจงฝั่งนายกรัฐมนตรี อ้างอีกฝ่ายไม่ทำการบ้าน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี  ได้กล่าวโต้แย้ง โดยให้คำยืนยันว่า จะผลักดันให้ทุกอย่างที่ได้กล่าวไว้ในการแถลงนโยบาย ได้ประสบความสำเร็จด้วยความมีประสิทธิภาพ โดยนโยบายทั้ง 23 ข้อ คือนโยบายหลักที่พวกเราทุกคนจะต้องดำเนินการภายในเทอมของรัฐบาล ซึ่งส่วนตัวก็หวังว่าจะอยู่ได้ครบ 4 ปี นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่าข้อกล่าวหาต่างๆ ที่ได้พูดถึงตัวตนเองว่า ตนไม่ตั้งใจทำงาน โยนงาน ไม่รับผิดชอบ งานบริหารไม่เป็น

นายอนุทินกล่าวว่า "อันนี้ก็มันก็เป็นหน้าที่ของแต่ละฝ่ายเหมือนกัน เพราะว่าฝ่ายนี้เขาบอกผมเก่งผมบริหารดีทำได้ดี มีความรับผิดชอบ รักประชาชน ฝ่ายนี้ก็บอกอีกอย่างนึง ไม่เป็นไร นั่นมันบทบาทของเรา แต่ต้องขอความกรุณาว่าต้องพูดความจริง แล้วก็ต้องทำการบ้านให้มากกว่านี้ ท่านสมาชิกที่เพิ่งอภิปรายผม (นายพริษฐ์) เมื่อสักครู่เนี่ยยังต้องบอกว่าท่านไม่ทำการบ้านจริงจริง"

การชี้แจงเรื่องคลัสเตอร์ 

นายอนุทินกล่าวว่ากรณี กระทรวงเกษตรฯ นั้น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐนตรีเป็นคนดู คำว่าคลัสเตอร์ที่กล่าวถึง ตนอาจจะหมายในส่วนของตนเอง คือเป็นคลัสเตอร์ที่ถ้าในส่วนของเป็นพรรคภูมิใจไทย ตนก็ได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีแต่ละท่านได้ดูแลหน่วยงานตามที่ตนได้มอบหมายไป

นายอนุทินกล่าวว่าส่วนที่เป็นกระทรวงในการกำกับดูแลรับผิดชอบของพรรคเพื่อไทย ทุกกระทรวงท่านรองนายกฯ นายยศชนันเป็นผู้ดูแลด้วยอำนาจเต็ม

รูปแบบการบริหารงานก็เป็นแบบนี้ตั้งแต่สมัยบริหารเอกชน

 นายกรัฐมนตรีอธิบายว่าตนเองบริหารงานก็แบบนี้ ตั้งแต่อยู่เป็นผู้บริหารภาคเอกชน ซึ่งนี่อาจจะเป็นพรสวรรค์ของตนเอง ที่สั่งงานเป็น ตนรู้ว่าคนไหนเก่งตรงไหน ตนรู้ว่าคนไหนมีความสามารถที่จะไปทำอะไร และแต่ละคนก็สามารถนำผลงานกลับมาส่งมอบด้วยสิ่งที่ตนเองต้องการ

นายอนุทินกล่าวว่าเวลาตนมอบงานมอบหมายงานใคร ไม่ใช่ตนคิดถึงใครคนแรก แล้วก็มอบหมายงานที่เขาไม่ถนัด ไม่เคยเลย ทุกคนที่ตนมอบหมายงานให้ทำ ต้องมั่นใจว่าเขาทำได้ด้วยความคิดด้วยเป้าหมายที่ตนเองต้องการ

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าไม่มีใครที่กลับมาด้วยสิ่งที่ทำไม่ได้ สำหรับตนเอง รัฐมนตรีคนไหน รองนายกคนไหนกลับมาด้วยความล้มเหลว พวกเค้ารายงานเสร็จ พวกเขาก็รู้ว่าต้องไปเก็บของ แล้วก็ต้องให้คนที่มีความสามารถที่ดีกว่ามาทำ

นายอนุทินระบุว่าตัวเอง ก็บริหารงาน ทำงานในลักษณะที่ตนเองทำมาแล้วก็ประสบความสำเร็จมา ในทุกทุกด้าน มีล้มเหลวบ้าง แต่ก็สำเร็จมากกว่า

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่ามันก็เลยทำให้ตนเองสั่งสมประสบการณ์ ในการที่จะดูว่าคนนี้ถนัดอย่างนี้ คนนี้ถนัดอย่างนั้น ตนก็มอบงานให้เค้าทำไป แต่รับรองว่าคิดก่อนแน่นอน

การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่ามีสมาชิกในช่วงหัวค่ำ ก็บอกว่าตน ทำงาน แต่ส่วนใหญ่ก็ซ้ำ โยน ใช้คำว่าโยน มอบหมายให้รัฐมนตรีเกษตรฯไปแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่หาดใหญ่

นายอนุทินกล่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งในขณะนั้นเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเกษตรฯ ไม่ใช่มอบหมาย แต่สั่งการเลย ให้ท่านเป็นประธานในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่เกษตร เพราะว่าท่านกำกับดูแลกรมชลประทาน ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรอย่างมากในช่วงน้ำท่วมที่หาดใหญ่ไปแก้ไขปัญหา

นายกรัฐมนตรีระบุว่าตัวนายกฯเองก็ไปลุยน้ำ ไม่ได้สร้างภาพ ลงไปสัปดาห์นึง 2-3 ครั้ง ไปแก้ไขปัญหาภายใน 2 สัปดาห์ มันก็พลิกฟื้นกลับมา

ข้อพิพาทและการปิดการประชุม

หลังจากการชี้แจงของนายอนุทินจบลง นายมงคล สุรัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุมในขณะนั้น ได้กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรี และสมาชิกทุกคน

แต่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ได้ขออนุญาตชี้แจง เนื่องจากถูกพาดพิงว่าไม่ทำการบ้าน โดยอ้างสิทธิ์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามข้อบังคับ ข้อที่ 17/2

แต่นายมงคลยืนยันที่จะไม่ให้มีการอภิปรายต่อ โดยระบุว่า “อนุญาตไม่ได้เพราะมันจบแล้ว ไม่เปิดประเด็น”

สุดท้าย นายมงคล ได้ตัดบท และปิดไมค์นายพริษฐ์ พร้อมทั้งสั่งปิดการประชุมในเวลาประมาณ 22.50 น.

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อธิบดีกรมลดโลกร้อน' แจง 5 ภารกิจหลัก คาดดันร่างพ.ร.บ.บังคับใช้ปี 70
'อธิบดีกรมลดโลกร้อน' แจง 5 ภารกิจหลัก คาดดันร่างพ.ร.บ.บังคับใช้ปี 70