นักวิชาการวิเคราะห์นโยบาย 'ภาษีบ้านเกิดเมืองนอน' ของรัฐบาลภูมิใจไทยที่ได้แรงบันดาลใจจากญี่ปุ่นสามารถจูงใจให้ประชาชนบริจาคเงินกลับสู่ท้องถิ่น แต่ไทยติดกับดักโครงสร้างรัฐรวมศูนย์และระบบอุปถัมภ์ ทำให้นโยบายนี้อาจเป็นดาบสองคมที่ทำให้ 'โอกาส' กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นกลายเป็น 'ท่อน้ำเลี้ยง' ให้เครือข่ายบ้านใหญ่
ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวถึงนโยบายกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นผ่านการผลักดัน 'กฎหมายภาษีบ้านเกิดเมืองนอน (Hometown Tax) เพื่อจูงใจให้ประชาชนบริจาคเงินกลับสู่ท้องถิ่นแลกกับการลดหย่อนภาษี แม้นโยบายดังกล่าวจะมีหลักการและแนวคิดที่ดี แต่นักวิชาการได้ตั้งข้อสังเกตว่า ข้อจำกัดด้านโครงสร้างรัฐรวมศูนย์และปัญหาธรรมาภิบาลอาจทำให้กฎหมายฉบับนี้กลายเป็นดาบสองคม
นโยบายภาษีบ้านเกิดเมืองนอนโมเดลจากญี่ปุ่น
รศ.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ได้อธิบายนโยบายกฎหมายภาษีบ้านเกิดเมืองนอนของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีระกูล (ข้อ 1.4) กับสำนักข่าว Next News ว่า กฎหมายภาษีบ้านเกิดเมืองนอนของรัฐบาลได้รับอิทธิพลมาจาก Furusato Nozei ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นระบบชำระภาษีที่ถูกประกาศใช้ครั้งแรกในปี 2551 ภายใต้การนำของรัฐบาลนายชินโซะ อาเบะ โดยหัวใจสำคัญของนโยบายนี้คือ ประชาชนสามารถบริจาคเงินกลับไปสู่ท้องถิ่นและสามารถนำยอดตรงนี้ไปลดหย่อนภาษีได้ นอกจากนี้จะได้รับสินค้าในท้องถิ่นนั้นๆ เพื่อเป็นการตอบแทน
ประโยชน์ของนโยบายนี้ครอบคลุม 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1. การปลุกกระแสท้องถิ่นนิยมเพื่อให้คนสำนึกรักในบ้านเกิด เนื่องจากระยะหลังคนญี่ปุ่นได้อพยพเข้าเมืองใหญ่เพื่อแสวงหาโอกาสและความก้าวหน้าในชีวิต 2. ส่งเสริมสินค้าชุมชนในญี่ปุ่นที่มีความหลากหลาย และ 3. กระจายอำนาจทางการคลังไปสู่ท้องถิ่นและทำให้ท้องถิ่นมีเม็ดเงินเพื่อใช้ในการพัฒนาในด้านต่างๆ
ด้วยบริบทที่สอดคล้องกับประเทศไทย ส่งผลให้พรรคภูมิใจไทยหยิบยกเรื่องนี้มาบรรจุไว้เป็นนโยบาย ซึ่งนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์คาดว่า นโยบายดังกล่าวมีสารตั้งต้นมาจากนายเนวิน ชิดชอบ อดีตนักการเมืองที่ใช้กีฬาเข้ามาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจในจังหวัด ผ่านการปลุกปั้นสโมสรชื่อดังอย่าง 'บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด' จากนั้นนายอนุทินจึงได้นำมาจัดทำเป็นนโยบายต่อ ซึ่งบุรีรัมย์ถือเป็นจังหวัดต้นแบบของการปลุกกระแสท้องถิ่นนิยมได้สำเร็จ
"ผมเข้าใจว่าคุณเนวินคงเห็นปัญหาจริงๆ ในการบริหารท้องถิ่น โดยเฉพาะเรื่องความไม่พร้อมด้านงบประมาณ เขาเป็นคนที่มีประสบการณ์และพยายามพัฒนาให้จังหวัดบุรีรัมย์ที่เคยถูกมองว่าเป็นจังหวัดทางผ่าน ให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวและเป็นที่รู้จัก คงเห็นว่าญี่ปุ่นทำเช่นนี้ได้ ถ้าต่อไปมีกฎหมายนี้ออกไป ผมเชื่อว่าจะมีคนบริจาคเข้าจังหวัดบุรีรัมย์จำนวนมาก" รศ.โอฬารกล่าว
ข้อจำกัดที่ต่างกันระหว่างไทยกับญี่ปุ่น
แม้นโยบายดังกล่าวจะมีหลักการที่น่าสนใจ แต่นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยบูรพา มองว่า ภายใต้โครงสร้างรัฐราชการของไทยยังคงติดกับดักปัญหาด้านอื่นๆ หลายด้าน แต่ที่เหมือนกันคือโครงสร้างรัฐราชการของญี่ปุ่นและไทยมีความเป็นรัฐเดี่ยว สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ ญี่ปุ่นมีการแบ่งอำนาจที่ชัดเจนระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น กล่าวคือ ส่วนกลางจะดูแลรับผิดชอบเรื่องใหญ่ อาทิ ด้านความมั่นคง การต่างประเทศ การคลัง เป็นต้น ส่วนเรื่องอื่นๆ ท้องถิ่นจะเป็นผู้ดูแล
ขณะที่โครงสร้างรัฐราชการของไทยมีลักษณะรวมศูนย์ จำแนกออกเป็นส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น แต่ปัจจุบันท้องถิ่นยังไม่มีการกระจายอำนาจอย่างเต็มที่ อำนาจส่วนใหญ่ยังคงติดอยู่กับระบบราชการส่วนภูมิภาค ส่งผลให้กลไกการปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องความหลากหลายของท้องถิ่น กล่าวคือ ท้องถิ่นในไทยประกอบไปด้วย เทศบาล อบจ. อบต. ดังนั้น จึงเกิดความซ้ำซ้อนของภารกิจ ซึ่งปัจจัยตรงนี้จำเป็นต้องนำไปพิจารณาในการจัดทำนโยบาย เพราะเมื่อภาษีของประชาชนถูกบริจาคเข้ามาแล้วจำเป็นต้องมีความชัดเจนว่า เม็ดเงินจะถูกกระจายไปยังหน่วยงานใด
อีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญคือ ปัจจุบันการเมืองท้องถิ่นของไทยมีลักษณะเป็นระบบอุปถัมภ์และเป็นเครือข่ายของนักการเมืองระดับชาติ หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อของ 'บ้านใหญ่' ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยาก ดังนั้น เมื่อมีภาษีบ้านเกิดเมืองนอนลงมา อาจทำให้เกิดข้อครหาโดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนได้
เกมอยู่ยาวของภูมิใจไทยกับนโยบายเพื่อท้องถิ่น
รศ.โอฬาร วิเคราะห์ด้วยว่า ในทางการเมืองพรรคภูมิใจไทยได้รับการสนับสนุนจากมวลชนค่อนข้างน้อย ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ อาทิ พรรคประชาชนได้รับสนับสนุนจากกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า 'ด้อมส้ม' พรรคประชาธิปัตย์ได้รับการสนับสนุนจาก 'มวลชนพื้นที่ภาคใต้' ในขณะที่พรรคเพื่อไทยได้รับแรงสนับสนุนจาก 'กลุ่มคนเสื้อแดง' แต่ไม่ปรากฎว่ามีมวลชนหรือกองเชียร์ซึ่งเป็นฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทยที่เด่นชัด
อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของภูมิใจไทยมาจากการวางเครือข่ายบรรดาตระกูลทางการเมืองและวางเครือข่ายข้าราชการให้เข้ากัน ดังนั้น จากการวิเคราะห์พบว่า หากนโยบายนี้ดำเนินการสำเร็จก็อาจถูกใช้เป็นทรัพยากรในการหล่อเลี้ยงเครือข่ายเหล่านี้ ทั้งยังสามารถถูกแปรเปลี่ยนเป็นนโยบายที่สนับสนุนเฉพาะคนในท้องถิ่นในบางจังหวัด ทำให้ภูมิใจไทยได้ฐานเสียงจากมวลชนเพิ่มขึ้นและจะได้รับความนิยมมากขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อการเลือกตั้งในสมัยถัดๆ ไป
ข้อเสนอแนะการดำเนินนโยบายสู่ความสำเร็จ
รศ.โอฬาร ได้เน้นย้ำว่า นโยบายดังกล่าวเป็นนโยบายที่ดีและมีหลักการที่น่าสนใจ พร้อมทั้งเสนอแนะว่า รัฐบาลควรกำหนดให้ชัดเจนว่า เงินเหล่านี้จะถูกใช้ไปกับภารกิจอะไร เพราะหากไม่ชัดเจน เงินอาจถูกนำไปใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ประการต่อมาการบริจาคควรยึดโมเดลของญี่ปุ่นที่มีการแลกเปลี่ยนของที่ระลึกจากท้องถิ่นเพื่อสร้างงานสร้างอาชีพให้กับผู้คนในชุมชน
ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรหาแนวทางลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ เนื่องจากแต่ละท้องถิ่นมีต้นทุนที่แตกต่างกัน หากนโยบายขาดความชัดเจนอาจกลายเป็นการซ้ำเติมช่องว่างให้กว้างขึ้น ทั้งยังต้องมีมาตรการกำกับดูแลการใช้งบประมาณอย่างโปร่งใส เพราะหากประชาชนบริจาคแล้วไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง ย่อมนำไปสู่ความรู้สึกไม่เป็นธรรม
ยิ่งไปกว่านั้น ควรมีการกำหนดรายละเอียดให้ชัดเจนว่า แต่ละจังหวัดมีฐานนโยบายมุ่งเน้นไปในทิศทางใด โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับ 'ทุนมนุษย์' อาทิ ด้านการศึกษา สิ่งแวดล้อม และสาธารณสุข เป็นต้น และในท้ายที่สุด รัฐบาลจำเป็นต้องมีแนวทางการปฏิรูประบบราชการอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการลดบทบาท และอำนาจหน้าที่ของราชการส่วนภูมิภาคลง




