'อนุทิน' มอบนโยบาย 7 ด้าน ให้ผู้ว่าฯ บริหารแบบ 'Single Command' เร่งแก้ปัญหา 4 ด้านหลักคือ เศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งให้เตรียมอำนวยความสะดวกให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ 'ไทยช่วยไทย พลัส' และบัตรสวัสดิการที่จะออกมาเร็วๆ นี้
เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนภารกิจสำคัญกระทรวงมหาดไทย พร้อมมอบนโยบายและข้อสั่งการให้กับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ผ่านระบบประชุมทางไกล โดยมี 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แก่ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี, นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ เข้าร่วม
นายอนุทิน ได้เปิดเผยการมอบนโยบายและสั่งการผู้บริหารกระทรวง ผ่านเพจกระทรวงมหาดไทย PR สรุปสาระสำคัญ 7 ประเด็นหลัก ดังนี้
1) การใช้งบประมาณในการบริหารราชการในส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ที่ผ่านมามีการใช้งบประมาณที่มุ่งไปกับการดูแลเยียวยาประชาชน แต่ภาพรวมงบประมาณที่ใช้ไปกับการเยียวยาแทบจะไม่ได้แก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ดังนั้นต้องหาแนวทางหรือวิธีการป้องกัน
2) วันนี้ประเทศเผชิญภัย 4 ด้านหลัก คือ เศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม และสิ่งแวดล้อม ขอให้จัดกลุ่มงาน (Grouping) เพื่อสนับสนุนงาน และอำนวยความสะดวกให้ผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่
3) ให้ผู้ว่าฯ ทำหน้าที่เป็น Single Command ในการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง PM2.5 โดยสั่งการควบคุมสถานการณ์บริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จ ทันท่วงที และมีประสิทธิภาพสูง สามารถบูรณาการการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน รวมถึงฝ่ายทหาร พลเรือน และความมั่นคง ดังนั้น ผู้ว่าฯ จะต้องวางแผนควบคุมสถานการณ์และ สามารถบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้กระทำผิด ประสานกับตำรวจ เจ้าพนักงานตามกฎหมาย อาทิ กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช โดยจะต้องไม่เกิดการลักลอบจุดไฟเผาป่า และต้องดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด
นอกจากนี้ ให้ประสานร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการใช้ข้อมูลเทคโนโลยีติดตามหาจุดความร้อน (Hotspot) เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างแม่นยำ สามารถเข้าดับไฟได้ทันท่วงที นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาประยุกต์ในการป้องกันไฟป่า ยกตัวอย่างภูมิปัญญาป่าเปียกเพื่อลดโอกาสเกิดไฟป่าได้ ขณะที่ กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกับกระทรวง อว. นำระบบของ Gistda มาติดตามพื้นที่ปลูกพืชผลทางการเกษตรในประเทศเพื่อนบ้าน โดยจะไม่อนุญาตให้มีการนำเข้าผลผลิตที่มาจากการเผา จะไม่มีประโยชน์แอบแฝงเอื้อประโยชน์ต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
4) การป้องกันและแก้ไขปัญหาวาตะภัย และพายุฤดูร้อน ให้ผู้ว่าฯ เตรียมการวางแผน ร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมือง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สร้างแนวกันดินในการบริหารจัดการน้ำ จัดการไม่ให้มีสิ่งกีดขวาง ขยะมูลฝอย ซากพืช กีดขวางทางน้ำ ไหลลงไปแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่หรือแม่น้ำสายหลัก
5) การแก้ไขและพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยยึดหลัก "เข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา" โดยให้ผู้ว่าฯ ใช้อำนาจหน้าที่ที่มีอยู่บริหารจัดการอย่างเต็มที่ บูรณาการความมั่นคงควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจคุณภาพชีวิตของประชาชน ให้ผู้ว่าฯ เน้นการสื่อสารในเชิงสร้างสรรค์ ทำงานร่วมกับตำรวจ ทหาร เป็นหนึ่งเดียวกัน ให้ความเป็นธรรมและให้ประชาชนเชื่อมั่น
6) การรับมือสถานการณ์วิกฤติพลังงาน ให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงฯ โดยเฉพาะการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ได้ศึกษมาตรการประหยัดไฟฟ้า เปิดปิดไฟในโซนพื้นที่จำเป็น รวมถึงมาตรการพลังงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรเทาภาวะวิกฤตพลังงานในอนาคต
7) มาตรการด้านเศรษฐกิจ ให้ผู้ว่าฯ ในฐานะ "รัฐบาลของจังหวัด" เตรียมการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ที่รัฐบาลจะมีมาตรการในระยะใกล้นี้ รวมถึงบัตรสวัสดิการ เพื่อส่งเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ จำเป็นต้องปรับรูปแบบการใช้งบประมาณ ปี 2570 ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับสถานการณ์ของโลก ตัวอย่างเช่นแนวทาง Zero-Based Budgeting อิงสถานการณ์ปัจจุบันและวางแผนการใช้งบประมาณ ไม่คำนึงถึงฐานงบประมาณที่ผ่านมา รวมถึงลดงบฯ การศึกษาดูงาน การจัดประชุม การสร้างอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ ขอให้ใช้วิธีการเช่าแทน การเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
เครดิตภาพ: เพจกระทรวงมหาดไทย PR




