แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยรายงานประจำปี 2568/69 สถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง พร้อมเรียกร้องให้รัฐเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ เนื่องจากประเทศไทยมีปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน มีผู้ถูกคุมขังทางการเมืองอย่างน้อย 55 คน ชาวอุยกูร์กว่า 40 คนถูกส่งกลับ และผู้ลี้ภัยราว 81,000 คนยังขาดหลักประกันสิทธิขั้นพื้นฐาน
เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ได้เปิดเผยรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลกประจำปี 2568/69 ครอบคลุมสถานการณ์ใน 144 ประเทศและดินแดน โดยระบุว่า "ทั่วโลกกำลังเผชิญกับแนวโน้มการถดถอยด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ มีการโจมตีต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ระบบพหุภาคี และภาคประชาสังคม"
ภายในรายงานชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยไม่ใช่กรณีเฉพาะรายประเทศ แต่เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มในระดับโลกที่รัฐและผู้มีอำนาจใช้กฎหมาย นโยบาย และกลไกต่าง ๆ ในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพ ตลอดจนปิดกั้นพื้นที่ของภาคประชาสังคม ซึ่งแอมเนสตี้นิยามว่าคือ ‘ระเบียบโลกแบบนักล่า’ ที่กำลังก่อตัวขึ้น
เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ระบุว่า แม้สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในไทยจะมีการพัฒนาในบางด้าน แต่ยังมีปัญหาสำคัญในหลายมิติ ซึ่งมีลักษณะเชื่อมโยงกันตั้งแต่ระดับกฎหมาย นโยบาย ไปจนถึงการบังคับใช้ของรัฐ ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายในหลายมิติ อาทิ สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมประท้วง, การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายต่อผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ ตลอดจนสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองและสิทธิในการเข้าถึงสิ่งแวดล้อมที่ดี สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าระบบคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของไทยยังมีช่องว่างและต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม
ข้อมูลจากแอมเนสตี้ระบุว่า มีประชาชนอย่างน้อย 55 คนถูกคุมขังจากการใช้เสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ ซึ่งเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างปี 2563-2565 สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อปิดกั้นและจำกัดพื้นที่ในการแสดงออก
นอกจากนี้ ในปีเดียวกันยังมีนักกิจกรรมอย่างน้อย 15 คนจากเครือข่ายภาคประชาชนถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมประท้วง อีกทั้งยังมีรายงานพบเอกสารภายในของทางการรั่วไหล ซึ่งเผยให้เห็นว่าหน่วยงานรัฐได้จัดตั้ง ‘ทีมปฏิบัติการไซเบอร์’ เพื่อมุ่งโจมตีภาคประชาสังคมและกลุ่มผู้เห็นต่าง โดยองค์กรสิทธิมนุษยชนหลายแห่ง รวมถึงแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ถูกจัดให้เป็นเป้าหมายสำคัญ ในขณะที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนบางรายยังคงเผชิญกับการข่มขู่และการถูกดำเนินคดีจากการทำงานด้านสิทธิมนุษยชน
สำหรับประเด็นการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ในปี 2568 มีคำพิพากษาสำคัญที่ตัดสินให้ทหาร 13 นายมีความผิดฐานทรมาน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐ อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวยังชี้ให้เห็นว่าการทรมานยังคงเกิดขึ้น และจำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันและตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ในด้านผู้ลี้ภัย แม้รัฐบาลไทยจะมีมติอนุญาตให้ผู้ลี้ภัยจากเมียนมาราว 81,000 คนทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติพบว่าการเข้าถึงสิทธิและบริการขั้นพื้นฐานยังคงมีข้อจำกัด นอกจากนี้ ในปี 2568 ทางการไทยได้ดำเนินการส่งตัวชาวอุยกูร์กว่า 40 คนกลับประเทศจีน และส่งนักปกป้องสิทธิมนุษยชนเผ่าพื้นเมืองกลับเวียดนาม ซึ่งอาจขัดต่อหลักการไม่ส่งกลับ (Non-refoulement) เนื่องจากบุคคลเหล่านี้มีความเสี่ยงต่อการถูกซ้อมทรมานและบังคับให้สูญหาย
นอกจากนี้ ยังพบว่าสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองกำลังได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ อาทิ ‘โครงการแลนด์บริดจ์’ ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้ที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งนี้ กฎหมายว่าด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ฉบับใหม่ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่รับรองคำว่า ‘ชนเผ่าพื้นเมือง’ ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการยินยอมโดยเสรีและการได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วน (FPIC) สำหรับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม การทำเหมืองแร่และสารพิษปนเปื้อนในแหล่งน้ำได้ส่งผลกระทบข้ามพรมแดนและกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในต่างจังหวัดและกลุ่มชาติพันธุ์
อย่างไรก็ตาม แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างด้านสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่การยุติการใช้กฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพ การปล่อยตัวผู้คุมขังจากการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข นอกจากนี้ ต้องยุติการคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เคารพหลักการไม่ส่งกลับ ตลอดจนพัฒนาระบบคุ้มครองผู้ลี้ภัยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และปกป้องสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองให้ควบคู่ไปกับสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม




