'แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล' รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลกรุนแรงมากขึ้น เรียกร้องให้รัฐบาลและองค์กรระหว่างประเทศร่วมต่อต้านการก่อตัวของระเบียบโลกที่รัฐมหาอำนาจเป็นผู้ไล่ล่าด้วยการทำสงคราม
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ได้เปิดเผยรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลกประจำปี 2568/69 ซึ่งรวบรวมผลการประเมินสถานการณ์จาก 144 ประเทศ
สรุปสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลก
นับตั้งแต่ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันการก่ออาชญากรรมที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและการมุ่งโจมตีระบบยุติธรรม ได้ส่งผลให้เกิดภัยคุกคามอย่างร้ายแรงต่อหลักการขั้นพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชนทั่วโลก โดยมีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้
• อิสราเอล ยังคงดำเนินปฏิบัติการทางทหารในกาซา ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ แม้ว่าจะมีการทำข้อตกลงหยุดยิงไปเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2568 นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการใช้นโยบายแบ่งแยกเชื้อชาติต่อชาวปาเลสไตน์ รวมถึงการเดินหน้าขยายการตั้งถิ่นฐานที่ผิดกฎหมายในเขตเวสต์แบงก์และเยรูซาเลมตะวันออก ซึ่งการผนวกดินแดนเหล่านี้ได้รับการอนุญาตและแรงสนับสนุนจากทางการอิสราเอล อีกทั้งยังมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงบางรายออกมาแสดงท่าทีสนับสนุนการใช้ความรุนแรงต่อชาวปาเลสไตน์อีกด้วย
• สหรัฐฯ ได้ทำการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมกว่า 150 ครั้ง ผ่านการทิ้งระเบิดใส่เรือในทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแปซิฟิก ทั้งยังเปิดปฏิบัติการรุกรานเวเนซุเอลาเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา
• รัสเซีย ได้ยกระดับการโจมตีทางอากาศต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของพลเรือนในยูเครน
• เมียนมา ในปีที่ผ่านมากองทัพเมียนมาใช้เครื่องร่อนพาราไกลเดอร์ทิ้งระเบิดใส่หมู่บ้านต่างๆ ส่งผลให้พลเรือนหลายรายเสียชีวิต ซึ่งในจำนวนนี้มีเด็กรวมอยู่ด้วย
• สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีส่วนในการสนับสนุนความขัดแย้งในซูดาน ผ่านการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ขั้นสูงของจีนให้กับกองกำลังที่เข้ายึดเมืองเอล ฟาเชอร์ เมื่อปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังก่อเหตุสังหารหมู่และใช้ความรุนแรงทางเพศต่อพลเรือน
• คองโก มีกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากวันดาเข้ายึดครองเมืองโกมาและบูคาฟู ทั้งยังสังหารพลเรือนและทรมานผู้ที่ถูกควบคุมตัว
• สหรัฐฯ และอิสราเอล เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญในปี 2569 ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลใช้กำลังโดยมิชอบด้วยกฎหมายและละเมิดต่อกฎบัตรสหประชาชาติ ด้วยการกระตุ้นให้อิหร่านตอบโต้การโจมตี โดยอิสราเอลได้เร่งโจมตีในเลบานอน ส่งผลให้เด็กเสียชีวิตกว่า 100 ราย รวมถึงทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของทุกฝ่าย ส่งผลให้เกิดวิกฤตด้านพลังงานไปทั่วโลก
• อัฟกานิสถาน กลุ่มตาลีบันได้ยกระดับนโยบายเพื่อโจมตีผู้หญิง อาทิ ห้ามเข้าถึงการศึกษา ห้ามทำงาน และจำกัดเสรีภาพในการเดินทาง
• อิหร่าน เมื่อช่วงต้นปีได้มีการสังหารผู้ชุมนุมประท้วง ซึ่งถือเป็นการปราบปรามที่รุนแรงอีกครั้งหนึ่งในหลาย 10 ปี
การทำลายกลไกระหว่างประเทศ
รายงานระบุว่า สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และรัสเซีย ได้ทำลายกลไกความรับผิดชอบระหว่างประเทศ โดยเฉพาะต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ รวมถึงผู้ที่ให้ความร่วมมือ และผู้ที่รายงานพิเศษจากสหประชาชาติเกี่ยวกับดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง
ขณะที่ศาลรัสเซียได้ประกาศออกหมายจับเจ้าหน้าที่ ICC นอกจากนี้ รัฐบาลในหลายประเทศประกาศถอนตัว หรือประกาศเจตนารมณ์ที่ต้องการถอนตัวออกจากธรรมนูญกรุงโรม และสนธิสัญญาห้ามการใช้ระเบิดลูกปรายและทุ่นระเบิดสังหารบุคคล
ทั้งนี้ รายงานชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลส่วนใหญ่ไม่พร้อมที่จะประณามการกระทำแบบนักล่าของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ รัสเซีย อิสราเอล หรือจีน นอกจากนี้สหภาพยุโรปและรัฐอื่นๆ ต่างมีท่าทีเพิกเฉยหรือยอมจำนนต่อการโจมตีของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาชญากรรมทางกฎหมายระหว่างประเทศทั่วโลก อีกทั้งยังไม่มีการดำเนินมาตรการทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้ที่ตกเป็นเป้าของการคว่ำบาตรของสหรัฐอเมริกาอีกด้วย
การโจมตีประชาชนทั่วโลกทวีความรุนแรงขึ้น
รายงานระบุว่า ในปี 2568 นักปกป้องสิทธิมนุษยชน องค์กรภาคประชาสังคม และผู้ที่มีความเห็นต่างกำลังถูกพยายามปิดปาก โดยเฉพาะในประเทศเนปาลแะแทนซาเนียที่ทางการได้ใช้กำลังอย่างรุนแรงเพื่อปราบปรามการชุมนุมผู้ประท้วงที่รู้สึกไม่พอใจทางการเมือง นอกจากนี้ รัฐบาลหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอัฟกานิสถาน จีน อียิปต์ อินเดีย เคนยา สหรัฐอเมริกา และเวเนซุเอลา ได้ปราบปรามผู้ชุมนุมด้วยความรุนแรงเช่นกัน ทั้งยังมีการดำเนินคดีอาญาต่อผู้เห็นต่าง และใช้กฎหมายต่อธรรม
ในประเทศอังกฤษกลุ่ม Palestine Action ซึ่งเป็นเครือข่ายการชุมนุมประท้วงที่พุ่งเป้าไปที่กลุ่มบริษัทผู้ผลิตอาวุธจากอิสราเอลและในเครือ โดนทางการระบุว่าเป็นองค์กรที่ผิดกฎหมาย โดยอาศัยการใช้อำนาจต่อต้านการก่อการร้ายที่มีเนื้อหากว้างขวางและจับกุมผู้ชุมนุมอีกกว่า 2,700 คน ซึ่งล่าสุดศาลสูงของอังกฤษได้วินิจฉัยว่า การออกคำสั่งดังกล่าวมิชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้รัฐบาลยื่นอุทธรณ์ต่อคำตัดสินดังกล่าว ส่วนในตุรกี ภายหลังจากมีการจับกุม เอเครม อิมาโมกลู (Ekrem İmamoğlu) นายกเทศมนตรีและผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี (ถูกดำเนินคดีโดยมีแรงจูงใจทางการเมือง) รัฐบาลก็ได้มีการควบคุมตัวผู้ชุมนุมหลายร้อยคน
ขณะที่สหรัฐฯ ได้เริ่มปราบปรามผู้อพยพและผู้ลี้ภัย โดยใช้การควบคุมที่อาจเข้าข่ายการทรมานและการบังคับให้สูญหาย ขณะที่ลาตินอเมริกาและรัฐต่างๆ อาทิ เอกวาดอร์ เอลซัลวาดอร์ นิการากัว ปารากวัย เปรู และเวเนซุเอลา ได้มีการประกาศใช้หรือปฏิรูปกรอบกฎหมายที่ให้อำนาจในการควบคุมหน่วยงานภาคประชาชนแบบไม่ได้สัดส่วน ก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินงาน
รัฐบาลหลายประเทศได้รับการสนับสนุนจากบรรษัทเพื่อใช้งานสปายแวร์หรือเซนเซอร์ทางดิจิทัลเพื่อควบคุมและจำกัดสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก ตลอดจนสิทธิในการเข้าถึงข้อมูล สหรัฐฯ ใช้เครื่องมือสอดแนมข้อมูลแบบ AI เพื่อสอดส่องนักศึกษาต่างชาติที่สนับสนุนชาวปาเลสไตน์ จนนำไปสู่การจับกุมและเนรเทศ ขณะที่รัฐบาลเซอร์เบียใช้สปายแวร์และเครื่องมือทางนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัลต่อกลุ่มผู้ชุมนุม นักศึกษา นักข่าว และภาคประชาสังคม
เคนยาใช้ช้ยุทธวิธีการปราบปรามที่ได้รับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ ทั้งการข่มขู่ การคุกคามออนไลน์ การยั่วยุให้เกลียดชัง และการสอดแนมข้อมูลอย่างมิชอบด้วยกฎหมาย เพื่อปราบปรามการชุมนุมประท้วงที่มีเยาวชนเป็นแกนนำ ขณะที่สหรัฐอเมริกา แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักร และประเทศอื่นๆ ได้ประกาศหรือดำเนินการตัดงบประมาณช่วยเหลือระหว่างประเทศขนาดใหญ่ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อภาคประชาสังคม
นอกจากนี้ หลายรัฐบาลปฏิเสธที่จะใช้มาตรการควบคุมการหลีกเลี่ยงหรือหนีภาษีของมหาเศรษฐีและบรรษัทยักษ์ใหญ่อย่างจริงจัง แต่ในทางตรงกันข้ามกลับผ่อนคลายข้อจำกัดที่อยู่ในการควบคุมอำนาจของบรรษัทในสหรัฐฯ ส่วนเรื่องการฟ้องปิดปากหรือ SLAPP ( Strategic Lawsuit Against Public Participation) ได้ก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวต่อภาคประชาสังคม
ภาคประชาสังคมลุกฮือต่อต้านความอยุติธรรม
แม้ทั่วโลกกำลังเผชิญกับแนวปฏิบัติอำนาจนิยม แต่ผู้คนหลายล้านคนทั่วโลกยังคงลุกขึ้นต่อต้านความอยุติธรรม ปรากฎการณ์ม็อบเจนซี (Gen Z) ได้แผ่ขยายไปทั่วโลก รวมถึงในอินโดนีเซีย เคนยา มาดากัสการ์ โมร็อกโก เนปาล และเปรู นอกจากนี้ ประชาชนอีกกว่า 3 แสนคน ได้ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามจัดงานบูดาเปสต์ไพรด์จากฮังการี ขณะที่ผู้ชุมนุมประท้วงจากลอสแอนเจลีสไปจนถึงมินนิแอโพลิส ในสหรัฐอเมริกาได้รวมตัวกันเพื่อต่อต้านการใช้กำลังบุกตรวจค้นและยุทธวิธีทางทหารของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ
นอกจากนี้ การชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่เพื่อต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ของอิสราเอลได้แผ่ขยายไปทั่วโลก นักมนุษยธรรมกว่า 40 ประเทศต่างร่วมกันจัดขบวนเรือเพื่อแสดงความสนับสนุนชาวปาเลสไตน์
การชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่พื่อต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของอิสราเอล ได้แผ่ขยายไปทั่วโลกเมื่อปีที่ผ่านมา ขณะที่นักมนุษยธรรมจากกว่า 40 ประเทศ ได้ร่วมกันจัดขบวนเรือเพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับชาวปาเลสไตน์ นอกจากนี้การปฏิบัติการเคลื่อนไหวระดับโลกเพื่อต่อต้านการจัดส่งอาวุธไปยังอิสราเอลได้แผ่ขยายมากขึ้น โดยเฉพาะคนบริเวณท่าเรือฝรั่งเศส กรีซ อิตาลี โมร็อกโก สเปน และสวีเดน การเคลื่อนไหวนี้ส่งผลให้หลายประเทศหันมาจำกัดหรือสั่งห้ามการส่งอาวุธไปยังอิสราเอล
บทบาทศาลอาญาระหว่างประเทศปกป้องสิทธิมนุษยชน
แม้รัฐบาลหลายประเทศจะยินยอมให้มีการโจมตีกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ แต่รัฐและหน่วยงานหลายแห่งยังคงแสดงท่าทีไม่เห็นด้วย อาทิ หลายประเทศยอมรับว่าอิสราเอลกำลังฆ่าล้างเผ่าพันธ์ ขณะที่หลายรัฐกำลังเข้าร่วมกลุ่มเดอะเฮก (The Hague Group) ซึ่งเป็นกลุ่มพันธมิตรที่มุ่งมั่นให้อิสราเอลรับผิดชอบโทษฐานละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งยังสนับสนุนคดีที่แอฟริกาใต้ฟ้องอิสราเอลต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
ขณะที่ฟิลิปปินส์ได้ส่งตัว โรดริโก ดูเตอร์เต อดีตประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ ์ให้ศาลอาญาระหว่างประเทศ เพื่อดำเนินคดีในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติจากการฆาตกรรม นอกจากนี้ศาลอาญาระหว่างประเทศได้ออกหมายจับผู้นำกลุ่มตาลีบัน 2 คน ในข้อหาประหัตประหารด้วยเหตุแห่งเพศสภาพ ขณะที่คณะมนตรียุโรปและยูเครนบรรลุข้อตกลงจัดตั้งศาลพิเศษเพื่อไต่สวนอาชญากรรมจากการรุกรานยูเครน นอกจากนี้ศาลผสมในสาธารณรัฐแอฟริกากลาง ได้ตัดสินและลงโทษอดีตสมาชิกกลุ่มติดอาวุธ 6 คน ในข้อหาอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
ทั้งนี้ คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติยังได้จัดตั้งกลไกสอบสวนอิสระกรณีอัฟกานิสถาน และคณะกรรมาธิการสอบสวนสำหรับภาคตะวันออกของคองโก พร้อมทั้งขยายขอบเขตอำนาจหน้าที่ของคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีของอิหร่าน ส่วนศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และศาลสิทธิมนุษยชนทวีปอเมริกา ได้ออกความเห็นเชิงแนะนำที่ยืนยันถึงพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนของรัฐ ในการตอบสนองต่อความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐต่างๆ ได้แสดงจุดยืนต่อต้านแนวคิดแบบปฏิบัติแบบอำนาจนิยมและการโจมตีต่อระเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนฐานของหลักนิติธรรม
แอมเนสตี้ประณามการบ่อนทำลายสิทธิมนุษยชน
แอกเนส คาลามาร์ด เลขาธิการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า ปัจจุบันเรากำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่อันตราย มนุษยชาติกำลังตกอยู่ภายใต้การโจมตีของขบวนการที่ต่อต้านสิทธิมนุษยชน ขณะที่รัฐที่มีลักษณะเป็นผู้ล่าได้แสดงอำนาจผ่านการทำสงครามที่มิชอบด้วยกฎหมาย และการบีบบังคับทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา แอมเนสตี้ได้ประณามการบ่อนทำลายสิทธิมนุษยชนที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งยังเตือนถึงผลกระทบจากการละเมิดหลักนิติธรรมโดยรัฐบาลและบรรษัท รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศแบบเลือกปฏิบัติ สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นการโจมตีรากฐานของสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรมระหว่างประเทศโดยผู้ที่มีอำนาจมากที่สุด
ทั้งนี้ ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางถือเป็นการเดินถอยหลังสู่ภาวะไร้หลักนิติธรรม เพราะการโจมตีของสหรัฐฯ กับอิสราเอลถือเป็นการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติที่ส่งผลกระทบทั้งต่อประชาชนในภูมิภาคและผู้คนทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ในเล่มรายงานประจำปี 2569 ของแอมเนสตี้ได้ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบอันรุนแรงต่อสิทธิมนุษยชน เสถียรภาพของโลก และชีวิตผู้คนหลายล้านคน จึงได้เรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกเร่งดำเนินการอย่างจริงจังในการปฏิเสธการเมืองแบบโอนอ่อนผ่อนตาม และแสดงจุดยืนต่อต้านด้วยทั้งถ้อยคำและการกระทำเพื่อขัดขวางการก่อตัวของระเบียบโลกแบบนักล่า




