News Logo
หน้าแรก
'ณัฐพงษ์' เชื่อ ได้เสียง สส.-สว.เกิน 140 เสนอตั้งไต่สวน ป.ป.ช.ได้แน่

'ณัฐพงษ์' เชื่อ ได้เสียง สส.-สว.เกิน 140 เสนอตั้งไต่สวน ป.ป.ช.ได้แน่

26 เม.ย. 2569 13:06
ผู้ชม 21 คน

'ณัฐพงษ์' เผย ปชน. ลุยตรวจสอบ ป.ป.ช. ปมสองมาตรฐานคดีศักดิ์สยาม เตรียมรวบรวม 140 เสียง สส.-สว. ล่ารายชื่อเสนอตั้งคณะไต่สวน ยืนยันทำงานร่วมพรรคร่วมฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภาอย่างใกล้ชิด เผยมีหารือหลังบ้านแล้ว แต่ขออุบไว้ก่อน ชี้รัฐบาลมีจุดเปราะบางกว่าที่คิด เหตุเพราะอยู่ด้วยกันได้เนื่องจากผลประโยชน์

สำนักข่าว Next News รายงานข่าวว่าเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2569 ที่โรงแรมเมเปิล ภายหลังการประชุมใหญ่สามัญของพรรคประชาชนประจำปี 2569 ในช่วงเช้าวันนี้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน,นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชนคนใหม่ และนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้มีการให้สัมภาณ์กับสื่อในหลายประเด็น

 โดยในการประชุมใหญ่ พรรคประชาชนได้ประกาศแต่งตั้งบุคคลสำคัญเพิ่มเติมเพื่อเสริมความแข็งแกร่งและประสิทธิภาพในการสื่อสารของพรรค โดยมีมติให้ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ดำรงตำแหน่งเป็นโฆษกพรรคประชาชน ซึ่งถือเป็นการเสริมทัพทีมสื่อสารของพรรคให้มีความเข้มแข็งและพร้อมทำงานอย่างเต็มที่

นายณัฐพงษ์ ได้ยืนยันกับสื่อมวลชนว่ากระบวนการแต่งตั้งทั้งหมดได้เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว และบุคคลที่ได้รับตำแหน่งก็พร้อมทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อสื่อสารแนวทางและอุดมการณ์ของพรรคไปสู่สาธารณชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

บทบาทและทิศทางของเลขาธิการพรรคคนใหม่

ด้านนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาชนคนใหม่ ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับทิศทางการขับเคลื่อนพรรค โดยกล่าวว่าในช่วงเช้าก่อนเริ่มการประชุมใหญ่ นายณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรค ได้พูดถึงวาระและทิศทางหลายอย่างที่พรรคร่วมประชุมกัน ซึ่งเป็นแนวทางที่พรรคประชาชนจะก้าวเดินต่อไป โดยให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงจากสมาชิกและทุกองคาพยพของพรรค

สำหรับบทบาทของเลขาธิการพรรคคนใหม่ นายพิจารณ์เน้นย้ำถึงการต่อยอดภารกิจที่ได้ร่วมประชุมกันให้เกิดขึ้นได้จริง โดยพรรคจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับทุกองคาพยพของพรรค  และสิ่งที่พรรคประชาชนจะทำนั้น จะต้องอยู่บนหลักว่าพี่น้องประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร ดังนั้น สส. ทีมงานในจังหวัด และทีมเครือข่ายตัวแทนของพรรค จำเป็นต้องทำงานร่วมกันอย่างซิงโครไนซ์ หรือประสานงานกันมากขึ้นไปอีก รวมถึงจำเป็นที่จะต้องติดอาวุธทางความรู้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎหมายหรือกลไกของรัฐสภา เพื่อให้การทำงานทั้งในสภาและนอกสภาสามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างไร้รอยต่อ ภายใต้ความมุ่งหมายที่พรรคต้องการชนะการเลือกตั้ง ท้ายที่สุดแล้วคือการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในฐานะฝ่ายค้าน พรรคจะใช้กลไกรัฐสภาและการผลักดันกฎหมายต่างๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ ซึ่งหมายถึงการกลับไปที่หลักการสำคัญคือ "Human-centric" หรือการมุ่งเน้นพัฒนาทรัพยากรบุคคลของพรรคในทุกโอกาส

เมื่อถามว่าการเร่งสรรหาผู้สมัครจะช่วยแก้ปัญหาด้านคุณสมบัติได้อย่างไร นายพิจารณ์ กล่าวว่า เป้าหมายของพรรคคือการทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากนโยบายและแนวทางการทำงาน การมีตัวแทน ทีมงาน หรือเครือข่ายของพรรคอยู่ในพื้นที่จำนวนมาก และการรับรองผู้สมัครได้อย่างรวดเร็ว จะเพิ่มพลังในการทำงานในพื้นที่และเป็นการปูทางไปสู่การเลือกตั้งในอนาคต

สำหรับคำถามเกี่ยวกับความกดดันที่เลขาธิการพรรคได้รับในตำแหน่งใหม่ ท่ามกลางสถานการณ์ที่พรรคมีประเด็นภายใน นายพิจารณ์ ยืนยันว่าความกดดันไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นอยู่ที่ว่าเมื่อที่ประชุมและสมาชิกพรรคให้ความไว้วางใจ พรรคก็มีหน้าที่ที่จะต้องส่งมอบเป้าหมายที่คณะกรรมการบริหาร ผู้บริหาร และองคาพยพของพรรคเห็นตรงกันเพื่อจะมุ่งไปทางนั้น

นายพิจารณ์ได้กล่าวถึงสถานการณ์การบริหารจัดการภายใต้สถานการณ์วิกฤตสงคราม และภายใต้สถานการณ์การที่ สส. จำนวนหนึ่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ว่าเป็น "โอกาสในวิกฤติ" ที่พรรคจะสามารถขับเคลื่อนการทำงานผ่าน สส. ที่ไม่ได้ถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่จำนวน 27 คนได้อย่างมีพลัง

"ไม่ใช่ประเด็นเรื่องความกดดัน แต่จะทำให้ดีที่สุด" นายพิจารณ์กล่าว

ในเรื่องของการจัดการความขัดแย้งภายในพรรค เลขาธิการพรรคกล่าวว่า เป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องสร้างความเข้าใจกับทุกภาคส่วนของพรรคว่าเป้าหมายที่ทุกคนมารวมตัวกันคืออะไร เป้าหมายคือการทำให้ชีวิตของพี่น้องประชาชนดียิ่งขึ้น และสร้างประเทศไทยที่ดีกว่านี้ ดังนั้น ถ้าทุกคนมองเป้าหมายเดียวกัน และตัดชุดความขัดแย้งต่างๆ ออกไป ความขัดแย้งเหล่านั้นก็จะสามารถก้าวข้ามไปได้

จุดยืนต่อผู้สมัครที่มีความเชื่อมโยงกับ "บ้านใหญ่"

เมื่อถามเกี่ยวกับท่าทีของพรรคต่อผู้สมัครของพรรคประชาชนที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับ "บ้านใหญ่" หรือกลุ่มผู้มีอิทธิพลทางการเมืองในอดีต ซึ่งอาจสวนทางกับข้อความที่หัวหน้าพรรคได้สื่อสารไปก่อนหน้านี้ นายณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคนกล่าวว่า การทำงานการเมืองเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง พรรคเองต้องเปิดกว้าง และเอาเป้าหมายกับผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง หรือเอาเป้าหมายใหญ่ของประเทศเป็นตัวตั้ง ดังนั้นในเรื่องของกระบวนการในการคัดเลือกผู้สมัคร ซึ่งนอกจากความตั้งใจที่จะวิเคราะห์ให้เร็ว สนับสนุนให้ทำงานรับใช้พ่อแม่พี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่แล้ว เรื่องของที่มาที่ไปของผู้สมัครนั้น ก็ต้องพิจารณา

หัวหน้าพรรคประชาชนยืนยันว่า พรรคเองก็คงไม่ได้ปิดกั้นผู้สมัครเพียงเพราะนามสกุลเท่านั้น โดยยกตัวอย่างว่ามี สส. รวมถึงแกนนำของพรรค ที่บางครั้งก็อาจจะมีนามสกุลเดียวกันกับคนที่เป็นแกนนำในพรรคการเมืองอื่น แต่ก็เป็นคนที่มีอุดมการณ์เข้มข้น พร้อมที่จะอาสาเข้ามาดำเนินการทางการเมืองเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน

หัวหน้าพรรคประชาชนกล่าวว่าเชื่อว่าในเรื่องของจะเป็นนามสกุลใดก็ตามในพื้นที่ ตราบใดที่เจ้าตัวตัดสินใจเข้ามาร่วมเดินทางกับพรรค พร้อมที่จะทำงานการเมืองตามอุดมการณ์ของพรรค ตามกระบวนการของพรรค พรรคก็คิดว่าเป็นสิ่งที่พวกเราเองต้องเปิดโอกาส และต้องให้ประชาชนในพื้นที่เป็นผู้ตัดสิน ยิ่งพิจารณาผู้สมัครได้เร็ว ตัดสินได้เร็ว ให้ผู้สมัครได้แสดงฝีมือในพื้นที่นอกฤดูกาลเลือกตั้ง ประชาชนก็จะยิ่งเห็นความตั้งใจของผู้สมัครมากขึ้น

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า พรรคต้องการให้มองเห็นปัญหาสําคัญในภาพรวมของประเทศมากกว่า โดยระบุว่ามีกลุ่มคนไม่กี่คนในประเทศนี้ที่พยายามควบคุมสิทธิเสรีภาพของประชาชน พยายามควบคุมอำนาจรัฐ กลไกของรัฐ และงบประมาณของรัฐในทุกช่องทาง พรรคได้เห็นตัวอย่างกรณีของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่สังคมตั้งคำถามว่ามี 2 มาตรฐานหรือไม่ เห็นกรณีการยุบพรรคการเมืองนอกเหนือจากพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล พรรคประชาชนเองก็มีอดีต สส. ในพรรคที่ถูกยุบพรรค เห็นปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน และวิกฤติน้ำมัน ที่เห็นว่าสุดท้ายแล้วประชาชนได้ประโยชน์ทีหลังสุด เพราะกลายเป็นว่าคนในอำนาจ คนที่เกี่ยวข้อง คนที่ใหญ่โต ได้ประโยชน์ไปก่อน

ทิศทางและยุทธศาสตร์ใหม่ของพรรคประชาชน

นายณัฐพงษ์ ได้ประกาศทิศทางใหม่ 4 ข้อ ซึ่งจะเป็นหมุดหมายสำคัญในการขับเคลื่อนพรรคตลอดปี 2569 ยุทธศาสตร์ใหม่นี้แสดงให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนจุดยืนที่ชัดเจน โดยก่อนหน้านี้ พรรคประชาชนเคยเน้นย้ำถึงความพร้อมในการเป็นรัฐบาล แต่ภายหลังการเลือกตั้ง พรรคได้ตัดสินใจที่จะทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้านอย่างแข็งขัน ดังนั้น หมุดหมายของพรรคจึงเปลี่ยนไปสู่การให้ความสำคัญกับการต่อสู้กับปัญหาภายในประเทศเป็นหลัก ซึ่งปัญหาเหล่านี้มีความร้ายแรงไม่แพ้วิกฤตการณ์ภายนอกที่กำลังถาโถมเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตพลังงาน หรือวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์

นายณัฐพงษ์ ได้กล่าวย้ำถึงปัญหาสำคัญที่กำลังกัดกินประเทศว่าคือ "ระบอบกินรวบ" อาทิ ความบกพร่องของกระบวนการยุติธรรม คือการที่สมาชิกวุฒิสภาหรือสมาชิกรัฐสภาบางส่วนถูกครอบงำในลักษณะที่ไม่สมควรจะเป็น รวมถึงการทำงานขององค์กรอิสระต่างๆ และเครือข่ายราชการที่ไม่ยึดโยงกับเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งทั้งหมดนี้ได้นำมาสู่คำถามใหญ่ว่าระบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้นเข้าข่าย "ระบอบกินรวบ" หรือไม่ พรรคประชาชนจึงมุ่งมั่นที่จะท้าชนและแก้ไขปัญหาเหล่านี้เป็นหลัก

ด้านนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน ได้เสริมรายละเอียดเกี่ยวกับทิศทางการทำงานของพรรค โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในทุกระดับของพรรค ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทีมงานในจังหวัด หรือเครือข่ายตัวแทนในพื้นที่ต่างๆ เลขาธิการพรรคประชาชนเน้นย้ำว่า ภารกิจใดๆ ที่พรรคประชาชนจะดำเนินการ จะต้องตอบคำถามสุดท้ายให้ได้ว่า "พี่น้องประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร" จากสิ่งนั้น ดังนั้น ทุกองค์ประกอบของพรรคจำเป็นต้องทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พรรคจะต้องเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายและกลไกของรัฐสภาให้กับบุคลากร เพื่อให้การทำงานทั้งในสภาและนอกสภาสามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างราบรื่น

นายพิจารณ์ ได้กล่าวว่า ภายใต้ความมุ่งหมายที่พรรคประชาชนอยากจะชนะการเลือกตั้งนั้น แท้จริงแล้วคือการแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในฐานะที่พรรคยังคงทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน พรรคประชาชนจะใช้กลไกของรัฐสภา รวมถึงการผลักดันและรณรงค์กฎหมายต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน โดยยึดหลักสำคัญคือ "People Centric" หรือการยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางในการดำเนินงานทั้งหมด

นายพิจารณ์ได้ยกตัวอย่างสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้น เช่น กรณีของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่สังคมตั้งคำถามถึงการปฏิบัติงานที่อาจมีสองมาตรฐาน กรณีการยุบพรรคการเมืองหลายพรรคในอดีต รวมถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน และวิกฤตการณ์น้ำมันที่ประชาชนมักได้รับผลประโยชน์เป็นกลุ่มสุดท้าย ในขณะที่ผู้มีอำนาจและกลุ่มทุนใหญ่ได้รับประโยชน์ก่อน ถ้าหากพรรคประชาชนและประชาชนทั่วไปเห็นภาพรวมของปัญหาเหล่านี้ตรงกัน โจทย์ใหญ่ของพรรคคือการชวนทุกคนกลับมาคิดใหม่ว่า ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ รายวันที่อาจมีความเห็นต่างกันภายในพรรค ควรได้รับการพูดคุยและหาข้อสรุปภายในองค์กร

แนวคิดที่ว่า "ปัจเจกโด่งดังแต่ทำให้ขบวนการพังทลาย" ซึ่งนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ได้นำเสนอไว้ ได้รับการเน้นย้ำจากเลขาธิการพรรคประชาชนว่า เป็นสิ่งที่พรรคต้องตระหนัก การวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่ได้มีการหารือและหาข้อสรุปภายในพรรคแล้ว แต่กลับนำไปพูดภายนอกองค์กร จะทำให้ภาพรวมของการขับเคลื่อนของขบวนการไม่เป็นเอกภาพ การหารือตลอดสามวันที่ผ่านมาทำให้พรรคประชาชนได้ตกผลึกร่วมกันว่า การทำงานในลักษณะที่มีความเป็นเอกภาพเท่านั้นที่จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงให้เกิดขึ้นได้

แนวทางการสรรหาผู้สมัครและการรับมืออิทธิพล "บ้านใหญ่"

 

นายณัฐพงษ์ ได้ชี้แจงถึงแนวทางการสรรหาผู้สมัคร โดยพรรคมีเป้าหมายที่จะประกาศรายชื่อผู้สมัครให้รวดเร็วขึ้น เพื่อให้บุคคลเหล่านั้นมีเวลาทำงานและรับใช้ประชาชนอย่างเต็มที่

หัวหน้าพรรคประชาชนยืนยันว่า การทำงานการเมืองเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงนั้น พรรคจะต้องเปิดกว้าง และยึดเป้าหมาย รวมถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ในเรื่องที่มาของผู้สมัครนั้น พรรคประชาชนจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ แต่จะไม่ปิดกั้นการพิจารณาผู้สมัครจากนามสกุลเพียงอย่างเดียว

นายณัฐพงษ์เน้นย้ำว่าแม้จะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและแกนนำของพรรคบางส่วน ที่อาจมีนามสกุลเดียวกันกับแกนนำพรรคการเมืองอื่นๆ แต่ก็เป็นบุคคลที่มีอุดมการณ์แน่วแน่และพร้อมที่จะอาสาเข้ามาทำการเมืองเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง

“ไม่ว่าผู้สมัครจะมีนามสกุลใดๆ ในพื้นที่ ตราบใดที่บุคคลนั้นตัดสินใจเข้ามาร่วมเดินทางกับพรรค และพร้อมที่จะทำงานการเมืองตามอุดมการณ์และหลักการของพรรค พรรคประชาชนก็ต้องเปิดโอกาสให้ และให้ประชาชนในพื้นที่เป็นผู้ตัดสินใจเลือก ยิ่งพรรคประชาชนสามารถคัดเลือกและประกาศรายชื่อผู้สมัครได้เร็วเท่าใด ผู้สมัครก็จะยิ่งมีโอกาสแสดงฝีมือและแสดงความตั้งใจในการทำงานนอกฤดูเลือกตั้งได้มากขึ้น ประชาชนก็จะยิ่งได้เห็นความมุ่งมั่นของบุคคลเหล่านั้นอย่างชัดเจน” นายณัฐพงษ์กล่าว

 

การรับมือกับคำวิพากษ์วิจารณ์จากภายนอกพรรค

 

เมื่อถูกสอบถามถึงคำวิพากษ์วิจารณ์จากบุคคลภายนอก เช่น นายปิยบุตร แสงกนกกุล  นายณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้แสดงความเห็นว่า ไม่ได้คิดว่าคำวิพากษ์วิจารณ์จากนายปิยบุตร หรือบุคคลอื่นใด จะทำให้การดำเนินงานภายในพรรคประชาชนสั่นคลอน หัวหน้าพรรคประชาชนต้องการให้ทุกฝ่ายมองที่ตัวประชาชนเป็นสำคัญ หากมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางและเท่าเทียมกันในทุกๆ พรรคการเมือง โดยตั้งความหวังกับพรรคประชาชนเช่นเดียวกับพรรคการเมืองอื่นๆ ประโยชน์สูงสุดก็จะเกิดขึ้นกับประชาชน

นายณัฐพงษ์ ชี้แจงอีกว่านายปิยบุตร ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคประชาชน ดังนั้น จึงมีสิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่ในการวิพากษ์วิจารณ์พรรค ซึ่งแตกต่างจากสมาชิกพรรคที่ต้องปฏิบัติตามวินัยและข้อบังคับของพรรค เพื่อให้การขับเคลื่อนของพรรคมีเอกภาพและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

สำหรับคำวิพากษ์วิจารณ์จากนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส.พรรคประชาชนส่วนตัวเชื่อว่า เป็นการพูดในเชิงหลักการ ไม่ได้หมายถึงตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ

หัวหน้าพรรคประชาชนย้ำว่า ไม่ต้องการให้ยึดติดกับตัวบุคคลที่ทำการวิพากษ์วิจารณ์ แต่ให้ดูที่เนื้อหา หากเนื้อหานั้นมุ่งเน้นให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่ในสภาอย่างตรงไปตรงมา หรือต้องการให้พรรคการเมืองเปิดกว้างรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์จากทุกฝ่าย หากนำหลักการนี้เป็นตัวตั้ง โดยละเว้นจากตัวบุคคลที่เป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์ก่อน สิ่งนั้นคือสาระสำคัญที่พรรคประชาชนต้องการให้มีการถกเถียงและแลกเปลี่ยนกัน

 

การเตรียมจัดตั้งคณะรัฐมนตรีเงา

ด้านนายวีระยุทธได้ประกาศเกี่ยวกับคณะรัฐมนตรีเงาว่า รายละเอียดเกี่ยวกับคณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาชนจะมีการแถลงเป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการ โดยจะลงรายละเอียดและประเด็นเชิงลึกภายในสิ้นเดือนนี้ (เมษายน 2569) ซึ่งเรื่องนี้เป็นความตั้งใจของพรรคประชาชนที่จะสร้างกลไกนี้ขึ้นมาเป็นหัวหอกในการทำหน้าที่ทั้งตรวจสอบรัฐบาล และนำเสนอสิ่งที่ดีกว่าให้ประชาชนได้เห็น

โดยคณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาชนจะมีการประชุมเป็นรายสัปดาห์ เพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่าประเทศไทยสามารถดีกว่านี้ได้ และไม่ต้องการให้ประชาชนหมดความคาดหวังกับการเมืองและเศรษฐกิจไทย

พรรคประชาชนต้องการนำเสนอว่า หากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล จะสามารถนำเสนอสิ่งที่ดีกว่าให้กับประเทศได้อย่างไรในแต่ละสัปดาห์ คณะรัฐมนตรีเงาจะแบ่งการทำงานออกเป็น 4 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ ด้านคุณภาพชีวิต และด้านการปฏิรูปรัฐและการปฏิรูปกฎหมายไปพร้อมกัน

นายวีระยุทธกล่าวว่า การแบ่งการทำงานออกเป็น 4 ด้านนี้จะเป็นประโยชน์มากกว่าการแยกตามรายกระทรวงตามโครงสร้างรัฐไทยที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

รองหัวหน้าพรรคประชาชนชี้แจงว่า การทำงานของคณะรัฐมนตรีเงาจะเชื่อมโยงการทำงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค รวมถึงแกนนำพรรค โดยไม่ได้กำหนดจำนวนตายตัว แต่จะแบ่งเป็นทีมงาน ตัวอย่างเช่น ในด้านเศรษฐกิจ ซึ่งมีบางเรื่องสำคัญที่ถูกทอดทิ้งและไม่มีกระทรวงดูแลโดยเฉพาะ เช่น ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) พรรคจะมีทีมคณะรัฐมนตรีเงาด้าน SMEs ดูแลโดยเฉพาะ ดังนั้น พรรคประชาชนจะเลือกประเด็นที่สอดคล้องกับการบริหารรัฐในยุคใหม่ และสอดคล้องกับสภาพปัญหาหน้างานในปัจจุบัน

การทำงานของคณะรัฐมนตรีเงาจะครอบคลุมทุกองค์ประกอบของพรรค ตั้งแต่การทำงานของประธานกรรมาธิการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงงานในพื้นที่และงานเครือข่าย เพื่อให้เห็นว่าในแต่ละพื้นที่ หากมีนโยบายที่ดีกว่า จะสามารถแก้ปัญหาระดับพื้นที่ได้อย่างไร คณะรัฐมนตรีเงาจึงจะเป็นหัวหอกในการทำงานทั้งการตรวจสอบและเสนอสิ่งที่ดีกว่าให้สังคมไทยได้เห็น

 

การตรวจสอบ ป.ป.ช. และความร่วมมือกับฝ่ายค้าน

เมื่อถามถึงการล่ารายชื่อเพื่อดำเนินการ ในกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไม่ดำเนินการกับนายศักดิ์ สยาม ชิดชอบ ซึ่งมีข้อครหาเรื่องกรณีถือครองหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ และความร่วมมือกับพรรคฝ่ายค้าน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า กรณี ป.ป.ช.อาจมีข้อห่วงใยในเรื่องของสองมาตรฐาน โดยมีกรณีที่ประธานรัฐสภาในชุดที่แล้ว เคยปัดตกคำร้องขอตรวจสอบ ป.ป.ช. ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้นได้ลงชื่อกัน พรรคประชาชนยืนยันว่าในสภาชุดปัจจุบัน พรรคพร้อมที่จะรวบรวมรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่เห็นด้วย เพื่อเสนอผ่านประธานรัฐสภาให้มีการตั้งคณะไต่สวน ป.ป.ช.ในส่วนนี้

อย่างไรก็ตาม หัวหน้าพรรคประชาชนยอมรับว่า ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ เสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชนในชุดที่ 27 มีไม่เพียงพอต่อการรวบรวมรายชื่อให้ครบตามจำนวนที่กำหนด 140 เสียง อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อมั่นว่าจะได้รับการสนับสนุนจากพรรคร่วมฝ่ายค้านพรรคอื่น รวมถึงสมาชิกวุฒิสภาบางส่วน ที่พร้อมจะร่วมลงชื่อกับพรรคประชาชน เพื่อให้ครบ 140 เสียงตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ

หัวหน้าพรรคประชาชนย้ำว่า พรรคประชาชนไม่ได้ทำงานแบบโดดเดี่ยว แต่จะทำงานร่วมกับเพื่อนสมาชิกในฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภาที่เห็นตรงกันในหลักการ ซึ่งตอนนี้ พรรคได้มีการพูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการกับทุกส่วน รวมไปถึงพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆและ สว.แล้ว แต่เนื่องจากยังไม่ได้เป็นมติออกมาอย่างเป็นทางการ หากมีการเปิดเผยชื่อกลุ่มบุคคลเหล่านั้น อาจส่งผลกระทบต่อการพูดคุยกันได้ แต่ส่วนตัวเชื่อมั่นว่าจะสามารถรวบรวมรายชื่อได้ครบ 140 เสียงอย่างแน่นอน

สถานการณ์การเลือกตั้งท้องถิ่นและการถอนตัวผู้สมัครนายกเทศมนตรีเมืองพัทยา

ในประเด็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น เมื่อถูกสอบถามถึงข่าวการถอนตัวของผู้สมัครนายกเทศมนตรีเมืองพัทยาของพรรคประชาชน นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน ได้ชี้แจงว่า น.ส.นิศามาศ เลาหรัตนาหิรัญ ผู้สมัครคนก่อน ได้ถอนตัวออกไปด้วยเหตุผลส่วนตัว และพรรคประชาชนได้ดำเนินการแต่งตั้งนายอิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธ เป็นผู้สมัครคนใหม่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชนก็พร้อมที่จะเปิดตัวผู้สมัครในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมเช่นเดียวกัน

เมื่อมีคำถามว่าการเปลี่ยนตัวผู้สมัครอาจถูกมองว่าเป็นการไม่ให้เกียรติ หรือเหมือนเป็นการทดลองงาน เลขาธิการพรรคประชาชนได้แสดงความเห็นว่า สิ่งที่สำคัญกว่าคือความมุ่งมั่นตั้งใจและความมั่นคงของผู้สมัคร หากจุดเริ่มต้นมาจากตัวผู้สมัครที่อาจยังมีความลังเล จนเป็นเหตุผลที่บุคคลนั้นเสนอขอถอนตัว พรรคประชาชนก็ต้องพิจารณาโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นหลัก นี่คือที่มาของการตัดสินใจปรับเปลี่ยนตัวผู้สมัครใหม่

 

ประเมินสถานการณ์ของรัฐบาลปัจจุบัน

นายณัฐพงษ์ ได้กล่าวทิ้งท้าย โดยประเมินสถานการณ์ของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งมาได้ไม่ถึงหนึ่งเดือน ว่า หากมองจากภายนอก รัฐบาลชุดนี้ดูเข้มแข็งและมีเสถียรภาพ หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าอาจมีอิทธิพลจากสมาชิกวุฒิสภาหรือองค์กรอิสระเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่ง ภายใต้ความแข็งแกร่งภายนอกนั้น ภายในของรัฐบาลกลับมีความเปราะบางสูง

นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ความเปราะบางของรัฐบาลชุดนี้เกิดจากกลุ่มก้อนอำนาจต่างๆ ที่ยึดโยงอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มมุ้งใหญ่จากพรรคการเมืองอื่นที่ถูกดึงดูดให้เข้ามาอยู่ในพรรคภูมิใจไทย รวมถึงการใช้อำนาจโดยมิชอบขององค์กรอิสระ กลุ่มทุนและนายทุนที่ให้การสนับสนุน ไปจนถึงข้าราชการที่ได้รับประโยชน์และพึ่งพาอาศัยจากรัฐบาลที่เรียกได้ว่าเป็น "รัฐบาลสีน้ำเงิน" ทุกภาคส่วนเหล่านี้ล้วนโยงใยกันด้วยผลประโยชน์ร่วมกัน หัวหน้าพรรคประชาชนเชื่อว่า วิกฤตการณ์น้ำมันที่เกิดขึ้นจะเป็นหนึ่งในวิกฤตที่จะแสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของรัฐบาลชุดนี้อย่างชัดเจน

หัวหน้าพรรคประชาชนกล่าวว่า แม้จะมีรัฐมนตรีที่เป็นสายเทคโนแครตอยู่ในรัฐบาล แต่บางประเด็น ก็ยังไม่กล้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์มากนัก เช่น กรณีโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าความเปราะบางภายในของรัฐบาลที่ยึดโยงกันด้วยกลุ่มผลประโยชน์นี้ จะทำให้วิกฤตการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทำให้รัฐบาลที่ดูเหมือนจะเข้มแข็งกลับมีความเปราะบางจากภายในตัวเอง และท้ายที่สุดก็จะอยู่ไม่ได้

“เป็นหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้าน และเป็นหน้าที่ของพรรคประชาชน ที่จะต้องทำให้ประชาชนได้เห็นว่า ภายใต้รัฐบาลในลักษณะนี้ จะยิ่งทำให้สังคมไทยมีความเปราะบาง และนำไปสู่การที่รัฐบาลไม่สามารถดำรงอยู่ต่อไปได้” นายณัฐพงษ์กล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘ณัฐพงษ์’ แถลงทิศทาง ปชน. ประกาศตั้ง ครม.เงา-สู้ระบอบกินรวบไม่ยึด ปชช.
‘ณัฐพงษ์’ แถลงทิศทาง ปชน. ประกาศตั้ง ครม.เงา-สู้ระบอบกินรวบไม่ยึด ปชช.